ลุ้นศาลสูงสหรัฐล้มภาษีทรัมป์ คืนภาษีแสนล้านดอลลาร์ มะกันยังมีอาวุธเล่นงานไทยอีก

11 ม.ค. 2569 | 10:55 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ม.ค. 2569 | 10:57 น.

การรอคอยคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐเกี่ยวกับคดี “ภาษีทรัมป์” ในวันที่ 14 มกราคมนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการลุ้นผลทางกฎหมายเท่านั้น แต่คือการเฝ้ามองจุดเปลี่ยนของนโยบายการค้าโลก

KEY

POINTS

  • ศาลสูงสหรัฐฯ อาจตัดสินให้ยกเลิกภาษีสมัยทรัมป์ ซึ่งจะนำไปสู่การคืนเงินภาษีมูลค่ากว่าแสนล้านดอลลาร์แก่ผู้นำเข้าในสหรัฐฯ และเป็นผลดีทางอ้อมต่อผู้ส่งออกไทย
  • การขอคืนเงินภาษีจะต้องดำเนินการผ่านผู้นำเข้าในสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ส่งออกโดยตรง และเป็นกระบวนการที่อาจมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน
  • แม้ภาษีดังกล่าวจะถูกยกเลิก สหรัฐฯ ยังคงมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น เช่น มาตรา 232 และ 301 ที่สามารถใช้เป็นมาตรการทางการค้ากับไทยได้ในอนาคต

หากศาลตัดสินให้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าหรือภาษีตอบโต้(Reciprocal Tariff) ที่โดนัลด์ ทรัมป์ใช้อำนาจกฎหมายฉุกเฉินประกาศใช้กับทุกประเทศคู่ค้าทั่วโลกซึ่งรวมทั้งไทย ผลสะเทือนจะลามไปตั้งแต่กระทรวงการคลังสหรัฐ ตลาดการเงินโลก ไปจนถึงผู้ส่งออกไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ

หากศาลยกเลิกภาษี: ใครได้คืนเงิน และได้คืนอย่างไร

คำถามแรกที่ภาคธุรกิจทั่วโลกจับตา คือ หากศาลตัดสินว่าภาษีดังกล่าว “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” เงินภาษีที่ถูกจัดเก็บไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือ มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องคืนเงิน แต่ไม่ใช่ในลักษณะ “คืนอัตโนมัติ”

ในทางปฏิบัติ ผู้ที่มีสิทธิเรียกร้องเงินคืนคือ ผู้นำเข้าสินค้าในสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ชำระภาษีให้ศุลกากรสหรัฐโดยตรง ไม่ใช่ผู้ส่งออกจากต่างประเทศโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยจะได้รับผลทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเงินภาษีที่ถูกคืนจะช่วยลดต้นทุนของผู้นำเข้า ทำให้สามารถต่อรองราคา เพิ่มคำสั่งซื้อ หรือขยายสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตจากไทยได้

กระบวนการคืนเงินจะต้องดำเนินผ่านสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) โดยผู้นำเข้าต้องยื่นคำร้องพร้อมเอกสารยืนยันการชำระภาษีในแต่ละรายการนำเข้า ซึ่งหมายความว่าการคืนเงินอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือยาวนานเป็นปี และอาจมีข้อพิพาททางเทคนิคตามมาอีกจำนวนมาก

มูลค่าเงินที่สหรัฐอาจต้องคืน: ใหญ่ระดับเปลี่ยนนโยบายการคลัง

ตัวเลขที่ทำให้คดีนี้ “ใหญ่เกินศาล” คือ มูลค่าภาษีที่สหรัฐจัดเก็บไปแล้ว จากมาตรการที่อาศัยกฎหมายฉุกเฉิน ซึ่งประเมินกันในช่วง 133,000–150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และบางการประเมินชี้ว่าอาจสูงกว่านั้น หากนับรวมผลต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน

