เมื่อ‘ทรัมป์’ หันหลังให้เวทีโลก ถอนสหรัฐฯ จาก 66 องค์กร จะเกิดอะไรกับโลกใบนี้และไทยบ้าง?

11 ม.ค. 2569 | 21:37 น.

เมื่อวันที่ 7–8 มกราคม 2569 (2026) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งบริหารและคำประกาศจากทำเนียบขาว เพื่อให้สหรัฐอเมริกา ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่งทั่วโลก โดยอธิบายเหตุผลหลักว่าองค์กรเหล่านี้

KEY

POINTS

  • ทรัมป์เตรียมถอนสหรัฐฯ ออกจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ โดยให้เหตุผลว่าไม่เป็นประโยชน์ต่อชาติ สิ้นเปลืองงบประมาณ และขัดต่อนโยบาย "America First"
  • การถอนตัวครอบคลุมองค์กรด้านสภาพภูมิอากาศ การค้า และการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลให้ความร่วมมือระดับโลกลดลง และเปิดช่องให้จีนและสหภาพยุโรปขยายอิทธิพลมากขึ้น
  • ไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากเวทีการค้าและการพัฒนาในภูมิภาค ทำให้ต้องปรับตัวโดยหันไปพึ่งพากลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างอาเซียนและหาพันธมิตรใหม่

เมื่อวันที่ 7–8 มกราคม 2569 (2026) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งบริหารและคำประกาศจากทำเนียบขาว เพื่อให้สหรัฐอเมริกา ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่งทั่วโลก โดยอธิบายเหตุผลหลักว่าองค์กรเหล่านี้

  • ขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ
  • ใช้งบประมาณและทรัพยากรไปโดย “สิ้นเปลือง ไม่เกิดประสิทธิภาพ”
  • มีภารกิจซ้ำซ้อน หรือถูกกลุ่มอุดมการณ์ก้าวหน้า “Globalist” ควบคุมเช่น มาตรฐาน DEI, นโยบายความเท่าเทียมทางเพศ และประเทศกำกับดูแลเรื่องสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทรัมป์มองว่า คุกคามอธิปไตยและเสรีภาพของสหรัฐฯ
  • เงินภาษีของชาวอเมริกันควรถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ภายในประเทศมากกว่า
    โดยเขาเรียกองค์กรเหล่านี้ว่า “wasteful, ineffective, or harmful” และไม่ตอบโจทย์ผลประโยชน์ของชาติอีกต่อไป

คำอธิบายนี้สอดคล้องกับนโยบาย America First ของทรัมป์ที่เน้นผลประโยชน์ภายในประเทศก่อนการมีส่วนร่วมในเวทีโลก โดยมองว่าความร่วมมือแบบพหุภาคีนั้นมัก “ไม่แฟร์” ต่อสหรัฐฯ และมักให้ผลประโยชน์กับคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ เช่น จีน มากกว่า

66 องค์กรที่ถอนตัวเป็นกลุ่มอะไรบ้าง

  • การถอนตัวแบ่งหลักๆ ออกเป็น สองประเภท

1) องค์กรที่อยู่นอกระบบสหประชาชาติ (ประมาณ 35 แห่ง)

กลุ่มนี้รวมองค์การระหว่างประเทศที่ทำงานด้าน:

  • สภาพภูมิอากาศ พลังงานหมุนเวียน และสิ่งแวดล้อม
  • เศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการพัฒนา
  • ความร่วมมือด้านนโยบายสากลต่างๆ
    ตัวอย่างเช่น Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC), International Renewable Energy Agency (IRENA), International Solar Alliance (ISA) และอื่นๆ (บัญชีครบ 35 แห่งที่ประกาศไว้)

2) องค์กร หน่วยงาน หรือคณะภายใต้ระบบสหประชาชาติ (ประมาณ 31 แห่ง)

กลุ่มนี้ประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ:

  • สหประชาชาติและหน่วยงานเฉพาะด้าน เช่น UNFCCC (กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ), UN Women, UN Population Fund, UNCTAD และหน่วยงานภาคเศรษฐกิจและสังคมของสหประชาชาติ

โดยรวมแล้วรายการที่ถอนตัวรวมทั้งองค์กรที่เน้น สภาพภูมิอากาศ การพัฒนา การค้า การพลังงาน การศึกษา และนโยบายสากลต่างๆ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าขัดกับ “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของตนเอง

