

KEY
POINTS
ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานองค์การนายจ้างผู้ประกอบการการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้านเข้ามาพร้อมกัน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยประเด็นที่น่ากังวลอันดับหนึ่งคือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดการจัดตั้งรัฐบาลผสมระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ที่อาจไม่เป็นเนื้อเดียวกัน และอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขับเคลื่อนงบประมาณและแผนงานต่าง ๆ ของประเทศ
ขณะเดียวกันยังมีความกังวลว่ารัฐบาลใหม่ อาจขาดมือเศรษฐกิจตัวจริง เข้ามาบริหารเศรษฐกิจในปีนี้ที่คาดว่าจะมีปัจจัยเสียงหลายด้าน เช่น บางพรรคมีภาพลักษณ์ของนักเคลื่อนไหวมากกว่านักเศรษฐศาสตร์ หรือบางพรรคยังคงใช้กลุ่มนักการเมืองหน้าเดิมในการบริหารจัดการ ซึ่งภาคเอกชนยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถนำทัพเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ รวมไปถึงความไม่แน่นอนในตัวผู้นำที่เป็นนักวิชาการซึ่งอาจมีสไตล์การทำงานที่นุ่มนวลเกินไปสำหรับสภาวะวิกฤต
“ปัจจัยทางการเมืองในประเทศเป็นเรื่องหลักที่ต้องติดตาม เพราะตอนนี้ไทยติดกับดัก New Normal หรือเศรษฐกิจโตตํ่าจนชินชา โดยสภาวะเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเข้าสู่สภาวะ Low Economy Growth New Normal หรือการเติบโตในระดับตํ่าจนกลายเป็นเรื่องปกติ โดย 10 ปีที่ผ่านมา GDP ของไทยโตเฉลี่ยเพียง 2.5% และหากดูเฉพาะช่วงหลังโควิด-19 จะพบว่าโตเพียง 2.1% เท่านั้น สภาวะเช่นนี้ทำให้คนไทยคุ้นชินกับสภาวะกินไม่รู้อิ่ม หรือรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย” ดร.ธนิต กล่าว
ขณะที่การบริโภคในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวไม่ถึง 2% และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับตํ่ามาก สะท้อนว่าธุรกิจส่วนใหญ่ตกอยู่ในสภาวะขายของได้แต่ขาดทุน หรือมีกำไรลดลงอย่างมาก ส่วนการส่งออก ดร.ธนิต ยอมรับว่า เป็นที่น่าแปลกใจว่า แม้เศรษฐกิจภายในจะซบเซา แต่ภาคการส่งออกในปีที่ผ่านมาถือเป็นพระเอกที่ทำลายสถิติด้วยการขยายตัวถึง 13% โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาที่เติบโตสูงถึง 32% คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 5 ของการส่งออกไทยทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะการเจรจาสัดส่วนสินค้าในประเทศ (Local Content) ที่สหรัฐฯ ต้องการให้สูงถึง 50% ขณะที่ไทยอยู่ที่ 40% รวมถึงปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้าจากประเทศที่สาม (Transshipment) โดยเฉพาะจากจีนที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เช่นเดียวกับวิกฤตชายแดนและแรงงานกัมพูชา อีกหนึ่งประเด็นที่อาจกลายเป็นเผือกร้อนของรัฐบาล โดยเรื่องหนึ่งที่ต้องจับตาคือ ปัญหาแรงงานกัมพูชาประมาณ 170,000 คน ที่สัญญาจ้างกำลังจะทยอยหมดลงตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขหรือต่อสัญญาเนื่องจากเกรงผลกระทบทางการเมือง จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาสิ่งเหล่านี้
ดร.ธนิต กล่าวว่า สำหรับแนวทางการรับมือ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือสภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกอบการ ซึ่งจำเป็นต้องรักษาสายป่านให้ยาวที่สุด เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่ออย่างมากแม้แต่กับธุรกิจที่มีสถานะดี
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Forward หรือ Swap ซึ่งผู้ส่งออกรายใหญ่ที่ทำประกันความเสี่ยงไว้จะไม่ได้รับผลกระทบมากนักแม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่า อีกทั้งยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบเฮอร์มุซที่อาจส่งผลให้ราคานํ้ามันโลกปั่นป่วนและกระทบต่อต้นทุนการผลิตในระยะยาว
“ปี 2569 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องเน้นการประคองตัว รักษาสภาพคล่อง และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้านเพื่อให้อยู่รอดในเศรษฐกิจยุค New Normal มากกว่าการเร่งขยายตัว เนื่องจากปัจจัยลบทั้งจากการเมืองภายในที่ยังไม่นิ่ง และเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนสูง” ดร.ธนิต กล่าว