
พาณิชย์ผนึกเอกชน ดันสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ลดราคา เริ่มเม.ย.นี้
พาณิชย์จับมือค้าปลีก-ผู้ผลิต เปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย” ตรึงราคาสินค้าจำเป็น รับต้นทุนพลังงานพุ่ง เล็งลดราคาสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ เริ่มเม.ย.นี้ ช่วยลดค่าครองชีพทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับภาคเอกชนจัดโครงการ "ไทยช่วยไทย" เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนจากผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน
- เน้นการลดหรือตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ (House Brand) และแบรนด์รอง
- มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มดำเนินการภายในเดือนเมษายน โดยมีระยะเวลาเบื้องต้นประมาณ 2 เดือน
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพื่อนำมาผลิตสินค้าจะมีต้นทุนสูงขึ้น มีผลต่อค่าครองชีพของประชาชน
ทั้งนี้ กรมฯจึงได้เชิญหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จํากัด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จํากัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) บริษัท ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จํากัด
บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จํากัด บริษัท สหพัฒนพิบูล จํากัด (มหาชน) บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จํากัด (มหาชน) บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จํากัด (มหาชน) บริษัท น้ำมันพืชไทย จํากัด (มหาชน) บริษัท พี อาร์ จี คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) และบริษัท ข้าวมาบุญครอง จํากัด เข้าร่วมประชุมหารือเพื่อดำเนินโครงการ ‘ไทยช่วยไทย’
ทั้งนี้จะกำหนดแนวทางในการดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยแนวคิดของมาตรการในครั้งนี้ คือ การลดหรือตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นความต้องการที่จะดูแลทั้งระบบ
มุ่งเน้นไปที่สินค้ากลุ่ม House Brand ของห้างร้าน และสินค้าแบรนด์ทางเลือกหรือแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ของผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ของประเทศเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าของประชาชน โดยแบ่งกลุ่มสินค้าเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่
- สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และยาสีฟัน
- สินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง เป็นต้น
โครงการนี้คาดว่า จะเริ่มภายในเดือนเม.ย. และมีระยะเวลาดำเนินการเบื้องต้นราวประมาณ 2 เดือน
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ในสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบกับทุกประเทศทั่วโลก กรมฯ ขอความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ ประกอบด้วย กลุ่มผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ขอให้ตรึงราคาสินค้าและจัดโปรโมชันตามปกติ เนื่องจากสินค้ายังคงเป็นสต็อกเดิมหรือเป็นวัตถุดิบเดิมที่มีอยู่ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
พร้อมทั้งพิจารณาจัดสรรสินค้าแบรนด์ทางเลือกในราคาพิเศษเพื่อส่งต่อไปยังร้านค้าส่ง-ปลีก ห้าง Modern Trade ให้พิจารณานำสินค้า House Brand และแบรนด์ทางเลือกออกวางจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ
ในส่วนของสมาคมและหอการค้า อาทิ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย หอการค้าไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย และ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ขอให้ช่วยแจ้งข่าวประชาสัมพันธ์และเชิญชวนสมาชิกเข้าร่วมมาตรการตรึงราคาให้ครอบคลุมทุกหมวดหมู่สินค้า
“กรมได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการส่งข้อมูลรายการสินค้าที่จะปรับลดราคามายังกรมฯ ภายในวันศุกร์ที่ 27 มี.ค. 2569 เพื่อรวบรวมและขับเคลื่อนมาตรการให้เกิดผลโดยเร็วที่สุด” นายพูนพงษ์ กล่าว






