

KEY
POINTS
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองที่รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 51 พรรค ซึ่งมีการมีวงเงินรวมมากถึง 25,870,635.9 ล้านบาท (25 ล้านล้านบาท) ว่า นโยบายการหาเสียงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละพรรคว่ารูปแบบไหนที่จะถูกใจประชาชน โดยต้องยอมรับว่าท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบาง รวมถึงข้อจำกัดเรื่องกำลังซื้อ ภาระหนี้ภาคครัวเรือน และก็การเข้าถึงแหล่งเงินได้ยาก ดังนั้น นโยบายที่จะโดนใจช่วงหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการช่วงสั้นที่เข้าไปแล้วเหมือนกับทำได้ทันที (instant)
อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่านโยบายในรูปแบบดังกล่าวนั้น ถูกใช้มาเป็นเวลานาน และเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนเองก็เคยออกมาแสดงความคิดเห็นไปแล้วว่า นโยบายในลักษณะดังกล่าวได้ผลแค่ในระยะสั้น ส่วนที่มองว่าจะได้ผลในระยะกลาง และยาวไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพ
ซึ่งก็จะเหมือนกับเวลาที่ป่วยไม่สบายมีอาการปวดหัว ปวดท้องก็จะขอยาพาราเซตามอลก่อน เพื่อให้ช่วยแก้ไขไปได้เล็กน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่ใช่อาการปวดหัว หรือปวดท้องแบบธรรมดา เพราะอาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ หรือกะเพาะก็ได้ หลังจากที่ยาหมดฤทธ์อาการก็จะกลับมาเป็นแบบเดิม
“หากให้เปรียบเทียบก็จะเหมือนกับกรณีที่ปวดหัวอยู่ ก็ต้องการกินยาที่เหมือนพาราฯซึ่งสามารถรักษาได้สารพัด ดังนั้น ส่วนใหญ่จะออกมาในลักษณะที่เป็นการใช้เงิน เป็นลักษณะของประชานิยม หรือแฝงประชานิยม“
ทั้งนี้ ในมุมของเอกชนคงไม่สามารถไปห้ามพรรคการเมืองที่จะใช้นโยบายในการหาเสียงด้วยมาตรการกระตุ้น รวมถึงเรียกร้องความสนใจ และตอบสนองในช่วงสั้นได้ เพราะเป็นยุทธการในการหาเสียงตามปกติ
อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ประเด็นการใช้เงินเหล่านี้จะต้องมองไปถึงระยะยาว และการปรับโครงสร้างอย่างแท้จริง เพราะถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องใช้ระยะเวลา และใช้แรงอย่างมากในการดำเนินการ
“การใช้เงินมากถึง 25 ล้านล้านบาทในภาพรวมของทุกพรรคถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมาแยกพิจารณาในรายละเอียดว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นการกระตุ้นเชิงสั้นหรือไม่ หรือเป็นการยิ่งทำให้ประชาชนไม่ค่อยต้องการพัฒนา รอแต่ควมช่วยเหลืออย่างเดียวหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมานานว่านโยบายประชานิยมที่ผ่านมาถูกพิสูจน์แล้วว่าในระยะยาวไม่ใช่เรื่องที่ดี“
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่มีการหาเสียงเชื่อว่าทุกพรรคต้องหานโยบายที่โดนใจประชาชน เพราะประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศเปราะบาง หรือย่ำแย่ สภาพคล่องไม่ดีก็เสมือนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เลือกอาจจะไม่ได้มองถึงนโยบายพรรคที่เป็นแกนหลัก หรือการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งเปรียบเสมือนการเลือกโปรโมชั่นในช่วงสั้น ทั้งที่สุดท้ายแล้วอาจจะได้ไม่มาก แต่ก็อาจจะได้คะแนนเสียง แม้ว่าจะมีผลประกอบการขาดทุนตามมา
นายเกรียงไกร กล่าวต่ออีกว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ทุกพรรคการเมืองมองเห็นว่านี่คือจุดอ่อนของระบบการเมืองไทย เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศที่เปราะบาง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังในการจับจ่อยใช้สอย จึงต้องการของฟรี หรือโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมจึงเป็นที่มาของการที่พรรคการเมืองเลือกนำมาใช้
นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือ การที่พรรคการเมืองไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถอยู่ได้ครบเทอม เพราะจากสถิติที่ผ่านมาพบว่า บางครั้งก็เกิดอุบัติทางการเมืองเป็นเหตุให้ต้องยุบสภา โดยเฉลี่ยปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลอยู่ได้แค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากที่หมดยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี อายุของนายกฯ รวมถึงรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีมีแต่จะสั้นลง เพราะฉะนั้น จึงทำให้พรรคการเมืองมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายในลักษณะช่วงสั้นตลอด
”พรรคการเมืองเองมีประสบการณ์ และเรียนรู้แล้วว่ารัฐบาลยิ่งอยู่ยิ่งสั้น เพราะฉะนั้นหากจะให้ไปคิดโครงการระยะยาว หรือไปปรับโครงสร้างคงทำได้ลำบาก เพราะเดี๋ยวพูดไปจะทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดเรื่องของระยะเวลา ซึ่งอาจเกิดการยุบสภาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้ โดย 3-4 รัฐบาลในระยะหลังเฉลี่ยอยู่ได้ไม่ถึง 1 ปีก็ต้องเปลี่ยน ล่าสุดอยู่ได้แค่เพียง 2 เดือนกับอีก 1 เท่านั้น ซึ่งสั้นกว่า 4 เดือนที่ควรจะเป็นตามที่บอกในตอนแรก จึงต้องหานโยบายที่ทำได้ในระยะเวลาสั้น“
นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า การที่พรรคภูมิใจไทยในงบประมาณ 148,326 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มากเพราะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความระมัดระวัง เพราะเกรงกลัวว่าไทยจะถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งระดับโลกลดลำดับมุมมอง (Outlook) จากเสถียรภาพ (stable) ไปสู่ติดลบ (negative) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีคำเตือนออกมาจาก 2 ใน 3 บริษัทจัดอันดับเครดิตดังกล่าว
การที่จะต้องระวังเรื่องวินัยการคลัง เพราะไทยใช้นโยบายขาดดุลทางการคลังประมาณ 4-5% ทุกปี โดยมีผลทำให้เพดาหนี้สาธารณะขยายไปถึง 60-70% ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 65% หากยังใช้วิธีในรูปแบบเดิมจะส่งผลต่อสถานะการคลังของประเทศ
“หากยังเป็นไปในทิศทางที่ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น อาจจะทำให้ไทยถูกปรับเรตติ้ง ซึ่งไม่ใช่แค่มุมมอง โดยหากถูกปรับลดลงจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และสถานะทางการเงิน ยิ่งทำให้ไทยยิ่งลำบากมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานายเอกนิติพยายามใช้เงินที่มีอยู่โดยไม่มีการกู้ยืมให้เป็นภาระการคลังเพิ่มเติม”
หากแบ่งกลุ่มพรรคการเมืองตามวงเงินงบประมาณที่แจ้งไว้ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพรรคการเมืองที่ใช้งบประมาณ "สูงที่สุด" และกลุ่มที่ใช้ "น้อยที่สุด" จะมีรายละเอียด ดังนี้
ขณะที่หากดูตัวเลข 8 พรรคการเมืองหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ มีรายละเอียด ดังนี้