thansettakij
thansettakij
รัฐ-เอกชน ผนึกกำลังฝ่าวิกฤต จัดเต็มประหยัดพลังงานเพื่อชาติ

รัฐ-เอกชน ผนึกกำลังฝ่าวิกฤต จัดเต็มประหยัดพลังงานเพื่อชาติ

20 มี.ค. 69 | 02:36 น.
อัปเดตล่าสุด :20 มี.ค. 69 | 02:54 น.

รัฐ-เอกชนผนึกกำลังมาตรการประหยัดพลังงานเต็มรูปแบบ ทั้ง Work From Home ลดใช้ไฟ ปรับแอร์ 26–27 องศา ทุ่มเงินดึง AI บริหารพลังงาน ติดตั้ง Solar Rooftop ใช้รถ EV คุมต้นทุน ลดแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • ภาครัฐออกมาตรการประหยัดพลังงานเร่งด่วน เช่น ให้หน่วยงานราชการ Work from Home, ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเป็น 26-27 องศา และตั้งเป้าลดการใช้พลังงานลง 10%
  • ภาคเอกชนในหลายกลุ่มอุตสาหกรรมขานรับนโยบายผ่านการปรับเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV), ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, ใช้ AI บริหารจัดการพลังงาน และส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน
  • มีการส่งเสริมภาคประชาชนและผู้ประกอบการผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการล้างแอร์ช่วยชาติ, การลดหย่อนภาษี, สินเชื่อด้านพลังงาน และการรณรงค์ประหยัดพลังงานในที่อยู่อาศัย

หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยมุ่งเน้นไปที่การประหยัดพลังงานและการบริหารจัดการบุคลากรภาครัฐ โดยให้หน่วยงานราชการทุกแห่งปฏิบัติงานนอกสถานที่พัก หรือ Work from Home (WFH), ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส

พร้อมรณรงค์ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ “ถอดสูท” ในการเข้าประชุมหรือปฏิบัติงานและงดการเดินทางไปต่างประเทศนั้น พบว่าหน่วยงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชนต่างขานรับพร้อมออกมาตรการประหยัดพลังงานอย่างเต็มที่

คิกออฟ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2”

กระทรวงพลังงาน ถือเป็นกระทรวงหลักในการดำเนินมาตรการเพื่อลดผลกระทบด้านพลังงานแก่ประชาชน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ดำเนินมาตรการลดการใช้พลังงานควบคู่กัน ภายใต้แนวคิด “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ทั้งภาคอุตสาหกรรมและอาคารธุรกิจ ปรับลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต เช่น การกำหนดช่วงเวลาใช้เครื่องจักร ปรับอุณหภูมิ และจัดทำแผนลดใช้พลังงานระยะ 1–3 เดือน ขอให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงาน 10% ผ่านการปรับแอร์ 26–27°C ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ประชุมออนไลน์ และ Work from Home คาดว่าจะช่วยลดการใช้นํ้ามันประมาณ 660,000 ลิตร/เดือน (มูลค่า 21 ล้านบาท) และลดไฟฟ้าได้ 7.2 ล้านหน่วย/เดือน หรือเทียบเท่าลดการนำเข้า LNG ประมาณ 982 ตัน/เดือน

ส่วนภาคประชาชนและผู้ประกอบการ ทั้งส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ลดหย่อนภาษีสูงสุด2 แสนบาท และมีมาตรการภาษีสนับสนุนการใช้เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง หักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า รวมทั้งโครงการ Co-pay สนับสนุนปรับปรุงเครื่องจักร 20–30% วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย และมาตรการภาคขนส่ง สนับสนุน 20–30% วงเงินสูงสุด 2 ล้านบาทต่อสถานประกอบการ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับสถาบันการเงิน สนับสนุนสินเชื่อด้านพลังงานในทุกภาคส่วน และเปิดให้คำปรึกษาผ่านคลินิกอนุรักษ์พลังงานด้วย

รัฐ-เอกชน ผนึกกำลังฝ่าวิกฤต จัดเต็มประหยัดพลังงานเพื่อชาติ

DE หนุน WFH ปฏิบัติงานผ่าน e-Office

ด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ออกมาตรการประหยัดพลังงานให้บุคลากร WFH ปฏิบัติงานผ่าน e-Office ภายใต้ การบริการคลาวด์กลางภาครัฐ นอกจากนี้มุ่งลดการใช้ไฟฟ้า 1 ใน 4 ส่วนจากทั้งหมดของการใช้พลังงานไฟฟ้าในกระทรวง อาทิ โถงลิฟท์ ลดการใช้แสงสว่างลง 50% ในช่วงเวลา 20.00 – 07.00 น.

