

KEY
POINTS
ท่ามกลางพลวัตทางการเมืองที่กำลังก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ของการเลือกตั้งปี 2569 ผลการสำรวจของ "เนชั่นโพล" โดยสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) เปิดเผยวันที่ 28 ม.ค.69 ซึ่งรวบรวมความเห็นจากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ถึง 10,890 รายทั่วประเทศ ได้ส่งสัญญาณเตือนที่แหลมคมถึงรัฐบาลชุดใหม่
ภายใต้อาณัติสัญญาณที่เรียกว่า “การเมืองตรีศูล” หรือสภาวะสามขั้วอำนาจหลักระหว่างพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย สิ่งที่ประชาชนคาดหวังไม่ใช่เพียงชัยชนะบนกระดานอำนาจ แต่คือ “ผลงานที่จับต้องได้” ภายใน 100 วันแรกของการบริหารราชการแผ่นดิน
ผลสำรวจในระดับประเทศระบุอย่างชัดเจนว่า ความเดือดร้อนเรื่องเศรษฐกิจฐานรากคือพายุลูกใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญ ประชาชนถึง ร้อยละ 41.91 เรียกร้องให้มีการเพิ่มงานและเพิ่มรายได้ ทั้งการปรับขึ้นค่าแรง การสร้างโอกาสในการทำมาหากิน และการเข้าช่วยเหลือกลุ่ม SME ที่กำลังอ่อนแรง
เมื่อเจาะลึกลงไปในรายภูมิภาค ความต้องการนี้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในพื้นที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างถึงร้อยละ 49.38 ตามด้วยภาคเหนือตอนบน (ร้อยละ 43.08) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (ร้อยละ 42.76) สะท้อนให้เห็นว่าคนในพื้นที่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมต่อเนื่องกำลังต้องการ "ลมหายใจ" ทางเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน
ควบคู่ไปกับการเพิ่มเงินในกระเป๋า คือการ "ลดรายจ่าย" โดยประชาชน ร้อยละ 33.2 จี้ให้รัฐบาลใหม่ปรับโครงสร้างค่าน้ำ-ค่าไฟ และค่าขนส่งสาธารณะให้เข้าถึงได้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่ ภาคเหนือตอนล่าง (ร้อยละ 47.31) และ ภาคใต้ตอนบน (ร้อยละ 36.24) ที่ประเด็นค่าครองชีพถูกยกให้เป็นภารกิจอันดับหนึ่ง แซงหน้าประเด็นการเพิ่มรายได้เสียด้วยซ้ำ
สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งทำภายใน 100 วันแรกเพื่อเรียกความเชื่อมั่น คือการทำสงครามกับ "การทุจริต" โดยผลสำรวจระบุว่า ประชาชนถึง ร้อยละ 23.27 ต้องการเห็นการปราบคอร์รัปชัน การเอาผิดจริง และการตัดวงจรฮั้วประมูล
ประเด็นนี้เข้มข้นอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งตอนบน (ร้อยละ 29.34) และตอนล่าง (ร้อยละ 32.58) ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ ยังเป็นอีกหนึ่ง "ระเบิดเวลา" ที่ประชาชน ร้อยละ 22.05 ฝากความหวังให้รัฐบาลแก้ไขด้วยการหยุดดอกเบี้ยโหดและปรับโครงสร้างหนี้ให้เห็นผล โดยเฉพาะคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สูงถึงร้อยละ 29.45
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร นอกเหนือจากเรื่องรายได้แล้ว ความกังวลที่น่าสนใจคือ ปัญหาความขัดแย้งและความไม่มั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งสูงถึงร้อยละ 23.9 มาเป็นอันดับ 2 ตามด้วยการปฏิรูปการศึกษาและทักษะอาชีพ (ร้อยละ 21.84) สะท้อนว่าคนเมืองหลวงมองภาพความมั่นคงและคุณภาพชีวิตในระยะยาวควบคู่ไปกับปัญหาปากท้อง
สิ่งที่นักการเมืองต้องตระหนัก คือผลสำรวจที่ระบุว่า ประชาชนเกือบ ร้อยละ 60 (ร้อยละ 58.58 สำหรับ สส.เขต และร้อยละ 58.97 สำหรับ สส.บัญชีรายชื่อ) มีแนวโน้มจะ "ไม่เลือกพรรคเดิม" เหมือนการเลือกตั้งปี 2566
ปรากฏการณ์ความต้องการ "เปลี่ยน" นี้ พุ่งสูงที่สุดในพื้นที่ ภาคใต้ตอนล่างที่ร้อยละ 73.56 และภาคกลางที่ร้อยละ 66.28, ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกลุ่มที่ "ยังไม่ตัดสินใจ" อีกประมาณ 1 ใน 4 (ร้อยละ 23-24) ที่กำลังเฝ้ามองผลงานของรัฐบาลในช่วง 100 วันแรกเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจในคูหาเลือกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
100 วันแรกภายใต้ยุค "การเมืองตรีศูล" จึงไม่ใช่เพียงแค่การเริ่มต้นการทำงานตามปกติ แต่คือการเผชิญหน้ากับความคาดหวังที่แหลมคม หากรัฐบาลไม่สามารถขยับตัวเลขรายได้ หรือลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเห็นผลเป็นรูปธรรมได้