
‘อภิชิต’ลั่นพร้อมเต็มร้อย ชิงประธานสภาอุตฯ ลุยรีเซ็ตกติกา–รวมพลังสมาชิก
ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางพลังงาน สะเทือนมาถึงภาคการผลิตไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
KEY
POINTS
- นายอภิชิต ประสพรัตน์ ประกาศความพร้อมชิงตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. โดยจะต่อยอดนโยบายเดิมสู่แนวคิด “6 Go” เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทย
- ชูนโยบาย “ONE FTI Plus” เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ลดความขัดแย้ง และรวมพลังสมาชิกให้องค์กรเข้มแข็งยิ่งขึ้น
- เสนอแนวทางปฏิรูปและรีเซ็ตกติกาการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท. ใหม่ หากได้รับตำแหน่ง เพื่อสร้างความโปร่งใสและแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดซ้ำ
ในจังหวะที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางพลังงาน สะเทือนมาถึงภาคการผลิตไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน “ศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนที่ 17” ก็กำลังร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนองค์กรหลักของภาคเอกชนที่ต้องรับบทหนักในการพยุงผู้ประกอบการไทยให้รอดพ้นคลื่นเศรษฐกิจระลอกใหม่
หนึ่งในแคนดิเดตที่ถูกจับตามอง คือ “อภิชิต ประสพรัตน์” รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (MAI) และประธานสายงานสมาชิกสัมพันธ์ กิจกรรม และรายได้ และกรรมการผู้จดการ บริษท บีสไพพ์ฟิตติ้ง จำกัด ผู้คร่ำหวอดในองค์กรกว่า 20 ปี พร้อมฐานเสียงจากเครือข่าย SME และสมาชิกภูมิภาค โดยเจ้าตัวประกาศชัดถึงการต่อยอดนโยบายเดิมสู่การปฏิบัติจริง พร้อมแนวคิด “ONE FTI Plus” และ “6 Go” ที่มุ่งยกระดับผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ
พร้อมเต็มร้อย ชิงเก้าอี้ประธาน
นายอภิชิตสะท้อนความพร้อมในการลงสนามเลือกตั้งว่า จากประสบการณ์กว่า 20 ปีใน ส.อ.ท. ถือเป็น “การฝึกงาน” ที่ทำให้เข้าใจโครงสร้างองค์กรและปัญหาของสมาชิกอย่างลึกซึ้ง พร้อมทำหน้าที่ได้ทันทีหากได้รับความไว้วางใจ โดยมองการแข่งขันเป็นเรื่องปกติขององค์กรที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดพลังใหม่
สำหรับ การเข้ามาทำงานในสภาอุตสาหกรรมฯ ไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่เพื่อสร้างเครือข่ายและมิตรภาพในการทำงานร่วมกัน โดยไม่มองคู่แข่งเป็นศัตรู แต่เป็น “เพื่อนร่วมภารกิจ” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
ต่อยอด 4 Go สู่ “How to Go”
สำหรับทิศทางการทำงาน อภิชิตระบุว่า นโยบาย 4 Go (Go Digital, Go Innovation, Go Global, Go Green) ภายใต้การนำของประธานคนปัจจุบัน(นายเกรียงไกร เธียรนุกุล) ได้วางรากฐานไว้อย่างดีแล้ว แต่โจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือ “How to Go” หรือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปใช้ได้จริง
เขาเสนอการเติมเต็มอีก “ 2 Goด้วย “Go People” มุ่งพัฒนาทักษะคน ทั้ง Upskill, Reskill และการสร้างผู้สืบทอดธุรกิจ รวมถึง “Go Finance” เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงเงินทุนในภาวะที่สถาบันการเงินเข้มงวดมากขึ้น ผ่านแนวคิด “Lean, Loan, Fund” ทำให้ธุรกิจมีระบบก่อนเข้าถึงแหล่งทุน
ดัน ONE FTI สู่ “ONE FTI Plus”
ประเด็นความเป็นเอกภาพในองค์กร อภิชิตยอมรับว่าในช่วงหลัง ส.อ.ท. เผชิญการแข่งขันสูงทุกวาระเลือกตั้ง ซึ่งอาจกระทบภาพรวมองค์กร เขาจึงเสนอแนวคิด “1FTI Plus” ที่ไม่เพียงรวมเป็นหนึ่ง แต่ต้องต่อยอดให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
แนวคิดดังกล่าวผสาน “6 Go” และ “4 ต.” ได้แก่ ต่อเนื่อง แตกต่าง ต่อยอด และตอบโจทย์ เพื่อสร้างระบบการทำงานที่ยั่งยืน พร้อมรับมือปัจจัยเสี่ยงทั้งภาษี หนี้ครัวเรือน และภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันภาคอุตสาหกรรมไทย
