
‘เอกชนไม่ทน’ โพล ส.อ.ท. ชี้ชัดคอร์รัปชันฝังลึก ดันต้นทุนธุรกิจพุ่งเกิน 20%
FTI CEO Poll ชี้ 85.7% ผู้บริหารมองคอร์รัปชันรุนแรงขึ้น ลามทั้งจัดซื้อจัดจ้าง-เชิงนโยบาย เอกชนจี้รัฐปฏิรูปกฎหมาย-ดันดิจิทัล-เปิดข้อมูล สกัดต้นทุนแฝงฉุดศักยภาพแข่งขันประเทศ
KEY
POINTS
- ผลสำรวจของ ส.อ.ท. ชี้ว่าภาคเอกชนมองปัญหาคอร์รัปชันรุนแรงขึ้น โดย 55.5% ระบุว่าส่งผลให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นมากกว่า 20%
- สาเหตุหลักของปัญหามาจากวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และช่องว่างทางกฎหมาย โดยรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง
- ผู้บริหารกว่า 61% ยอมรับว่าเคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์ด้วยตนเอง สะท้อนว่าปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึกและส่งผลกระทบโดยตรง
เสียงสะท้อนจากผู้นำภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ชี้ชัด “คอร์รัปชัน” ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกินเศรษฐกิจไทย และกำลังดันต้นทุนธุรกิจพุ่งสูงอย่างมีนัยสำคัญ
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 49 ประจำเดือนมีนาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “เอกชนไม่ทน : เสียงสะท้อนภาคธุรกิจกับปัญหาคอร์รัปชัน” จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหาร 645 คน ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ พบว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในภาพรวม
ผลสำรวจระบุว่า ผู้บริหารถึง 85.7% เห็นว่าปัญหาคอร์รัปชัน “รุนแรงมากขึ้น” เมื่อเทียบกับในอดีต ขณะที่ 11.8% มองว่าอยู่ในระดับเดิม และมีเพียง 2.5% ที่เห็นว่าลดลง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาดังกล่าวยังคงฝังรากลึก และบั่นทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยเชิงโครงสร้างเป็นตัวเร่งสำคัญ
สำหรับสาเหตุหลักของการคอร์รัปชัน อันดับ 1 คือ วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และผลประโยชน์ทับซ้อน 70.9% รองลงมาคือ ช่องว่างของกฎหมายและการบังคับใช้ที่ไม่เข้มงวด 57.2% และการที่เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจใช้ดุลยพินิจสูง 53.0% นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากการเมืองแทรกแซงระบบบริหารราชการ 49.6% ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง
ในด้านรูปแบบของการทุจริต พบว่า การทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น การล็อกสเปกและฮั้วประมูล เป็นปัญหาหลักมากที่สุดถึง 81.4% รองลงมาคือ การติดสินบนและการเรียกรับผลประโยชน์ 72.6% และการทุจริตเชิงนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มเฉพาะ 69.8% ขณะที่การวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในหน่วยงานรัฐอยู่ที่ 40.2% สะท้อนว่าปัญหาคอร์รัปชันขยายตัวทั้งระดับปฏิบัติการและระดับนโยบาย
ประเด็นที่น่ากังวลคือ ผลกระทบด้านต้นทุนธุรกิจ โดยผู้ตอบแบบสำรวจ 55.5% ระบุว่า ต้นทุนจากคอร์รัปชันคิดเป็น “มากกว่า 20%” ของต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งหมด รองลงมาคือระดับ 11–20% ที่ 29.9% และ 5–10% ที่ 11.2% มีเพียง 0.9% ที่ระบุว่าไม่มีต้นทุนจากคอร์รัปชัน สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เพียงเรื่องธรรมาภิบาล แต่เป็น “ต้นทุนแฝง” ที่กระทบขีดความสามารถในการแข่งขันโดยตรง
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารถึง 61.2% ยอมรับว่าเคยประสบปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตด้วยตนเอง ขณะที่ 38.8% ระบุว่าไม่เคย เผยให้เห็นว่าคอร์รัปชันยังคงเกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจ และเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวมากกว่าที่คาด
สำหรับแนวทางแก้ไข ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการใน 4 ด้านหลัก โดยอันดับ 1 คือ การปฏิรูปกฎหมายและยกระดับการบังคับใช้ให้มีประสิทธิภาพ 64.5% รองลงมาคือ การขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจ และเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) 60.2% อันดับ 3 คือ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคเอกชน พร้อมคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส 55.5% และอันดับ 4 คือ การยกระดับระบบตรวจสอบนโยบายและโครงการภาครัฐให้โปร่งใสในทุกขั้นตอน 54.9%
ส.อ.ท. เห็นว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งการปฏิรูปกฎหมาย การบังคับใช้อย่างจริงจัง การลดดุลยพินิจผ่านเทคโนโลยี การเปิดเผยข้อมูลเพื่อการตรวจสอบ และการสร้างกลไกการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ภาคเอกชนย้ำความพร้อมในการร่วมขับเคลื่อนการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นในปัจจุบัน







