

KEY
POINTS
กรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เผยแพร่เอกสารสรุปนโยบายของพรรคการเมืองที่ต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณ ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งระบุถึงรายละเอียดนโยบาย วงเงินที่ต้องใช้ ที่มาของเงิน และความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายนั้น
รองศาสตราจารย์ ดร. อรรถสิทธ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้ความเห็นผ่านรายการ "เข้าเรื่อง" ทางยูทูปฐานเศรษฐกิจว่า ข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าพรรคการเมืองแสดงความจริงใจเพียงแค่ "ครึ่งเดียว" เท่านั้น
ในภาพรวมของเอกสารแจ้ง กกต. ดร.อรรถสิทธ์ตั้งข้อสังเกตว่า ขนาดของเงินงบประมาณที่ใช้มักจะแปรผันสวนทางกับขนาดของพรรคการเมือง โดยพรรคขนาดใหญ่ที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มักจะเสนอใช้นโยบายงบประมาณในระดับ "แสนล้านบาท" ซึ่งดูมีความระมัดระวังมากกว่า ในขณะที่พรรคขนาดกลางหรือพรรคขนาดเล็กที่โอกาสเป็นรัฐบาลมีน้อย กลับเสนอนโยบายที่ต้องใช้เงินสูงถึงระดับ "ล้านล้านบาท"
ดร.อรรถสิทธ์ วิเคราะห์ว่า พรรคเล็กเหล่านี้พยายามสร้างพื้นที่ในหน้าข่าวหรือโลกออนไลน์ด้วยการนำเสนอ "นโยบายที่หลุดโลก" หรือโอเวอร์เกินจริง เพราะรู้อยู่แล้วว่าโอกาสชนะมีน้อย จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อการนำนโยบายไปทำจริง ซึ่งนี่ถือเป็นการใช้ช่องโหว่ของกติกาในการหาเสียง
จุดที่สะท้อนถึงความไม่จริงใจอีกประการคือ การระบุที่มาของเงินงบประมาณ ซึ่งส่วนใหญ่เขียนในลักษณะเป็นกลางและกว้างมาก เช่น ระบุว่าใช้เงินงบประมาณตามกรอบการคลัง หรือร่วมมือกับเอกชน (PPP) แต่กลับไม่มีพรรคใดระบุชัดเจนว่า เมื่อต้องใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาลไปกับนโยบายเรือธงแล้ว จะต้องไปลดงบประมาณของกระทรวงใดหรือส่วนใดลง
นอกจากนี้ ในส่วนของการวิเคราะห์ความเสี่ยง หลายพรรคระบุเพียงว่า "ไม่มีความเสี่ยง" หรือไม่ได้วางแผนตั้งรับหากจัดเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้า ซึ่งดร.อรรถสิทธ์มองว่าเป็นการเขียนแบบขอไปทีเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ของ กกต. เท่านั้น ทั้งที่เจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมาย คือรัฐธรรมนูญปี 2560นั้น ก็เพื่อสร้างมาตรฐาน ห้ามโฆษณาเกินจริงเฉกเช่นการระบุส่วนประกอบบนฉลากยาหรืออาหาร
แม้จะมีข้อบังคับให้รายงานต่อ กกต. และ ปปช. เพื่อป้องกันการคอร์รัปชันทางนโยบาย แต่ในทางปฏิบัติ พรรคการเมืองได้เรียนรู้ที่จะเขียนข้อมูลให้ "ผ่านเกณฑ์" โดยไม่ต้องลงรายละเอียดลึก ดร.อรรถสิทธ์จึงเน้นย้ำว่า ที่สุดแล้วประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง โดยใช้ประกอบวิจารณญาณว่านโยบายใดมีความเป็นไปได้จริง หรือเป็นเพียงการพูดโดยไม่ได้ตั้งมั่นจะทำให้เกิดขึ้น
การตื่นตัวของประชาชนในการส่งสัญญาณตรวจสอบนักการเมืองจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้นักการเมืองมีความรับผิดชอบเชิงนโยบายมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่หาเสียงเพื่อให้ได้คะแนนแล้วไม่ทำตามที่แถลงไว้