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์ผลักดันสหรัฐฯ ออกจากเวทีพหุภาคี ตัวอย่างก่อนหน้านี้ได้แก่:

  • ถอนตัวจาก World Health Organization (WHO) ตามคำสั่งก่อนหน้านี้ในปี 2025
  • ถอนตัวสองครั้งจาก Paris Agreement (ข้อตกลงปารีส)
    ทั้งก่อนหน้านี้และภายหลังเข้ารับตำแหน่ง
  • ระงับหรือยุติการสนับสนุนทรัพยากรให้ UN Human Rights Council และ UNESCO
    ซึ่งเป็นสัญญาณของแนวโน้มการถอนตัวจากเวทีพหุภาคีที่ก้าวหน้าและการลดบทบาทของสหรัฐฯ ในองค์กรระดับโลก

การประกาศของทรัมป์เกิดขึ้นผ่าน คำสั่งบริหารและคำประกาศจากทำเนียบขาว โดยสั่งให้หน่วยงานต่างๆ เริ่มดำเนินการ “ทันที” เพื่อยุติการมีส่วนร่วมและการให้เงินสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม องค์กรแต่ละแห่งมีกระบวนการถอนตัวตามข้อบังคับของตนเอง บางกรณีต้องมีการแจ้งอย่างเป็นทางการ และมีระยะเวลา “notice period” ก่อนที่การถอนตัวจะมีผล เช่น ในกรณี UNFCCC ที่กฎหมายอนุสัญญาระบุว่าการถอนตัวมีผลหลังจากแจ้งเป็นเวลา 1 ปีตามเงื่อนไขของตนเอง และแม้ประกาศแล้ว แต่ บางองค์กรยังไม่ได้รับเอกสารแจ้งการถอนตัวอย่างเป็นทางการ จากการรายงานของสหประชาชาติ

ดังนั้น ยังไม่ใช่ทุกการถอนตัวจะมีผลทันที ในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศโดยอัตโนมัติ ขึ้นกับระเบียบของแต่ละองค์กร และในหลายกรณียังคงอยู่ในช่วงกระบวนการยุติสถานะสมาชิกและหยุดการให้เงินสนับสนุน

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โลก และไทย

การถอนตัวครั้งนี้มีผลกระทบหลายมิติทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค:

 1) เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

  • สหรัฐฯ เป็นผู้ให้เงินสนับสนุนหลักของหลายองค์กรระหว่างประเทศ การถอนตัวและยุติเงินช่วยเหลืออาจ สร้างช่องว่างงบประมาณและขาดแคลนทรัพยากร สำหรับโครงการสำคัญ เช่น การค้าระหว่างประเทศ การพัฒนาแรงงาน และมาตรฐานการผลิต
  • มาตรฐานสากลด้านการค้าและการลงทุนบางส่วนอาจ ขาดการคุมกรอบจากกลไกระหว่างประเทศ ทำให้บริษัทสหรัฐฯ ต้องรับมือกับมาตรฐานต่างประเทศโดยไม่มีอิทธิพลต่อการกำหนดเอง
  • ตลาดทุนและนักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการลงทุนในสหรัฐอเมริกา เพราะความไม่แน่นอนของกฎการค้าระหว่างประเทศและมาตรฐานธุรกิจ

 2) การแก้ปัญหาโลกร้อนและสิ่งแวดล้อม

  • การถอนตัวจาก UNFCCC และ IPCC ซึ่งเป็นรากฐานของความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลก เป็น แรงสั่นสะเทือนใหญ่ที่สุด ในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และผู้นำโลกมองว่า “ทำให้ข้อตกลงสากลอ่อนแอลงมาก”
  • การถอนตัวของประเทศเศรษฐกิจใหญ่เช่นสหรัฐฯ อาจเป็น “ข้อแก้ตัว” ให้ประเทศอื่น ๆ ชะลอความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 3) การเมืองระหว่างประเทศและความร่วมมือระดับภูมิภาค

  • การถอนตัวครั้งนี้สะท้อน การลดบทบาทของสหรัฐฯ ในการกำหนดกฎระเบียบโลก และเปิดช่องให้ จีนและสหภาพยุโรป ขยายอิทธิพลในเวทีพหุภาคี
  • โลกอาจเห็น การจัดระเบียบทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ โดยสมาชิกกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและพันธมิตรรายอื่น ๆ ตอบสนองโดยสร้างกลไกของตนเองหรือขยายขอบเขตความร่วมมือในกลุ่มอื่น ๆ เช่น G20, CPTPP หรือ ASEAN+Frameworks

