thansettakij
เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

29 ม.ค. 2569 | 07:48 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ม.ค. 2569 | 08:39 น.

ประธานส.อ.ท. เตือนหาเสียงแบบประชานิยมแจกเงินได้ผลระยะสั้น เศรษฐกิจไทยเสี่ยง หลังพรรคการเมืองใช้งบรวมกันกว่า 25 ล้านล้านบาท

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนเตือนว่านโยบายหาเสียงที่เน้นการแจกเงินเป็นเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น แต่สร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและวินัยการคลังของประเทศในระยะยาว
  • นโยบายประชานิยมที่ใช้เงินจำนวนมากอาจทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสถานะทางการเงินของประเทศ
  • สาเหตุที่นโยบายระยะสั้นได้รับความนิยมมาจากภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและปัญหาหนี้ครัวเรือน ทำให้ประชาชนต้องการการช่วยเหลือเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน
  • ความไม่แน่นอนทางการเมืองและอายุรัฐบาลที่สั้นลง เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พรรคการเมืองเลือกใช้นโยบายที่เห็นผลเร็วแทนการปฏิรูปโครงสร้างระยะยาว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองที่รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 51 พรรค ซึ่งมีการมีวงเงินรวมมากถึง 25,870,635.9 ล้านบาท (25 ล้านล้านบาท) ว่า นโยบายการหาเสียงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละพรรคว่ารูปแบบไหนที่จะถูกใจประชาชน โดยต้องยอมรับว่าท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบาง รวมถึงข้อจำกัดเรื่องกำลังซื้อ ภาระหนี้ภาคครัวเรือน และก็การเข้าถึงแหล่งเงินได้ยาก ดังนั้น นโยบายที่จะโดนใจช่วงหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการช่วงสั้นที่เข้าไปแล้วเหมือนกับทำได้ทันที (instant)

อย่างไรก็ตาม ต้องเรียนว่านโยบายในรูปแบบดังกล่าวนั้น ถูกใช้มาเป็นเวลานาน และเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนเองก็เคยออกมาแสดงความคิดเห็นไปแล้วว่า นโยบายในลักษณะดังกล่าวได้ผลแค่ในระยะสั้น ส่วนที่มองว่าจะได้ผลในระยะกลาง และยาวไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพ 

 

ซึ่งก็จะเหมือนกับเวลาที่ป่วยไม่สบายมีอาการปวดหัว ปวดท้องก็จะขอยาพาราเซตามอลก่อน เพื่อให้ช่วยแก้ไขไปได้เล็กน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วอาจจะไม่ใช่อาการปวดหัว หรือปวดท้องแบบธรรมดา เพราะอาจจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ หรือกะเพาะก็ได้ หลังจากที่ยาหมดฤทธ์อาการก็จะกลับมาเป็นแบบเดิม

“หากให้เปรียบเทียบก็จะเหมือนกับกรณีที่ปวดหัวอยู่ ก็ต้องการกินยาที่เหมือนพาราฯซึ่งสามารถรักษาได้สารพัด ดังนั้น ส่วนใหญ่จะออกมาในลักษณะที่เป็นการใช้เงิน เป็นลักษณะของประชานิยม หรือแฝงประชานิยม“

ทั้งนี้ ในมุมของเอกชนคงไม่สามารถไปห้ามพรรคการเมืองที่จะใช้นโยบายในการหาเสียงด้วยมาตรการกระตุ้น รวมถึงเรียกร้องความสนใจ และตอบสนองในช่วงสั้นได้ เพราะเป็นยุทธการในการหาเสียงตามปกติ

เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ประเด็นการใช้เงินเหล่านี้จะต้องมองไปถึงระยะยาว และการปรับโครงสร้างอย่างแท้จริง เพราะถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องใช้ระยะเวลา และใช้แรงอย่างมากในการดำเนินการ

“การใช้เงินมากถึง 25 ล้านล้านบาทในภาพรวมของทุกพรรคถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมาแยกพิจารณาในรายละเอียดว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นการกระตุ้นเชิงสั้นหรือไม่ หรือเป็นการยิ่งทำให้ประชาชนไม่ค่อยต้องการพัฒนา รอแต่ควมช่วยเหลืออย่างเดียวหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมานานว่านโยบายประชานิยมที่ผ่านมาถูกพิสูจน์แล้วว่าในระยะยาวไม่ใช่เรื่องที่ดี“

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่มีการหาเสียงเชื่อว่าทุกพรรคต้องหานโยบายที่โดนใจประชาชน เพราะประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศเปราะบาง หรือย่ำแย่ สภาพคล่องไม่ดีก็เสมือนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เลือกอาจจะไม่ได้มองถึงนโยบายพรรคที่เป็นแกนหลัก หรือการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งเปรียบเสมือนการเลือกโปรโมชั่นในช่วงสั้น ทั้งที่สุดท้ายแล้วอาจจะได้ไม่มาก แต่ก็อาจจะได้คะแนนเสียง แม้ว่าจะมีผลประกอบการขาดทุนตามมา

นายเกรียงไกร กล่าวต่ออีกว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ทุกพรรคการเมืองมองเห็นว่านี่คือจุดอ่อนของระบบการเมืองไทย เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศที่เปราะบาง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังในการจับจ่อยใช้สอย จึงต้องการของฟรี หรือโปรโมชั่นลด แลก แจก แถมจึงเป็นที่มาของการที่พรรคการเมืองเลือกนำมาใช้

