
รัฐผวา ‘นอมินีต่างชาติ’ หนีสงครามทะลักไทย ดันวาระสำคัญของชาติ
รัฐบาล ผวา ‘นอมินีต่างชาติ’ สบช่องสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางบานปลาย อาจเกิดการย้ายถิ่นฐานทะลักเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น พร้อมกำหนดเป็นวาระสำคัญของชาติ
KEY
POINTS
- รัฐบาลแสดงความกังวลต่อปัญหาชาวต่างชาติที่อาจหนีภัยสงครามเข้ามาในไทย และใช้คนไทยเป็นตัวแทน (นอมินี) ในการทำธุรกิจและถือครองอสังหาริมทรัพย์ จึงยกระดับปัญหานี้เป็นวาระแห่งชาติ
- คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการติดตามและแก้ไขปัญหาโดยด่วน
- กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการคุมเข้มการจดทะเบียนบริษัท เพื่อป้องกันการใช้นอมินี โดยกำหนดให้ต้องมีหนังสือยืนยันการลงทุนจริงจากผู้ถือหุ้นคนไทย และจะตรวจสอบอย่างเข้มงวดในพื้นที่เสี่ยง
ผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีวี่แววได้ข้อยุติในเร็ววัน กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ โดยเฉพาะภัยด้านความมั่นคงของประเทศไทย การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่นานมานี้ แสดงความวังวลเรื่องของ “นอมินีต่างชาติ” อาจหนีภัยสงครามทะลักเข้ามาในประเทศไทย จนส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศได้ในระยะยาว
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ทั้ง กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน
รวมทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อรับทราบผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งได้หารือเกี่ยวกับปัญหาการเข้ามาตั้งถิ่นฐานและครอบงำธุรกิจของชาวต่างชาติในประเทศไทย
สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุข้อมูลว่า ด้วยในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เสนอต่อที่ประชุมครม.ว่า ปัจจุบันมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาพักอาศัยและประกอบธุรกิจในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งขึ้นในหลายภูมิภาคยิ่งทำให้ประเทศไทยเป็นสถานที่ปลอดภัยที่หลายชาติเลือกเข้ามาพักอาศัยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยชาวต่างชาติเหล่านี้เมื่อเข้ามาแล้วก็มักจะมาประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจแข่งกับคนไทย โดยใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นนอมินี (Nominee) เข้าซื้อหรือถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ หรือดำเนินธุรกิจต่าง ๆ แทน เช่น ธุรกิจโรงแรม/ที่พัก โรงพยาบาล สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ร้านอาหาร ตลอดจนธุรกิจบริการ อื่น ๆ
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ชาวต่างชาติจำนวนมากได้รวมตัวกันตั้งเป็นชุมชนของชาติตนขึ้นมาในหลายพื้นที่อย่างเป็นเอกเทศ มีการจัดกิจกรรมเฉพาะกลุ่มโดยห้ามบุคคลภายนอกเข้าถึง รวมทั้งยังขาดการสอดส่องดูแลจากหน่วยงานภาครัฐเท่าที่ควรด้วย เช่น พื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พื้นที่จังหวัดภูเก็ต เป็นต้น
สถานการณ์ดังกล่าว หากยังคงปล่อยไว้เช่นนี้จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศในภาพรวม จึงควรต้องมีการติดตาม ดูแล และเฝ้าระวังในเรื่องนี้
โดยอาจพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้น โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นองค์ประกอบให้ครบถ้วน เพื่อพิจารณากำหนดแนวทาง มาตรการ และกลไกในการติดตาม กำกับดูแล และแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวให้เหมาะสมและเท่าทันสถานการณ์ต่อไป
ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เห็นด้วยกับข้อเสนอของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะส่งผลให้เกิดการย้ายถิ่นฐานของประชากรเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มมากยิ่งขึ้น
สำหรับประเทศไทย ชาวต่างชาติอาจใช้ช่องทางของมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (Free Visa) เดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ง่าย เมื่อเข้ามาอยู่แล้วก็ใช้ช่องว่างของกฎหมายแอบแฝงในการประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจต่าง ๆ ต่อไป ชาวต่างชาติที่ไม่ประสงค์ดีจะมีวงจรการดำเนินการในลักษณะนี้ จึงเห็นควรให้เรื่องดังกล่าวเป็นวาระสำคัญของชาติ และมีการมอบหมายหน่วยงานหลักเพื่อรับผิดชอบขับเคลื่อนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ให้เป็นรูปธรรมต่อไป
ทั้งนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติว่า มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาดำเนินการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยด่วนต่อไป
ทั้งนี้ ให้ประสานงานกับเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคงต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบ ติดตาม และรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ชัดเจน และเป็นปัจจุบัน แล้วกำหนดแนวทาง/มาตรการ และกลไกในการดำเนินการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปด้วย
นอกจากนี้ยังมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์เข้มงวดกวดขันกับการดำเนินการรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการให้ถูกต้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการใช้นอมินีเป็นผู้ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว รวมทั้งให้พิจารณาความจำเป็นและเหมาะสมในการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวต่อไป
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกคำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1/2569 กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นทุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง และไม่ได้ให้ความช่วยเหลือหรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี เพื่อยกระดับการป้องกันมิให้ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางแก่คนต่างด้าวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สาเหตุที่ต้องออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 กรมฯ ได้กำหนดให้การขอจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ต้องส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทย ทำให้การขอจดทะเบียนที่อาจเข้าข่ายนอมินีลดลง 65% แต่ยังพบการหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าว จึงได้ออกคำสั่งเพิ่มเติม โดยกรมฯ จะส่งรายชื่อบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยงให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางพิจารณาดำเนินการตรวจสอบต่อทุกราย
ทั้งนี้ การให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท แล้วแต่กรณี รวมถึงอาจผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ปัญหานอมินีเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยปัจจุบันพบบริษัทจำกัดที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น 0.01-49.99% ถึง 118,016 ราย ซึ่งแม้บางส่วนจะเป็นการร่วมทุนจริง แต่จำนวนมากใช้คนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินี กระทบต่อโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม
คำสั่งใหม่นี้จึงมุ่งสร้างความโปร่งใสและป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมาย เพื่อให้ธุรกิจที่จดทะเบียนในไทยดำเนินกิจการอย่างถูกต้อง มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม นำมาซึ่งความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ
กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายํ้าเตือนว่า คำสั่งฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 หากตรวจพบการจดทะเบียนที่ผิดปกติเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการ โดยเฉพาะในจังหวัดชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และกระบี่ ที่มักพบปัญหานอมินีจำนวนมาก กรมฯ จะตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดทุกราย






