thansettakij
นักวิชาการตรวจการบ้าน “นโยบายหาเสียง” สะท้อนความไม่จริงใจ-เกินจริง

นักวิชาการตรวจการบ้าน “นโยบายหาเสียง” สะท้อนความไม่จริงใจ-เกินจริง

29 ม.ค. 2569 | 10:51 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 10:56 น.

ตรวจการบ้าน "นโยบายหาเสียง" แต่ละพรรคการเมือง นักวิชาการชี้เอกสารส่ง กกต. แสดงความจริงใจแค่ครึ่งเดียว พบพรรคเล็กจัดหนักงบ "ล้านล้าน" โชว์นโยบายเกินจริง

KEY

POINTS

  • นักวิชาการชี้ว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก มักเสนอนโยบายที่ใช้งบประมาณสูงเกินจริง ในระดับล้านล้านบาทเพื่อสร้างพื้นที่ข่าว โดยไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง
  • พรรคการเมืองส่วนใหญ่ระบุที่มาของเงินทุนอย่างกว้างๆ ไม่ชัดเจนว่าจะตัดลดงบประมาณส่วนใด และมักประเมินความเสี่ยงต่ำหรือระบุว่าไม่มีความเสี่ยงเลย
  • การนำเสนอนโยบายในลักษณะดังกล่าวสะท้อนความไม่จริงใจของพรรคการเมือง ที่มุ่งทำเอกสารให้ผ่านเกณฑ์ของ กกต. มากกว่าการวางแผนนโยบายที่จะทำได้จริง

กรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่เอกสารสรุปนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งระบุถึงรายละเอียดนโยบาย วงเงินที่ต้องใช้ ที่มาของเงิน และความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายนั้น

รองศาสตราจารย์ ดร. อรรถสิทธ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความเห็นผ่านรายการ "เข้าเรื่อง" ทางยูทูปฐานเศรษฐกิจว่า ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองแสดงความจริงใจเพียงแค่ "ครึ่งเดียว" เท่านั้น

นโยบายหาเสียง กับงบประมาณที่สวนทางความเป็นจริง

ในภาพรวมของเอกสารแจ้ง กกต. ดร.อรรถสิทธ์ตั้งข้อสังเกตว่า ขนาดของเงินงบประมาณที่ใช้มักจะแปรผันสวนทางกับขนาดของพรรคการเมือง โดยพรรคขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มักจะเสนอใช้นโยบายงบประมาณในระดับ "แสนล้านบาท" ซึ่งดูมีความระมัดระวังมากกว่า ในขณะที่พรรคขนาดกลางหรือพรรคขนาดเล็กที่โอกาสเป็นรัฐบาลมีน้อย กลับเสนอนโยบายที่ต้องใช้เงินสูงถึงระดับ "ล้านล้านบาท"

ดร.อรรถสิทธ์ วิเคราะห์ว่า พรรคเล็กเหล่านี้พยายามสร้างพื้นที่ในหน้าข่าวหรือโลกออนไลน์ด้วยการนำเสนอ "นโยบายที่หลุดโลก" หรือโอเวอร์เกินจริง เพราะรู้อยู่แล้วว่าโอกาสชนะมีน้อย จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อการนำนโยบายไปทำจริง ซึ่งนี่ถือเป็นการใช้ช่องโหว่ของกติกาในการหาเสียง

จุดที่สะท้อนถึงความไม่จริงใจอีกประการคือ การระบุที่มาของเงินงบประมาณ ซึ่งส่วนใหญ่เขียนในลักษณะเป็นกลางและกว้างมาก เช่น ระบุว่าใช้เงินงบประมาณตามกรอบการคลัง หรือร่วมมือกับเอกชน (PPP) แต่กลับไม่มีพรรคใดระบุชัดเจนว่า เมื่อต้องใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาลไปกับนโยบายเรือธงแล้ว จะต้องไปลดงบประมาณของกระทรวงใดหรือส่วนใดลง

นอกจากนี้ ในส่วนของการวิเคราะห์ความเสี่ยง หลายพรรคระบุเพียงว่า "ไม่มีความเสี่ยง" หรือไม่ได้วางแผนตั้งรับหากจัดเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า ซึ่งดร.อรรถสิทธ์มองว่าเป็นการเขียนแบบขอไปทีเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของ กกต. เท่านั้น ทั้งที่เจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมาย คือรัฐธรรมนูญปี 2560นั้น ก็เพื่อสร้างมาตรฐาน ห้ามโฆษณาเกินจริงเฉกเช่นการระบุส่วนประกอบบนฉลากยาหรืออาหาร

กติกาที่ตามไม่ทัน และหน้าที่ของภาคประชาชน

แม้จะมีข้อบังคับให้รายงานต่อ กกต. และ ปปช. เพื่อป้องกันการคอร์รัปชันทางนโยบาย แต่ในทางปฏิบัติ พรรคการเมืองได้เรียนรู้ที่จะเขียนข้อมูลให้ "ผ่านเกณฑ์" โดยไม่ต้องลงรายละเอียดลึก ดร.อรรถสิทธ์จึงเน้นย้ำว่า ที่สุดแล้วประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง โดยใช้ประกอบวิจารณญาณว่านโยบายใดมีความเป็นไปได้จริง หรือเป็นเพียงการพูดโดยไม่ได้ตั้งมั่นจะทำให้เกิดขึ้น

การตื่นตัวของประชาชนในการส่งสัญญาณตรวจสอบนักการเมืองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้นักการเมืองมีความรับผิดชอบเชิงนโยบายมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่หาเสียงเพื่อให้ได้คะแนนแล้วไม่ทำตามที่แถลงไว้