นอกจากนี้ อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือ การที่พรรคการเมืองไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถอยู่ได้ครบเทอม เพราะจากสถิติที่ผ่านมาพบว่า บางครั้งก็เกิดอุบัติทางการเมืองเป็นเหตุให้ต้องยุบสภา โดยเฉลี่ยปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลอยู่ได้แค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากที่หมดยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี อายุของนายกฯ รวมถึงรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีมีแต่จะสั้นลง เพราะฉะนั้น จึงทำให้พรรคการเมืองมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายในลักษณะช่วงสั้นตลอด

เอกชนเตือนหาเสียงแจกเงินได้ผลระยะสั้น-เศรษฐกิจไทยเสี่ยง

”พรรคการเมืองเองมีประสบการณ์ และเรียนรู้แล้วว่ารัฐบาลยิ่งอยู่ยิ่งสั้น เพราะฉะนั้นหากจะให้ไปคิดโครงการระยะยาว หรือไปปรับโครงสร้างคงทำได้ลำบาก เพราะเดี๋ยวพูดไปจะทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดเรื่องของระยะเวลา ซึ่งอาจเกิดการยุบสภาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้ โดย 3-4 รัฐบาลในระยะหลังเฉลี่ยอยู่ได้ไม่ถึง 1 ปีก็ต้องเปลี่ยน ล่าสุดอยู่ได้แค่เพียง 2 เดือนกับอีก 1 เท่านั้น ซึ่งสั้นกว่า 4 เดือนที่ควรจะเป็นตามที่บอกในตอนแรก จึงต้องหานโยบายที่ทำได้ในระยะเวลาสั้น“

นายเกรียงไกร กล่าวต่อไปอีกว่า การที่พรรคภูมิใจไทยในงบประมาณ  148,326 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่มากเพราะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีความระมัดระวัง เพราะเกรงกลัวว่าไทยจะถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งระดับโลกลดลำดับมุมมอง (Outlook) จากเสถียรภาพ (stable) ไปสู่ติดลบ (negative) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีคำเตือนออกมาจาก 2 ใน 3 บริษัทจัดอันดับเครดิตดังกล่าว 

การที่จะต้องระวังเรื่องวินัยการคลัง เพราะไทยใช้นโยบายขาดดุลทางการคลังประมาณ 4-5% ทุกปี โดยมีผลทำให้เพดาหนี้สาธารณะขยายไปถึง 60-70% ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 65% หากยังใช้วิธีในรูปแบบเดิมจะส่งผลต่อสถานะการคลังของประเทศ 

“หากยังเป็นไปในทิศทางที่ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น อาจจะทำให้ไทยถูกปรับเรตติ้ง ซึ่งไม่ใช่แค่มุมมอง โดยหากถูกปรับลดลงจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และสถานะทางการเงิน ยิ่งทำให้ไทยยิ่งลำบากมากขึ้น  ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานายเอกนิติพยายามใช้เงินที่มีอยู่โดยไม่มีการกู้ยืมให้เป็นภาระการคลังเพิ่มเติม”

หากแบ่งกลุ่มพรรคการเมืองตามวงเงินงบประมาณที่แจ้งไว้ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพรรคการเมืองที่ใช้งบประมาณ "สูงที่สุด" และกลุ่มที่ใช้ "น้อยที่สุด" จะมีรายละเอียด ดังนี้  

กลุ่มงบประมาณสูงสุด (หลักล้านล้านบาทขึ้นไป)

  • อันดับ 1: พรรคปวงชนไทย (หมายเลข 23) – วงเงิน 287,582,950 ล้านบาท 
  • อันดับ 2: พรรคเศรษฐกิจ (หมายเลข 11) วงเงิน 5,989,000 ล้านบาท
  • อันดับ 3: พรรคท้องที่ไทย (หมายเลข 14) วงเงิน 5,433,491.1 ล้านบาท
  • กลุ่มอื่น ๆ : พรรคพร้อม (3.1 ล้านล้าน), พรรคกล้าธรรม (2.2 ล้านล้าน), พรรคประชาธิปัตย์ (2.1 ล้านล้าน)

กลุ่มงบประมาณต่ำสุด

  • อันดับ 1: พรรคพลังเพื่อไทย (หมายเลข 16)  วงเงินเพียง 100 ล้านบาท
  • อันดับ 2: พรรคพลวัต (หมายเลข 7) วงเงิน 3,000 ล้านบาท
  • อันดับ 3: พรรคไทยธรรม (หมายเลข 40) วงเงิน 5,000 ล้านบาท

ขณะที่หากดูตัวเลข 8 พรรคการเมืองหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ มีรายละเอียด ดังนี้ 

  • พรรคกล้าธรรม วงเงินสูงสุดที่ 2,272,230 ล้านบาท
  • พรรคประชาธิปัตย์ วงเงินที่ 2,124,200 ล้านบาท
  • พรรคไทยก้าวใหม่ วงเงิน 1,325,663.9 ล้านบาท
  • พรรคประชาชน วงเงิน 741,835 ล้านบาท 
  • พรรคไทยสร้างไทย 497,000 ล้านบาท 
  • พรรคเพื่อไทย วงเงิน 243,300 ล้านบาท
  • พรรคภูมิใจไทย วงเงิน 148,326 ล้านบาท
  • พรรคโอกาสใหม่ วงเงิน 133,760 - 134,560 ล้านบาท