

KEY
POINTS
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า นโยบายเศรษฐกิจจะได้ผลสูงสุด ต้องเดินควบคู่กับการลดและปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อปิดรูรั่วของงบประมาณ และทำให้เม็ดเงินภาครัฐที่อัดฉีดลงไปในระบบเศรษฐกิจเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยหากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (CPI) ปรับตัวดีขึ้น จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่นเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วได้พิสูจน์ให้เห็น
สำหรับปี 2569 นั้น ยอมรับว่าเป็นปีที่หนักของเศรษฐกิจไทย ตามการประเมินของทั้ง International Monetary Fund และ World Bank ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจเติบโตเพียง 1.6% ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินกรอบการเติบโตไว้ที่ 1.6-2.0% ซึ่งสะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเปราะบาง และต้องอาศัยการบริหารนโยบายที่แม่นยำมากขึ้น
อย่างไรก็ดี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามระดับ 1.6% ไปสู่เป้าหมายจีดีพีไทยโต 2.0% ตามที่รัฐบาลตั้งไว้ รัฐบาลจำเป็นต้องจัดทัพคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจใหม่ โดยยึดหลักถูกฝาถูกตัว คือการนำมืออาชีพที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์จริง เข้ามาขับเคลื่อนในทุกกระทรวงเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงบางกระทรวงเหมือนที่ผ่านมา
ขณะที่เสถียรภาพทางการเมืองถือเป็นปัจจัยสำคัญ หากการเมืองมีความนิ่ง ไม่มีปัจจัยรบกวนจากภายนอก จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นแล้วจากทิศทางตลาดหุ้นที่เริ่มขานรับในเชิงบวก
นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า ในมุมมองระยะ 4 ปีเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลมีเสถียรภาพอยู่ครบวาระ และมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตแบบขั้นบันได โดยในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตราว 2% ก่อนขยับเป็น 3% และ 4% ในช่วงปี 2570–2571 และมีโอกาสเห็น GDP แตะระดับ 5% ในช่วงปลายอายุรัฐบาลประมาณปี 2572
“เป้าหมายสำคัญ คือการปลดล็อกประเทศไทยจากฉายาคนป่วยแห่งเอเชีย (Sick Man of Asia) และกลับมาเป็น Strong Man ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าคำคาดการณ์ของ IMF ที่มองว่าไทยอาจหล่นไปอยู่อันดับ 5 หรือ 6 ของภูมิภาคในปี 2030 นั้นไม่เป็นความจริง โดยไทยควรกลับมาอยู่ในอันดับ 2 หรือ 3 ของภูมิภาคให้ได้”