4) ผลกระทบต่อไทยและอาเซียน

สำหรับไทยและอาเซียน:

  • ไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากการถอนตัวของ UNCTAD และ ESCAP (ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ) เพราะเป็นเวทีสำคัญสำหรับการวิเคราะห์นโยบายการค้า การพัฒนา และเศรษฐกิจในภูมิภาค
  • ความร่วมมือด้าน การค้าเสรี การพัฒนาแรงงาน และมาตรฐานสินค้า อาจต้องกลับมาทบทวนกลไกระดับภูมิภาคหรือ bilateral
  • ในด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงานสะอาด ไทยอาจต้องเสริมสร้างความร่วมมือทางภูมิภาค หรือร่วมกับสหภาพยุโรป จีน และญี่ปุ่นในเวทีอื่น ๆ เพื่อไม่ให้สูญเสียโอกาสในตลาดพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว
  •  แนวโน้มอนาคต: โลกหลังการถอนตัว

ภาพรวมอนาคตอาจเป็นดังนี้:

1) “ยุคที่สองของการจัดระเบียบโลก” โลกกำลังเข้าสู่ ยุคที่สองของระเบียบโลก (World Order 2.0)
ด้วย:

  • สหรัฐฯ ลดการมีส่วนร่วมในโครงสร้างเวทีพหุภาคีแบบเดิม
  • จีน และสหภาพยุโรป ผลักดันมาตรฐานร่วมกัน
  • ประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น เช่น อินเดีย บราซิล ฯลฯ เพิ่มบทบาทในเวทีเฉพาะด้าน

 2) ความร่วมมือด้านภูมิภาคจะเข้มแข็งขึ้น

ภูมิภาคอย่าง ASEAN, APEC และ CPTPP อาจกลายเป็น เวทีหลักสำหรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้า แทนที่องค์กรที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกไป โดยไทยมีโอกาสเป็น ศูนย์กลางของความร่วมมือดังกล่าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 3) ความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศต้องผ่านกลไกใหม่

การแก้ปัญหาโลกร้อนจะต้องเน้น:

  • พันธมิตรทางเศรษฐกิจ เช่น EU-Japan Climate Partnership
  • ความร่วมมือรัฐต่อรัฐ
  • ตลาดเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและ carbon markets ที่ไม่ได้พึ่งพา UNFCCC

 4) ไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไร

เพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ไทยควร:

  1. ขยายความร่วมมือพหุภาคีในภูมิภาค
    • ลงทุนใน ASEAN+ frameworks
    • พันธมิตรทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น EU, India, Japan
  2. เสริมศักยภาพเศรษฐกิจในเวทีโลก
    • ใช้ประโยชน์จาก CPTPP, RCEP
    • พัฒนาเกณฑ์มาตรฐานสินค้าและบริการเองที่สอดคล้องกับตลาดใหญ่
  3. เร่งแผนพลังงานสะอาด
    • เน้นการลงทุนพลังงานหมุนเวียน
    • เสริมสร้างขีดความสามารถด้าน climate technologies
  4. เพิ่มบทบาทในเวทีการกำหนดนโยบายโลก
    • ไทยควรเข้ามามีบทบาทใน UN Bodies ที่ยังคงมีสมาชิกหลากหลาย และเป็นเสียงสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนาและภูมิภาค

การถอนตัวของสหรัฐฯ จาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ เป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลง หลักการของนโยบายต่างประเทศ และ บทบาทของสหรัฐฯ ในโลก โดยมีแรงขับเคลื่อนจากอุดมการณ์ “America First” ที่มองว่าพหุภาคีหลายรูปแบบไม่ได้ตอบโจทย์ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นทันทีทุกแห่ง เพราะยังต้องผ่าน กระบวนการถอนตัวตามเงื่อนไขของแต่ละองค์กร แต่เมื่อทั้งหมดมีผลจะเห็นได้ชัดว่า เวทีพหุภาคีแบบดั้งเดิมกำลังเปลี่ยนแปลง โลกกำลังเข้าสู่สมดุลใหม่ที่มีบทบาทของกลุ่มประเทศและภูมิภาคมากขึ้น และไทยเองต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาโอกาสในการค้า การลงทุน และความร่วมมือระดับนานาชาติ