KEY
POINTS
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดในวอชิงตัน ดี.ซี. ชะตากรรมของนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นหัวใจสำคัญของ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย เมื่อศาลฎีกาสหรัฐฯ เตรียมจะออกคำวินิจฉัยครั้งสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าโลกไปตลอดกาล
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งสัญญาณความกังวลอย่างรุนแรงผ่านโซเชียลมีเดีย Truth Social โดยใช้ถ้อยคำที่ดุดันว่า "WE’RE SCREWED" (เราพังแน่) หากศาลฎีกาตัดสินให้ภาษีนำเข้าของเขาเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ทรัมป์เตือนว่าการพ่ายแพ้ในคดีนี้จะนำไปสู่ "ความวุ่นวายอย่างสมบูรณ์" (Complete Mess) ซึ่งจะทำให้ประเทศอ่อนแอและตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินไปอีกหลายปี
เดิมพันครั้งนี้สูงถึงระดับล้านล้านดอลลาร์ หัวใจของความกังวลคือ "ภาระในการคืนเงิน" หากรัฐบาลแพ้คดี อาจต้องคืนเงินภาษีที่เก็บมาได้มากกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 4.5 ล้านล้านบาท) ซึ่งเก็บผ่านกฎหมายอำนาจฉุกเฉินทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (IEEPA)
แต่ทรัมป์มองไปไกลกว่านั้น เขาประเมินว่าหากรวมมูลค่าการลงทุนที่บริษัทต่างๆ จ่ายไปเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ตัวเลขอาจพุ่งสูงถึง "หลายล้านล้านดอลลาร์" ซึ่งเป็นจำนวนที่รัฐบาลแทบจะจ่ายคืนไม่ไหว เขายังกล่าวเสริมว่า ใครก็ตามที่บอกว่าเรื่องนี้จัดการได้ง่ายๆ คือคนที่ไม่เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่ธุรกิจขนาดเล็กและรัฐต่างๆ ยื่นฟ้องว่าทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขต ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าแบบครอบคลุม โดยเฉพาะการอ้างกฎหมายปี 1977 ที่ใช้สำหรับ "ภาวะฉุกเฉินระดับชาติ" มาจัดเก็บภาษี ซึ่งในตัวบทกฎหมายนั้นไม่มีแม้แต่คำว่า "ภาษีนำเข้า" (Tariffs) ปรากฏอยู่เลย
แม้ศาลฎีกาจะมีสัดส่วนผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยมถึง 6 ต่อ 3 แต่ในการไต่สวนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้พิพากษาหลายท่านรวมถึงฝ่ายอนุรักษนิยมเอง ก็ได้แสดงความคลางแคลงใจต่อการใช้อำนาจของทำเนียบขาว
แม้แต่ เอมี โคนีย์ แบร์เรตต์ ผู้พิพากษาที่ทรัมป์เป็นคนแต่งตั้ง ยังยอมรับว่ากระบวนการคืนเงินอาจกลายเป็น "ความวุ่นวายอย่างยิ่ง" ซึ่งเป็นคำเดียวกับที่ทรัมป์นำมาใช้ย้ำเตือน
ในขณะที่ทรัมป์กังวลถึงความมั่นคงของชาติ บริษัทใหญ่อย่าง Costco และธุรกิจอีกจำนวนมากที่ต้องแบกรับต้นทุนภาษีมานานนับปี ต่างเฝ้ารอคำตัดสินด้วยความหวังว่าจะเป็นการปลดล็อกพันธนาการทางการค้า
อย่างไรก็ตาม สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กลับมองต่างมุม โดยเชื่อว่าหากต้องคืนเงินจริง กระทรวงการคลังมีเงินเพียงพอ แต่อาจเป็นเพียงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยที่ผู้บริโภคอาจไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ เลย