โดยยังคงมีแสงสว่างเพียงพอสำหรับความปลอดภัยในการสัญจรภายในอาคาร ระบบปรับอากาศส่วนกลาง (AHU) ปิดให้บริการในช่วงเวลา 15.30 – 8.30 น. และ ลิฟต์โดยสาร จำนวน 2 ตัว “ทุกชั้น ทุก Core” ในช่วงเวลา 09.30 – 15.30 น. ซึ่งมีปริมาณผู้ใช้งานลิฟต์ลดลงจากช่วงเวลาเร่งด่วน และ ระหว่างเวลา 17.00 – 08.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังเลิกงานและก่อนเริ่มเวลาราชการ เป็นต้น

ไฟฟ้าฯ ขานรับลดพลังงาน

นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้ลงนามในประกาศข้อสั่งการด่วนที่สุด อนุมัติมาตรการให้พนักงานและลูกจ้างปฏิบัติงานภายในที่พัก (Work From Home) อย่างเป็นทางการ และมีผลบังคับใช้ทันที โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานพิจารณาดำเนินการปฏิบัติงานในสถานที่พักแบบเต็มรูปแบบ โดยพนักงานต้องบันทึกเวลาเข้า-ออกงานผ่านระบบ PEA Life และ SAP

นอกจากนี้ PEA ยังมีมาตรการปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ 26 - 27 องศาเซลเซียส ปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบ Energy Saver สำหรับคอมพิวเตอร์ และรณรงค์ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ เน้นการทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และส่งเสริมการประชุมผ่านออนไลน์

ส่วนนายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า กฟผ. ได้ดำเนินโครงการล้างแอร์ช่วยชาติด้วยการให้ส่วนลดล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาท จำนวน 3 หมื่นเครื่อง โครงการมอบส่วนลดซื้อผลิตภัณฑ์เบอร์ 5 จำนวน 1.5 หมื่นสิทธิ์ โครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็นในอาคารภาครัฐ จำนวน 93 แห่งและการสนับสนุน ENZY Platform สำหรับบริหารจัดการพลังงานในอาคารภาครัฐในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล

ปรับกลยุทธ์ลดใช้น้ำมัน - เพิ่มรถ EV

ขณะที่ภาคขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคานมันที่ผันผวน ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า เพื่อรับมือกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ไปรษณีย์ไทยได้เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยระยะสั้นใช้กลยุทธ์ Route Optimization เพื่อลดการใช้นํ้ามัน ส่วนระยะกลางถึงยาว บริษัทวางแผน 5 ปีในการเปลี่ยนรถขนส่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทน โดยปัจจุบันมีการใช้รถ EV ในกลุ่มรถขนส่ง 4 ล้อแล้วประมาณ 20% ของยานพาหนะทั้งหมด

รัฐ-เอกชน ผนึกกำลังฝ่าวิกฤต จัดเต็มประหยัดพลังงานเพื่อชาติ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการลดใช้พลังงานภายในองค์กร โดยเปิดให้พนักงานส่วนงานสนับสนุนทำงานแบบ Work from Home ได้ราว 50% และเดินหน้าโครงการ “ไปรษณีย์ re-box” นำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ ควบคู่กับการบริหารต้นทุนด้านวัสดุ ท่ามกลางราคาพลาสติกในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคานํ้ามัน

คุมเข้มสำนักงาน-โอเปอเรชัน

ขณะที่นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทดำเนินมาตรการประหยัดและอนุรักษ์พลังงานทั้งในพื้นที่สำนักงานและพื้นที่ปฏิบัติการ ได้แก่ ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ปรับปรุงและเปลี่ยนเครื่องจักรที่เสื่อมสภาพ

เปลี่ยนใช้อุปกรณ์Electronics ที่ช่วยประหยัดพลังงาน และการติดตั้ง Solar Cell สนับสนุนการใช้ PTT Energy Platform  ปิดไฟพื้นที่สำนักงานที่ไม่ได้ใช้งาน ปรับอุณหภูมิ 26 องศา  Work From Home เน้นการประชุมแบบออนไลน์และงดเว้น การเดินทางดูงาน สัมมนาต่างประเทศ

ส่วนบริษัท ปตท. นํ้ามันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือโออาร์ มีการรณรงค์ให้ประชาชนนำรถยนต์เข้าตรวจเช็กฟรี 35 รายการที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ประหยัดเชื้อเพลิง พร้อมรับส่วนลดสินค้าและบริการต่างๆ อีกด้วย

หนุนโรงงานลดพลังงาน 20%

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการทั่วประเทศเร่งลดการใช้พลังงานอย่างน้อย 20% ทั้งนี้ต้นทุนพลังงานกระทบภาคผลิตโดยตรง  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใช้พลังงานเข้มข้นที่มีสัดส่วนต้นทุนสูงถึง 35–50%

ขณะที่โรงงานทั่วไปอยู่ที่ 10–20%  พร้อมกันนี้ยังผลักดันการ AI ในกระบวนการผลิต ผ่านโครงการ AI for Manufacturing เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดของเสีย และบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลนำร่องพบว่าสามารถลดต้นทุนและความสูญเสียได้ถึง 30% เตรียมขยายสู่เฟสถัดไปครอบคลุมโรงงานมากขึ้น

อีกด้าน เร่งดันแนวคิด “Pooling” หรือการรวมขนส่งสินค้า ใช้พื้นที่บรรทุกให้เต็มประสิทธิภาพ ลดรถเที่ยวเปล่าซึ่งมีสัดส่วนกว่าครึ่งของระบบขนส่ง พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมผู้ประกอบการ ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งระบบ เสริมขีดความสามารถแข่งขันภาคอุตสาหกรรมไทยในภาวะพลังงานตึงตัว

