KEY
POINTS
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สั่นสะเทือนวงการการทูตและความมั่นคงระดับโลก เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เลือกใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียส่วนตัวในการประกาศยกระดับอำนาจของตนเองขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีผู้นำคนใดทำมาก่อน ด้วยการอ้างสิทธิ์ในการบริหารประเทศเวเนซุเอลาอย่างเบ็ดเสร็จ
เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 โลกต้องจับตามองบัญชี Truth Social ของทรัมป์ที่โพสต์ข้อความระบุว่า เขาคือ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ "รักษาการประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา" โดยมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2026 เป็นต้นไป
การประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสุญญากาศทางการเมืองหลังจากที่ นิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลาถูกกองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมในกรุงการากัสเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา
แม้จะยังไม่มีคำอธิบายด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนรองรับสถานะนี้ แต่ทรัมป์ยืนยันว่าเวเนซุเอลาไม่ต้องการความคุ้มครองจาก "พวกอันธพาล" อีกต่อไป เพราะมีกองทัพสหรัฐฯ ที่ทรงพลังที่สุดในโลกคอยดูแลอยู่
ผลกระทบจากการก้าวขึ้นมาอ้างสิทธิ์เป็นผู้นำเวเนซุเอลาของทรัมป์ ส่งแรงปะทะไปยังคิวบาทันที โดยทรัมป์ประกาศเตือนให้รัฐบาลคิวบารีบทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เนื่องจากเขาสั่งหยุดการส่งน้ำมันราว 35,000 บาร์เรลต่อวันและเงินมหาศาลที่เวเนซุเอลาเคยส่งให้คิวบาเพื่อแลกกับการอารักขาความปลอดภัยให้ผู้นำคนก่อน
ทรัมป์ยังแสดงท่าทีสนับสนุนให้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของคิวบาแทน โดยมองว่าคิวบากำลังอยู่ในสภาวะที่ "พร้อมจะล่มสลาย" และการแทรกแซงทางทหารอาจไม่จำเป็นในกรณีนี้
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การประกาศสถานะรักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลาของทรัมป์ถูกมองว่าเป็น "การแสดงเชิงสัญลักษณ์ทางการเมือง" เพื่อส่งสัญญาณไปยังมิตรประเทศและศัตรูมากกว่าจะเป็นการแต่งตั้งตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากทำเนียบขาวรับรองคำอ้างดังกล่าว และการเป็นผู้นำรัฐอื่นจำเป็นต้องผ่านกระบวนการยอมรับจากประชาคมโลก ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น
ความทะเยอทะยานของทรัมป์ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในละตินอเมริกา แต่ยังลามไปถึง เกาะกรีนแลนด์ ดินแดนในอธิปไตยของเดนมาร์ก มีรายงานว่าทรัมป์ได้สั่งให้ผู้บัญชาการระดับสูงร่างแผนการบุกรุกกรีนแลนด์เพื่อความมั่นคงและสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียและจีน
ท่าทีที่แข็งกร้าวนี้ทำให้ชาติยุโรปอย่างสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส ต้องเร่งร่างแผนปฏิบัติการ "Arctic Sentry" เพื่อส่งทหารนาโตเข้าไปประจำการในกรีนแลนด์เพื่อขัดขวางทรัมป์ ซึ่งนักการทูตเตือนว่าหากสหรัฐฯ ใช้กำลังทหารรุกรานกรีนแลนด์จริง อาจนำไปสู่การล่มสลายของพันธมิตรนาโตได้