

KEY
POINTS
“ดร.อัทธ์” ชี้นโยบายหาเสียง 51 พรรควงเงินรวม 25 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นประชานิยมฉาบฉวย ไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้าง เตือนการการันตี GDP โต 5% เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมือง ขณะที่ศักยภาพจริงของไทยโตได้ไม่เกิน 3-4%
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ต่อกรณีการเลือกตั้งที่พรรคการเมือง 51 พรรคลงที่ลงแข่งขัน พบว่านโยบายหาเสียงมีวงเงินรวมกันสูงถึง 25 ล้านล้านบาทว่า ส่วนใหญ่เกือบ 100% เป็นนโยบาย “ประชานิยม” ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แตกต่างกันเพียงระดับความเข้มข้น
ที่ผ่านมาประเทศไทยวนเวียนอยู่กับนโยบายประชานิยมมาแล้วกว่า 20 ปี แต่เศรษฐกิจกลับไม่ได้พัฒนาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และบางด้านยังถดถอยลงด้วยซ้ำ เนื่องจากนโยบายเหล่านี้ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอ เป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุและฉาบฉวยในระยะสั้น
ทั้งนี้ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของไทยคือ ศักยภาพการแข่งขันของภาคการผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคเกษตรและ SME โดยในภาคเกษตร นโยบายส่วนใหญ่มุ่งไปที่การประกันรายได้ ประกันราคา หรือประกันกำไร ซึ่งเป็นเพียงผลลัพธ์ปลายทาง แต่ไม่มีพรรคการเมืองใดให้ความสำคัญกับการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือยกระดับผลผลิตต่อไร่ (Yield) อย่างจริงจัง
ขณะที่ภาค SME ยังขาดนโยบายที่ชัดเจนในการช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออก หรือรับมือกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ไหลเข้ามาแข่งขันในประเทศ รวมถึงการพัฒนาแรงงานและบัณฑิตที่ยังไม่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยสะท้อนจากผลการประเมิน PISA ที่นักเรียนไทยมีคะแนนด้อยกว่าเวียดนาม และวิชาด้าน STEM ยังตามหลังทั้งเวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ในมุมของนโยบายสวัสดิการ ดร.อัทธ์ ตั้งคำถามต่อการเกทับกันของพรรคการเมืองว่า ทำเพื่อประชาชนจริงหรือเป็นเพียงเครื่องมือเข้าสู่อำนาจ เนื่องจากนโยบายลดแลกแจกแถมทั้งหมดใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดิน และหากไม่เพียงพอสุดท้ายก็ต้องเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่ม
ตัวอย่างเช่น นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน ซึ่งแม้แนวคิดจะต้องการดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษี แต่ใช้งบประมาณเพียงราว 3,300 ล้านบาทต่อปี ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับโครงการคนละครึ่งที่ใช้งบกว่า 44,000 ล้านบาท แต่ยังช่วยกระตุ้น GDP ได้เพียง 0.1-0.2% เท่านั้น การแจกเงินล้านจึงเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาดที่เปลี่ยนจากแจกเงินหมื่นมาเป็นเงินล้านให้ดูหวือหวา แต่ไม่ก่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
"ส่วนมาตรการลดค่าไฟฟ้า ลดราคาน้ำมัน รถไฟฟ้า 20 บาท พักหนี้เกษตรกร รวมถึงนโยบายหวยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น หวยใบเสร็จ หวยเกษียณ หวยบำเหน็จ ที่ถูกเกทับด้วย "ยิ่งกว่าพลัส" (รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%) ล้วนเป็นนโยบายประชานิยมทั้งสิ้น ขณะที่การปราบคอร์รัปชันถูกมองว่าเป็นเพียง “วาทกรรม” ทางการเมือง เนื่องจากสังคมไทยมีความคุ้นชินกับปัญหานี้มานาน และปัจจุบันยังมีรูปแบบใหม่อย่าง “ทุนสีเทา” หรือ “สแกมเมอร์” ซึ่งหลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม"
สำหรับการประกาศเป้าหมายผลักดัน GDP ให้เติบโต 4-5% เห็นว่าเป็นการให้เหตุผลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (Potential GDP) ในปัจจุบันอยู่ที่เพียง 3-4% เท่านั้น เนื่องจากถูกฉุดรั้งด้วยปัญหาสังคมผู้สูงวัย ระบบราชการที่เทอะทะ การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ และการไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรม
ดร.อัทธ์ เปรียบเทียบภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า เหมือน “รถเก่า” ที่ไม่ได้เปลี่ยนอะไหล่มาเป็นเวลานาน เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจถูกใช้งานซ้ำโดยไม่มีการยกเครื่องใหม่ ทั้งในภาคการเกษตร ภาคแรงงาน และการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อการส่งออกที่ไม่เชื่อมโยงกับ SME ไทย ใช้ไทยเป็นเพียงฐานผ่านทาง (Transshipment) ทำให้ประเทศไม่ได้รับประโยชน์เชิงโครงสร้าง
ทั้งนี้ จากการรวบรวมนโยบายของ 51 พรรคการเมือง หากดำเนินการทั้งหมดจะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 25 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะนโยบายเกษตรของบางพรรคเพียงพรรคเดียวก็ใช้งบถึง 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินที่อยู่ราว 3.7 ล้านล้านบาทแล้ว ขณะที่แหล่งที่มาของเงินทุนส่วนใหญ่ยังขาดความชัดเจน และยังไม่เห็นนโยบายใดที่สามารถดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการไม่ใช่การแข่งแจก แต่คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่ภาคการผลิต แรงงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม ไปจนถึงระบบราชการ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว