thansettakij
เทียบนโยบายหาเสียง 5 พรรคใหญ่ พรรคไหนใช้เงินมากสุด-น้อยสุด

เทียบนโยบายหาเสียง 5 พรรคใหญ่ พรรคไหนใช้เงินมากสุด-น้อยสุด

29 ม.ค. 2569 | 02:04 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 02:06 น.

เปิดตัวเลขจริงจากเอกสาร กกต. เทียบชัด ๆ นโยบายหาเสียง 5 พรรคใหญ่ พรรคไหนใช้งบมากสุด–น้อยสุด สะท้อนแนวทางบริหารเศรษฐกิจ สวัสดิการ และภาระการคลังในอนาคต

KEY

POINTS

  • พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคที่ใช้วงเงินสำหรับนโยบายหาเสียงสูงสุดที่ 2.27 ล้านล้านบาทต่อปี
  • พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ใช้วงเงินสำหรับนโยบายหาเสียงน้อยที่สุดที่ 1.48 แสนล้านบาทต่อปี
  • พรรคที่ใช้งบประมาณรองลงมาตามลำดับคือ พรรคประชาธิปัตย์ (2.12 ล้านล้านบาท) พรรคประชาชน (7.4 แสนล้านบาท) และพรรคเพื่อไทย (2.4 แสนล้านบาท)

จากการเปิดเผยข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับรายละเอียดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง 51 พรรคสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 พบว่ามี วงเงินรวมของนโยบายทั้งหมดอยู่ที่ 25 ล้านล้านบาท โดยพรรคการเมืองที่มีนโยบายหาเสียงที่ใช้งบประมาณสูงสุด 3อันดับ ได้แก่

อันดับ 1 พรรคกล้าธรรม นโยบายหาเสียงใช้งบประมาณรวม 2,272,230 ล้านบาท

อันดับ 2 พรรคประชาธิปัตย์ นโยบายหาเสียงใช้งบประมาณรวม 2,124,200 ล้านบาท

อันดับ 3 พรรคไทยก้าวใหม่นโยบายหาเสียงใช้งบประมาณรวม 1,325,663.90 ล้านบาท

เมื่อพิจารณานโยบายหาเสียงของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ พบว่ามีรายละเอียดของนโยบายหาเสียง ,วงเงินที่ต้องใช้ ,ที่มาของเงิน ,ความคุ้มค่าในการดำเนินนโยบาย ,ประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย ,ผลกระทบ และความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายที่น่าสนใจดังนี้

พรรคกล้าธรรม

มียอดรวมวงเงินนโยบายหาเสียงสูงถึง 2,272,230 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นงบดำเนินงานใน 4 ปี จำนวน 1.42 ล้านล้านบาท และงบผูกพันต่อเนื่อง 10 ปี สำหรับ Mega Project อีก 850,000 ล้านบาท โดย 2 นโยบายที่ใช้งบฯมากที่สุดได้แก่

1.นโยบายด้านน้ำและระบบชลประทาน: "ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ"

วงเงินลงทุนรวมตลอดระยะเวลา 4-5 ปี ประมาณ 400,000 - 550,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ระบบชลประทานขนาดใหญ่ 250,000 - 300,000 ล้านบาท ,แหล่งน้ำชุมชนและโซลาร์ ประมาณ 120,000 - 150,000 ล้านบาท ,ระบบบริหารจัดการและดิจิทัล ประมาณ 30,000 - 40,000 ล้านบาท

ที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการ ระบุว่าใช้งบลงทุนประจำของรัฐ ,กองทุนสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ,เงินร่วมลงทุนรัฐ–เอกชน (PPP) สำหรับความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ได้แก่ความเสี่ยงด้านงบประมาณ ,ความเสี่ยงด้านการบริหาร และความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม

2.นโยบาย Bangkok Shield: East-West Thai Gulf Corridor

นโยบายนี้มีวงเงินที่ต้องใช้ แบ่งตามขนาดโครงการโดย Small Size ใช้วงเงินที่ 450,000,000,000 บาท และMega Size ใช้วงเงินที่ 850,000,000,000 บาท ซึ่งโครงการสามารถบูรณาการโดยใช้รูปแบบความร่วมมือภาครัฐ–เอกชน (PPP)

เอกสารระบุที่มาของเงินที่จะใช้ในการดำเนินการว่ามาจาก งบผูกพันของรัฐบาลในการสร้าง Giga project 10 ปี ของ กระทรวงคมนาคม ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,กระทรวงพลังงาน ,กระทรวงมหาดไทย

ความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ได้แก่ ด้านงบประมาณ/การคลัง เช่นต้นทุนบานปลาย (Cost Overrun) จากราคาวัสดุ ค่าแรง หรือเปลี่ยนแบบ/Scope และความเสี่ยงภาระหนี้ระยะยาว วินัยการคลัง หากพึ่งพาการกู้ยืมเป็นหลัก

