thansettakij
thansettakij
ส.อ.ท.ห่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนสินค้าไทยพุ่ง 3-5%

ส.อ.ท.ห่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนสินค้าไทยพุ่ง 3-5%

21 มี.ค. 69 | 00:20 น.
อัปเดตล่าสุด :21 มี.ค. 69 | 00:20 น.

ส.อ.ท.ห่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนสินค้าไทยพุ่ง 3-5% หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3-6 เดือน อาจกระทบค่าครองชีพจนค่าแรงขั้นต่ำไม่เพียงพอ

KEY

POINTS

  • ส.อ.ท. แสดงความกังวลว่าวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบนำเข้าที่สำคัญของไทย เช่น แนฟทาและอะลูมิเนียม ปรับตัวสูงขึ้น
  • ผลกระทบแบบลูกโซ่จากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น คาดว่าจะผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสินค้าโดยรวมของไทยสูงขึ้นประมาณ 3-5%
  • ภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหลักคือกลุ่มที่ต้องพึ่งพาเม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์ อะลูมิเนียมสำหรับกระป๋องและชิ้นส่วนยานยนต์ และอาจเกิดภาวะขาดแคลนหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
  • มีข้อเสนอให้ภาครัฐช่วยพยุงต้นทุนโดยการตรึงราคาดีเซลและค่าไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางขณะนี้ กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติและมีแนวโน้มบานปลาย หลังมีการโจมตีแหล่งพลังงานสำคัญ โดยเฉพาะแหล่งผลิตก๊าซ LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งในกาตาร์ 

ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบขั้นต้นหลายชนิดที่ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้า เช่น วัตถุดิบต้นน้ำ อย่าง แนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก โดยเป็นต้นทุนแฝงที่สำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภคในการผลิตบรรจุภัณฑ์

อีกทั้งเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนก็สูงขึ้นตามเป็นลูกโซ่ โดยราคาน้ำมันล่าสุดที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 112 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล คือตัวขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อบวกกับค่าขนส่งและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น และในอนาคตข้างหน้าถ้ายังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำมันได้ จะมีปัญหาในเรื่องวัตถุดิบ ปุ๋ย ประมง ซึ่งส่งผลต่อราคาอาหาร เกิดเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ไปถึงทุกกระบวนการผลิต

อย่างไรก็ดี ต้องไม่ลืมว่ายังมีปัจจัยลบจากค่าไฟฟ้าที่อาจปรับเพิ่มขึ้นตามราคา LNG ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้า โดยคาดว่าจะมีการพิจารณาค่า Ft อีกรอบในเดือนพ.ค.-ส.ค.69 นี้ จึงประเมินว่าผลกระทบแบบลูกโซ่ไปถึงทุกกระบวนการผลิต จะดันให้ราคาสินค้าขยับ 3-5% ในด้านของต้นทุน และหากกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3-6 เดือน มีความเสี่ยงที่ราคาสินค้าจะพุ่งสูงจนรายได้จากค่าแรงขั้นต่ำอาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพได้

ส.อ.ท.ห่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ดันต้นทุนสินค้าไทยพุ่ง 3-5%

 

เมื่อการขนส่งแนฟทาจากตะวันออกกลางมีปัญหา จะทำให้ซัพพลายในระบบหายไป และส่งผลต่อโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกทันที อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นที่สามารถผลิตแนฟทาและเม็ดพลาสติกใช้เองได้ในประเทศ และยังไม่ถึงขั้นวิกฤติขาดแคลนอย่างรุนแรงในขณะนี้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและบานปลาย จะส่งผลให้บรรจุภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เริ่มเกิดภาวะตึงเครียดเนื่องจากวัตถุดิบอาจขาดตลาดได้

“ได้รับรายงานจากสมาชิก ส.อ.ท. ว่าตอนนี้มีความกังวลใจล่วงหน้าเรื่องวัตถุดิบขาดแคลน โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ขึ้นอยู่กับน้ำมัน แต่จริง ๆ แล้วเม็ดพลาสติกในประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นขาด มีผู้ผลิตอยู่ 2 ค่าย” 

นอกจากนี้ อลูมิเนียมยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวล เนื่องจากไทยต้องนำเข้าอลูมิเนียมสูงถึง 80-90% ซึ่งแหล่งวัตถุดิบใหญ่อยู่ในตะวันออกกลาง โดยเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต บรรจุภัณฑ์ประเภทกระป๋อง เช่น ปลากระป๋อง รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ อย่างล้อแม็กและตัวถังรถยนต์ หากขาดแคลนอลูมิเนียม จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตอาหารกระป๋องอย่างเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังมี “ฮีเลียม” ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งก็ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน

กรณีที่บริษัทด้านอุปโภคบริโภค ส่งจดหมายเตือนคู่ค้าให้เร่งสต็อกสินค้านั้น มองว่าน่าจะเป็นการบริหารความเสี่ยง เนื่องจากอาจมีปัญหาเรื่องการจัดส่ง ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาแก้ปัญหาโดยการปล่อยน้ำมันสำรองออกมาเพิ่มมากขึ้นแล้ว ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์นี้คลี่คลายลงได้บ้าง

สำหรับข้อเสนอต่อรัฐบาลและการรับมือของภาคธุรกิจ ส.อ.ท. มีข้อเสนอให้ภาครัฐเร่งบริหารจัดการต้นทุน เพื่อไม่ให้กระทบประชาชนรุนแรงเกินไป เช่น ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 32 บาท/ลิตร เพื่อประคองภาคการพาณิชย์ และควบคุมค่าไฟฟ้า พยายามตรึงไว้ให้อยู่ในระดับประมาณ 4 บาท/หน่วย เพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบต่อสินค้าอุปโภคบริโภคมากนัก ซึ่งจะช่วยวงจรภาคอุตสาหกรรม ไม่ให้ราคาสินค้าปรับขึ้นจนภาครัฐไม่สามารถควบคุมได้

“ขณะนี้ยังถือว่ารัฐยังคงควบคุมราคาสินค้าได้ ตอนนี้เป็นจังหวะที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยเหลือกัน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา บางรายเป็นคนดี ไม่ได้ฉวยโอกาสในช่วงนี้ แต่บางรายมีการฉวยโอกาส ดังนั้น ประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา ให้ข่าวสาร เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก”

นายอภิชิต กล่าวต่อไปอีกว่า ประชาชนไม่ควรตื่นตระหนกจนแห่กักตุนสินค้าเกินความจำเป็น เนื่องจากยังมีน้ำมันสำรอง และวัตถุดิบในประเทศ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกยังพอมีอยู่ และการกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น มีต้นทุนแฝงที่ต้องระวัง ทั้งพื้นที่จัดเก็บที่จำกัด เสี่ยงต่อสินค้าหมดอายุ และหากเป็นสินค้าที่ต้องแช่เย็นก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ซึ่งเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น