ผู้เชี่ยวชาญฟันธง ศาลมีแนวโน้มสูงยกเลิก 'ภาษีทรัมป์' อาหารสัตว์ลุ้นไม่ถูกบีบซื้อข้าวโพดสหรัฐ

14 ม.ค. 2569 | 04:37 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 04:46 น.

โลกลุ้นระทึก! ศาลสูงสหรัฐเตรียมตัดสินคดี “ภาษีทรัมป์” 14 ม.ค. ผู้เชี่ยวชาญฟันธงมีโอกาสสูงถูก “ยกเลิก” ชี้รัฐบาลสหรัฐอาจต้องคืนภาษีหลายแสนล้านดอลลาร์แก่ผู้นำเข้า อาจจำเป็นต้องออกพันธบัตรเพื่อชดเชย กระทบหนี้สาธารณะสหรัฐพุ่ง ดอลลาร์อ่อนค่า หนุนเงินบาทแข็งค่า กระทบค้าไทยรอบใหม่

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงที่จะมีคำสั่งยกเลิก "ภาษีทรัมป์" ที่เรียกเก็บภายใต้กฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ (IEEPA)
  • หากศาลสั่งยกเลิก รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วหลายแสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่น หนี้สาธารณะสูงขึ้น
  • แม้ภาษีดังกล่าวจะถูกยกเลิก สหรัฐฯ ยังสามารถใช้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 232 และมาตรา 301 เพื่อตั้งกำแพงภาษีหรือใช้มาตรการกดดันประเทศคู่ค้าต่อไปได้

โลกการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อศาลฎีกาหรือศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีกำหนดประกาศคำตัดสินในวันที่ 14 มกราคม 2569 (ตามเวลาในสหรัฐ) ต่อคดีสำคัญที่ท้าทายอำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีสั่งเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ในอัตราตั้งแต่ 10–50% โดยอ้างอำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568

มาตรการดังกล่าวถูกวิพากษ์อย่างหนักว่าเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการค้าโลก ต้นทุนภาคธุรกิจ ผู้นำเข้าสหรัฐ รวมถึงค่าครองชีพของชาวอเมริกันอย่างกว้างขวาง

หากศาลตัดสินว่าการใช้ IEEPA เพื่อเก็บภาษีศุลกากรเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ผลลัพธ์อาจนำไปสู่ความปั่นป่วนทางนโยบายครั้งใหญ่ ทั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของภาษีที่จัดเก็บไปแล้วกว่า 1.3–1.5 แสนล้านดอลลาร์ การเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐคืนหรือชดเชยเงินภาษีแก่ผู้นำเข้าและภาคธุรกิจ รวมถึงแรงกระแทกทางการเมืองที่อาจย้อนกลับมาสู่รัฐบาลทรัมป์ในสายตาชาวอเมริกันและประชาคมโลก

คำตัดสินครั้งนี้จึงไม่เพียงชี้ขาดคดีความทางกฎหมาย แต่ยังอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระเบียบการค้าโลก และเป็นบททดสอบความน่าเชื่อถือของสหรัฐในฐานะผู้นำเศรษฐกิจโลก โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชน ผู้ส่งออกเตรียมออกมาให้ความเห็นอย่างเข้มข้นหลังคำตัดสินถูกเปิดเผย

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้ความเห็นกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เชื่อว่าศาลจะมีคำสั่งยกเลิกการเก็บภาษีทั้งหมด เนื่องจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่มีอำนาจประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจเพื่อใช้เก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA

ทั้งนี้หากมีการยกเลิก รัฐบาลสหรัฐจะต้องคืนเงินภาษีหลายแสนล้านดอลลาร์ให้ผู้ประกอบการ และอาจต้องออกพันธบัตรเพื่อชดเชย ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะสหรัฐสูงขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า และเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

อย่างไรก็ตาม แม้ภาษีตามกฎหมาย IEEPA จะถูกยกเลิก แต่ทรัมป์อาจเลี่ยงไปใช้กฎหมายอื่นแทน เช่น มาตรา 232 หรือมาตรา 301

โดยมาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าที่ถูกมองว่ากระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ หลังผ่านการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ กฎหมายนี้เคยถูกใช้กับเหล็กและอะลูมิเนียม โดยไทยถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% และสูงถึง 50% สำหรับสินค้าบางรายการ และสามารถขยายไปยังสินค้าเฉพาะกลุ่มอื่นได้ แต่ไม่สามารถใช้แบบครอบจักรวาลเหมือนภาษีตอบโต้

ขณะที่มาตรา 301 แห่ง Trade Act of 1974 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจรัฐบาลสหรัฐใช้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่าใช้การค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ โดยมาตรการตอบโต้รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้า การจำกัดหรือห้ามนำเข้า การระงับสิทธิทางการค้า และการกดดันผ่านการเจรจา ซึ่งเป็นการดำเนินการฝ่ายเดียวของสหรัฐ