พรรคประชาธิปัตย์

เน้นสวัสดิการถ้วนหน้าและประกันรายได้ วงเงินนโยบายอยู่ที่  2,124,200 ล้านบาทต่อปี นโยบายเรือธงคือ เบี้ยผู้สูงอายุ คนไทยอายุมากกว่า 60 ปี ได้รับ 1,000 บาทเท่ากันทุกคนแบบถ้วนหน้า โดยต้องใช้งบประมาณปีละ 168,000 ล้านบาท สำหรับผู้มีอายุเกิน 60 ปี มีประมาณ 14 ล้านคน วงเงินที่ต้องใช้ในการดำเนินนโยบาย 4ปี อยู่ที่ 672,000 ล้านบาท

นโยบายดังกล่าว ใช้งบประมาณแผ่นดินในการดำเนินการ สำหรับความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายระบุว่า มีความเสี่ยงด้านความยั่งยืนทางการคลัง และเงินที่ให้ไม่เกิดการนำไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

พรรคประชาชน

มียอดการใช้เงินดำเนินนโยบายรวม 741,835 ล้านบาทต่อปี และได้เสนอการเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุที่ต้องใช้เงินถึง 190,000 ล้านบาทต่อปี สำหรับที่มาของเงินระบุว่า การบริหารงบประมาณแผ่นดินปกติ ประกอบกับการปฏิรูประบบราชการ ตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็น และการหารายได้เพิ่มของรัฐ ทั้งนี้การดำเนินการทั้งหมดจะปฏิบัติตามกฏหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะอย่างเคร่งครัด

ในเอกสารของพรรคประชาชน ระบุว่านโยบายนี้มีผลกระทบในการดำเนินนโยบายคือ การใช้งบประมาณสูง กระทบต่องบประมาณส่วนอื่นๆของรัฐ ด้านความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายคือ กระทบสถานะทางการคลังของรัฐในอนาคต โดยเฉพาะสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุที่จะมากขึ้นเรื่อยๆตามโครงสร้างประชากรที่สูงวัยมีจำนวนมากขึ้นและชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น

พรรคเพื่อไทย 

แม้จะมียอดรวมนโยบายที่ 243,300 ล้านบาทต่อปี แต่เน้นไปที่นโยบายปากท้องอย่าง "ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด" ต้องใช้เงิน 30,000 ล้านบาท โดยที่มาของเงิน มาจากการบริหารระบบงบประมาณ มาตรการการคลัง การจัดเก็บรายได้ และการบริหารระบบภาษี โดยความเสี่ยงของนโยบาย ระบุว่า คนเป็นหนี้บางส่วนอาจไม่ทราบมาตรการ ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิ ต้องมีการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับประชาชน

นอกจากนี้ยังมีนโยบายประกันกำไร สินค้าเกษตร 30% ที่ใช้วงเงินถึง  31,000 ล้านบาท โดยจะใช้แหล่งเงินจากการบริหารงบประมาณ มาตรการกึ่งการคลัง และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ทั้งนี้ระบุว่า ความเสี่ยงของนโยบายคือ การที่ราคาอาจมีการบิดเบือน แต่รัฐจะช่วยเกษตรกรหาตลาด ,บริหาร demand / supply ให้เหมาะสม

พรรคภูมิใจไทย

นโยบายที่ใช้หาเสียงต้องใช้วงเงินรวม 148,326 ล้านบาทต่อปี โดยชูนโยบาย "ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท" สำหรับ 200 ยูนิตแรก ซึ่งต้องใช้งบกว่า 63,360 ล้านบาทต่อปี โดยจะใช้เงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และรายได้จากพลังงานสะอาด โซลาร์เซลล์ ซึ่งระบุถึงผลกระทบว่า อาจมีผลกระทบต่องบประมาณรายจ่ายประจำปี และเป็นนโยบายที่ไม่มีความเสี่ยง

นโยบายทหารอาสา 100,000 คน รายได้ 12,000บาท/เดือน ระยะเวลาประจำการ 4ปี มีการฝึกอาชีพ ,เรียนหนังสือและมีโควตาสอบเป็นนายสิบ 

ใช้วงเงินสำหรับนโยบายนี้รวม 22,700 ล้านบาทต่อปี แบ่งเป็นเงินเดือน 14,400 ล้านบาทต่อปี และสวัสดิการ 8,300 ล้านบาทต่อปี  ซึ่งหากคำนวณตามระยะเวลาประจำการตามนโยบายนี้ 4ปีต้องใช้งบประมาณทั้งสิ้น 90,800 ล้านบาท โดยมีที่มาของเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี , เกลี่ยงบฯที่ซ้ำซ้อน และมีความจำเป็นน้อย

สำหรับผลกระทบตามเอกสารระบุว่า ต้องมีการปรับงบฯและอัตรากำลังใหม่  ,เพิ่มการฝึกเฉพาะทาง และมีวุฒิบัตรวิชาชีพต่อยอดในตลาดแรงงาน และนโยบายดังกล่าวไม่มีความเสี่ยง