หากศาลตัดสินให้ยกเลิกภาษีทั้งหมดหรือบางส่วน กระทรวงการคลังสหรัฐอาจต้องเผชิญกับ “บิลคืนเงิน” ที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การค้า ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาลใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเขียนคำวินิจฉัย และอาจเลือกใช้แนวทางจำกัดอำนาจมากกว่าการล้มทั้งระบบในคราวเดียว

หากภาษีตอบโต้ถูกยกเลิก: สหรัฐยังมีอาวุธทางกฎหมายอะไรอีก

แม้ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่อาศัยกฎหมายฉุกเฉินจะถูกยกเลิกหรือจำกัด แต่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐจะ “หมดเครื่องมือ” ในการขึ้นภาษีนำเข้า ประธานาธิบดีสหรัฐยังสามารถใช้กฎหมายอื่นได้ โดยเฉพาะกฎหมายที่ถูกใช้งานมาแล้วในอดีต

เครื่องมือสำคัญที่สุดคือ มาตรา 232 แห่งกฎหมาย Trade Expansion Act of 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีขึ้นภาษีหรือจำกัดการนำเข้าสินค้าที่ถูกมองว่า “กระทบความมั่นคงแห่งชาติ” หลังผ่านการสอบสวนของกระทรวงพาณิชย์ กฎหมายนี้เคยถูกใช้กับเหล็กและอะลูมิเนียม และสามารถขยายไปยังสินค้าเฉพาะกลุ่มอื่นได้ แต่ไม่สามารถใช้แบบครอบจักรวาลเหมือนภาษีตอบโต้

อีกเครื่องมือหนึ่งคือ มาตรา 301 แห่ง Trade Act of 1974 ซึ่งใช้ตอบโต้การค้าที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม แม้จะมักใช้กับประเทศเป้าหมายเฉพาะ เช่น จีน แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ยังอยู่ในลิ้นชักนโยบายของสหรัฐ

ไทยเคยเจออะไรมาแล้ว และบทเรียนคืออะไร

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าไทยเคยได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมตามมาตรา 232 ไปจนถึงภาษีตอบโต้ในยุคทรัมป์ ซึ่งบางช่วงทำให้อัตราภาษีสินค้าบางประเภทของไทยพุ่งสูงจนกระทบความสามารถในการแข่งขันทันที

บทเรียนสำคัญคือ ภาษีสหรัฐมักมาในรูปแบบเฉพาะสินค้า ไม่ใช่เฉพาะประเทศ และมักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงหรือความเป็นธรรมทางการค้า มากกว่าประเด็นดุลการค้าเพียงอย่างเดียว

ไทยต้องเตรียมรับมืออย่างไรในระยะถัดไป

ไม่ว่าศาลจะตัดสินออกมาในทิศทางใด ภาคธุรกิจไทยไม่ควรรอผลแล้วค่อยปรับตัว สิ่งที่ควรทำทันทีคือ
หนึ่ง ประสานงานกับผู้นำเข้าในสหรัฐให้เก็บเอกสารการชำระภาษีอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการขอคืนเงินหากศาลเปิดทาง

สอง ติดตามการสอบสวนภายใต้มาตรา 232 อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นความเสี่ยงระยะถัดไปที่อาจเกิดกับสินค้าเฉพาะกลุ่ม

สาม กระจายตลาดและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดการพึ่งพามาตรการภาษีของประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป

บทสรุป คดีภาษีทรัมป์ไม่ใช่จุดจบของสงครามการค้า แต่คือการ “รีเซ็ตกติกา” ว่า ใครมีอำนาจตัดสินนโยบายการค้าในสหรัฐ และจะใช้อำนาจนั้นได้ไกลแค่ไหน สำหรับไทย คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐในครั้งนี้อาจเป็นทั้งโอกาสในการฟื้นการส่งออก และสัญญาณเตือนให้เตรียมรับมือกับเครื่องมือทางการค้ารูปแบบใหม่ที่กำลังจะตามมาอีกหลังภาษีทรัมป์ได้ข้อยุติ