

KEY
POINTS
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2568 เหลือขยายตัว 2.2% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.4% เนื่องจากไตรมาส 3 ของปี 2568 ตัวเลขที่ออกมา 1.2% ขยายตัวต่ำกว่าที่คาด จึงเป็นสาเหตุให้ค่าเฉลี่ยการเติบโตทั้งปี 2568 ปรับลดลง จากตัวเลขภาคการผลิตชะลอตัว เนื่องจากการปิดซ่อมโรงกลั่น
มาตรการรัฐ หนุนจีดีพีไตรมาส 4
อย่างไรก็ตาม คาดว่าไตรมาส 4 ของปี 2568 ปรับตัวดีขึ้น ขยายตัวได้ 1.8% เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เที่ยวดีมีคืน และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ
“คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัวที่ 3.3และภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐตามเกณฑ์สถิติดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) คาดว่าจะขยายตัวที่ 12.7% จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน เป็นต้น”
คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตเพียง 2%
นายวินิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายตัว 2.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5-2.5%) แม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ 1% ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568 ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ 3.9%
สำหรับภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลักโดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูงที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.5% และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวที่ 3.2% จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 1.3%
เปลี่ยนผ่านการเมือง กระทบคลอดงบปี 70
ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัวที่ -1.7% เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป
ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3% ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.0% ของ GDP
3 ปัจจัยเสี่ยง จับตาใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังจะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบเพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต
ทั้งนี้ ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