3 บิ๊กโอเปอเรเตอร์ขานรับประหยัดพลังงาน

แหล่งข่าวจาก บมจ. โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ NT กล่าวว่า NT ได้กำหนดแนวทาง Work From Home (WFH)ช่วยลดใช้พลังงานตามนโยบายภาครัฐ ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.-30 มิ.ย. 2569 หรือ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง โดยพนักงานที่ปฏิบัติงานแบบ WFH ให้ลงเวลาเข้า-ออกงานและบันทึกงานประจำวันผ่าน Timesheet ทุกวัน  และไม่สามารถเบิกค่าปฏิบัติงานล่วงเวลาได้ ส่วนพนักงานที่เข้าปฏิบัติงานในพื้นที่สำนักงาน ได้จัดเตรียมห้อง Co-Working Space เป็นต้น

ขณะที่นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวถึงแผนประหยัดพลังงานของ เอไอเอสว่า ใช้ เอไอปรับบริการเครือข่ายให้ใช้ไฟน้อยที่สุด นอกจากนี้ เอไอเอส มองสถานการณ์พลังงานล่วงหน้า 12–24 เดือน พร้อมประเมินฉากทัศน์ความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดเเย้งในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำ เอไอ ปรับการทำงานของเครือข่ายให้บริการได้เต็มประสิทธิภาพเเละใช้พลังงานอย่างมี ประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ออกมาตรการประหยัดพลังงาน WFH เช่นเดียวกัน ส่วนการเดินทางสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น BTS / MRT สนับสนุน Hybrid Meeting หรือรวม การประชุมระดับภูมิภาคไว้ในสถานที่เดียวจำกัดการเดินทาง งานสัมมนาหรือ กิจกรรมที่ไม่จำเป็นต้องเดินทาง

ดึง 200 ร้านค้าร่วม Green Partnership

นางสาวอุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล Head of Excellence & Sustainable Development บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทสนับสนุนนโยบายประหยัดพลังงานของภาครัฐ โดยติดตั้งระบบ Solar Rooftop และ Solar Carport ในศูนย์การค้าทั่วประเทศ มีกำลังการผลิตพลังงานสะอาดรวมกว่า 40 เมกะวัตต์ ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าได้มากกว่า 50 ล้านหน่วย/ปี

รวมทั้งใช้ LED Lighting 100% ในทุกศูนย์ นำเทคโนโลยี AI มาช่วยบริหารจัดการระบบปรับอากาศ โดยติดตั้งแล้วที่เซ็นทรัล อยุธยาและเซ็นทรัล พระราม 9 และมีแผนขยายอีก 20 สาขาภายในปีนี้ ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้ มากกว่า 20 ล้านหน่วย/ปี

รัฐ-เอกชน ผนึกกำลังฝ่าวิกฤต จัดเต็มประหยัดพลังงานเพื่อชาติ

นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมกับแบรนด์และร้านค้ากว่า 200 ร้านค้า ดำเนินโครงการ Green Partnership เพื่อส่งเสริมการลดการใช้พลังงานภายในศูนย์การค้าอย่างเป็นระบบ เปิดพื้นที่ co-working space (At work) สำหรับการทำงานใกล้บ้าน รวมถึงการติดตั้ง EV Charging Station ด้วย

รณรงค์ลูกบ้านประหยัดพลังงาน

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด (Sathaporn Estate) กล่าวว่า สมาคมรณรงค์การประหยัดพลังงานร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานเริ่มต้นได้ที่บ้าน 5 แนวทางได้แก่ 1.บริหารเครื่องปรับอากาศ ตั้งอุณหภูมิที่ 26-27 องศา ใช้พัดลมช่วยหมุนเวียนอากาศ ล้างแผ่นกรองสม่ำเสมอ และปิดทันทีเมื่อไม่ใช้งาน ทั้งนี้การปรับเพิ่ม 1 องศาลดค่าไฟได้ 5-10% 2.ลดการใช้ไฟที่ไม่จำเป็นในครัวเรือน ปิดไฟ ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน เปลี่ยนมาใช้หลอดไฟLED ฯลฯ

3.หลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าช่วงพีค (18.00-22.00น.) งดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดพร้อมกัน เลื่อนกิจกรรมที่ต้องใช้ไฟฟ้าไปช่วงเวลาอื่น 4.ใช้นมันเชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า วางแผนรวมธุระหลายอย่างในเที่ยวเดียว ใช้ระบบขนส่งสาธารณะร่วมกัน (Carpool) หมั่นตรวจสอบสภาพรถและแรงดันลมยาง และ 5.ความร่วมมือระดับหมู่บ้านและชุมชน เช่น การเปิดไฟส่วนกลางและระบบปั๊มน สนับสนุนการจัดตั้ง Solar Rooftop และจัดกิจกรรมสัปดาห์ประหยัดพลังงานในชุมชนด้วย