นายอภิชิตชี้ว่า หนึ่งในจุดอ่อนที่ผ่านมา คือการขับเคลื่อนในรูปแบบโครงการหรืออีเวนต์ที่ไม่ต่อเนื่อง จึงตั้งเป้าปรับสู่ “ระบบ” ที่สามารถขยายผลได้จริงในระยะยาว ที่ผ่านมา เขาระบุว่าได้พัฒนาผู้ประกอบการมากกว่า 10,000 ราย คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการให้ความรู้ การเข้าถึงแหล่งทุน และการปรับตัวสู่ดิจิทัลและ AI เพื่อลดต้นทุน แต่ยังถือเป็นเพียงส่วนเล็กเมื่อเทียบกับ SME ไทยกว่า 3 ล้านราย
ฐานเสียง SME–ภูมิภาค
ในสนามเลือกตั้ง นายอภิชิตระบุว่า ได้วางกลยุทธ์ชัดเจน โดยแบ่งฐานเสียงเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มจังหวัด และกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เขาทำงานใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง มองว่าการทำงานของ ส.อ.ท. ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ยิ่งมีคนช่วยกันมากเท่าใด โอกาสในการแก้โจทย์เศรษฐกิจที่ซับซ้อนก็จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น
“สำหรับการลงพื้นที่หาเสียง ผมได้เดินสายไปแล้วกว่า 70% ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค โดยมีทีมรองประธานร่วมลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเสียงสะท้อนจากสมาชิกส่วนใหญ่เป็นบวก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เคยได้รับประโยชน์จากโครงการลดต้นทุน ซึ่งเป็นผลงานที่จับต้องได้และสร้างความเชื่อมั่นให้กับฐานเสียงอย่างมีนัยสำคัญ”
โครงการลดต้นทุน–สร้างผลิตภาพ
ทั้งนี้หนึ่งในผลงานเด่นของนายอภิชิต คือโครงการตรวจสุขภาพพนักงาน ที่ดำเนินการต่อเนื่อง 7 ปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายให้สมาชิกได้ 30-70% ผ่านกลไกประมูลราคาจากโรงพยาบาล โครงการดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมกว่า 200,000 คน จากโรงงานกว่า 1,000 แห่ง และสามารถคืนประโยชน์ทางอ้อมให้สมาชิกมากกว่า 50 ล้านบาท อีกทั้งยังต่อยอดสู่มิติ CSR ให้พนักงานนำครอบครัวเข้าถึงบริการสุขภาพในราคาที่เหมาะสม
สร้าง “บ้าน” ให้สมาชิกอยู่รอด
นายอภิชิต ยังได้อธิบายแนวคิด “สร้างบ้าน” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้สมาชิก โดยเปรียบโครงสร้างเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ฐานราก (Go People) เสาหลัก (4 Go) และหลังคา (Go Finance) โมเดลดังกล่าวรวมเป็น “6 Go” ที่ครอบคลุมทั้งคน เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม ตลาด และเงินทุน โดยใช้กลยุทธ์ “4 ต.” ขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง พร้อมตั้งเป้ายกระดับ SME ซึ่งมีสัดส่วน 90% ของสมาชิก แต่สร้าง GDP เพียง 35% ให้เข้าใกล้มาตรฐานประเทศพัฒนาแล้ว
ชงปฏิรูปเลือกตั้ง แก้ปมขัดแย้ง
ต่อกระแสข่าวเรื่องการระดมสมาชิกเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง อภิชิตยอมรับว่าได้รับฟังข้อร้องเรียนในพื้นที่ แต่ในฐานะผู้สมัครทำได้เพียงรับฟัง อย่างไรก็ตาม เขาเสนอแนวทางปฏิรูประบบเลือกตั้งใหม่ หากได้รับตำแหน่ง โดยตั้งคณะกรรมการศึกษาเพื่อให้กระบวนการโปร่งใสและลดความขัดแย้งที่เกิดซ้ำทุก 2 ปี พร้อมย้ำว่าการเข้ามาทำงานต้องยึดหลัก “หาเพื่อน ไม่ใช่ศัตรู”
ปัจจุบัน ส.อ.ท. มีสมาชิกประมาณ 16,000 ราย ขณะที่ SME ไทยมีมากกว่า 3 ล้านราย อภิชิตจึงตั้งเป้าขยายการเข้าถึงบริการของสภาฯ ไปยังกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึง ทั้งนี้มองว่าโครงสร้างที่มีอยู่ ทั้ง 48 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ และ 76 จังหวัด ของ ส.อ.ท.เป็น “เครื่องยนต์” สำคัญในการขยายผล หากบริหารอย่างมีระบบและโปร่งใส จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์องค์กรและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
นายอภิชิตทิ้งท้ายว่า ศึกชิงเก้าอี้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่เป็นจุดเปลี่ยนของ ส.อ.ท. ว่าจะก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ “แก้ปัญหาได้จริง” หรือยังคงติดกับดักรูปแบบเดิม พร้อมประกาศเดินหน้าปฏิรูปทั้งระบบ ตั้งแต่โครงสร้างการทำงานไปจนถึงกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อคืนความเชื่อมั่นและสร้างเอกภาพให้กับองค์กรในระยะยาว