นอกจากนี้ ยังอาจมีการตรวจสอบการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า (Transshipment) จากประเทศต้นทางที่ส่งไปยังสหรัฐ หากตรวจพบจะถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40% ซึ่งไทยจำเป็นต้องเร่งพิสูจน์ตัวเอง เพื่อไม่ให้ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงเช่นเดียวกับบางประเทศที่ถูกเรียกเก็บไปก่อนหน้านี้

“ต้องจับตาผลการตัดสินครั้งนี้ว่าจะออกมาอย่างไร แต่โดยส่วนตัวคาดว่าศาลจะตัดสินให้ยกเลิกตามเหตุผลที่กล่าวมา ซึ่งตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 สหรัฐได้เรียกเก็บภาษีตอบโต้จากประเทศคู่ค้าในอัตราต่ำสุด 10% และสูงสุด 50% เช่น บราซิลและอินเดีย จากเดิมที่เก็บเพียง 3–4% ขณะที่ไทยถูกเก็บในอัตรา 19% ส่งผลให้การค้าและห่วงโซ่การผลิตทั่วโลกปั่นป่วน” ดร.อัทธ์กล่าว

ทั้งนี้ แม้การส่งออกของไทยไปสหรัฐจะขยายตัวสูงในปีที่ผ่านมา โดย 11 เดือนแรกมีมูลค่า 65,318 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.14 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 30% และคาดว่าการส่งออกไทยในภาพรวมทั้งปีจะขยายตัว 10.5–11% แต่ในเชิงเศรษฐกิจจริง ไทยแทบไม่ได้ประโยชน์

“ผมมองว่าภาษีทรัมป์ในปีที่แล้วเป็น ‘ภาพลวงตา’ ต่อ GDP ไทย แม้ส่งออกโตเป็นเลขสองหลัก แต่ GDP โตไม่ถึง 2% เพราะไม่ใช่การผลิตจริงทั้งหมดในประเทศ มีทั้งสินค้าที่ผลิตในไทย และสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาสวมสิทธิ์ไทยส่งออก” ดร.อัทธ์ กล่าว

อาหารสัตว์ลุ้นไม่ต้องถูกบีบซื้อข้าวโพดสหรัฐ

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าของวันที่ 14 มกราคม 2569 (ตามเวลาในสหรัฐ)  ศาลสูงสุดจะมีคำตัดสินเกี่ยวกับภาษีทรัมป์(Reciprocal Tariff) ที่เรียกเก็บเก็บจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก ซึ่งโดยรัฐธรรมนูญห้ามประธานาธิบดีขึ้นภาษี เพราะเกี่ยวกับเรื่องการเงินรายได้รัฐ ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ ก็มองว่าทรัมป์ทำไม่ได้

“เมื่อทำไม่ได้ก็ต้องคืนรายได้คืนกลับไปให้กับผู้ประกอบการนำเข้า จะเป็นผู้ได้รับคืนภาษี และการคืนภาษีให้ผู้ส่งออกขึ้นอยู่กับการตกลงกัน ในกรณีที่ศาลสั่งยกเลิก"

หรือกรณีที่ 2  ศาลฯอาจตัดสินว่าการกระทำที่ผ่านมาผิด แต่ไม่จำเป็นต้องคืนภาษี  โดยยกโทษให้ ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างที่จะเป็นไปได้ยาก แต่ที่เป็นไปได้ก็คือ กรณีที่ 3 มีโอกาสเป็นไปได้สูงคือ ศาลตัดสินว่าผิด ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจ แล้วให้สภาผู้แทนราษฎร (สส.) ออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อรองรับการขึ้นภาษี เนื่องจากสมาชิกที่อยู่ในสภา เสียงข้างมาก เป็นพรรครีพับลิกัน

นายพรศิลป์ กล่าวอีกว่า หากศาลตัดสินว่าการขึ้นภาษีขัดกับกฎหมายและการมีการยกเลิกประกาศเรื่องภาษี 19% ที้สหรัฐเรียกเก็บเพิ่มจากสินค้านำเข้าจากไทย ผู้ประกอบการก็ไม่จำเป็นต้องซื้อข้าวโพดจากสหรัฐฯ เนื่องจากสถานการณ์จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมก่อนมีการขึ้นภาษี  อย่างไรก็ดีราคาข้าวโพดในสหรัฐฯ ณ  วันที่ 14 มกราคม 2568 เฉลี่ย  7 บาทต่อกิโลกรัม ขณะของไทยราคาเฉลี่ย 9.20 บาทต่อกิโลกรัม

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจกำหนดมาตรการภาษีทั่วโลก โดยผู้พิพากษาส่วนใหญ่ หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ครองเสียงข้างมากตั้งคำถามต่อเหตุผลในการขึ้นภาษีของทำเนียบขาว ซึ่งทรัมป์ไม่ยอมรับผลคำตัดสินและเชื่อว่า มาตรการดังกล่าวจำเป็นต่อการฟื้นฟูฐานการผลิตของประเทศ รวมถึงแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้า