ศาลสูงสหรัฐ ชี้ชะตาภาษีทรัมป์ 14 ม.ค. เกมอำนาจการค้าโลกที่ไทยต้องจับตา

11 ม.ค. 2569 | 09:27 น.
อัปเดตล่าสุด :11 ม.ค. 2569 | 09:46 น.

คดีภาษีตอบโต้ของสหรัฐกับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก (Reciprocal Tariff) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา กำลังกลายเป็นหนึ่งในคดีเศรษฐกิจ–การค้าที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ

KEY

POINTS

  • ศาลสูงสุดสหรัฐมีกำหนดตัดสินคดีการใช้กฎหมายฉุกเฉิน (IEEPA) ของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อขึ้นภาษีนำเข้าในวันที่ 14 มกราคม ซึ่งจะชี้ขาดสมดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและสภาคองเกรส
  • คำตัดสินนี้ไม่ใช่แค่เรื่องภาษี แต่เป็นบททดสอบหลักการแบ่งแยกอำนาจ (checks and balances) ซึ่งจะกำหนดทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการค้าโลกในระยะยาว
  • หากศาลตัดสินให้จำกัดหรือยกเลิกภาษี จะส่งผลดีโดยตรงต่อการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดอันดับหนึ่ง โดยจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย

คดีภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกากับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก (Reciprocal Tariff) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐอเมริกา กำลังกลายเป็นหนึ่งในคดีเศรษฐกิจ–การค้าที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในรอบหลายทศวรรษ ไม่เพียงเพราะมูลค่าภาษีที่เกี่ยวข้องสูงนับแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หากแต่ยังเป็นบททดสอบเส้นแบ่งอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับสภาคองเกรส ซึ่งจะกำหนดทิศทางนโยบายการค้าสหรัฐและระบบการค้าโลกในระยะยาว โดยเฉพาะต่อประเทศคู่ค้าอย่างไทยที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง

ภาษีทรัมป์กับกฎหมายฉุกเฉินที่ไม่เคยถูกใช้เช่นนี้มาก่อน

ต้นตอของคดีนี้ย้อนกลับไปยังช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้นโยบายขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกอย่างกว้างขวาง โดยอ้างอำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อให้ประธานาธิบดีสามารถตอบโต้ภัยคุกคามทางเศรษฐกิจจากต่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม กฎหมาย IEEPA ไม่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือ “เก็บภาษีศุลกากรแบบครอบจักรวาล” มาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐ การตัดสินใจดังกล่าวจึงถูกภาคธุรกิจ ผู้นำเข้า และรัฐบาลท้องถิ่นหลายรัฐ มองว่าเป็นการขยายอำนาจฝ่ายบริหารเกินขอบเขต เพราะตามรัฐธรรมนูญ อำนาจในการกำหนดภาษีนำเข้าเป็นอำนาจของ สภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดีฝ่ายเดียว

กลุ่มผู้ฟ้องร้องจึงยื่นคดีต่อศาล โดยชี้ว่าการประกาศภาษีในลักษณะนี้ไม่เข้าข่าย “ภาวะฉุกเฉิน” ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และเป็นการใช้กฎหมายฉุกเฉินเพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการนิติบัญญัติ

เส้นทางคดีสู่ศาลสูงสุด : เมื่อภาษีไม่ใช่แค่เรื่องการค้า

หลังผ่านกระบวนการในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คดีนี้ถูกส่งต่อมายัง ศาลสูงสุดสหรัฐ (ศาลฎีกา) เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจรัฐและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศ

ระหว่างการไต่สวนในช่วงปลายปี 2568 ผู้พิพากษาหลายคนตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า กฎหมาย IEEPA ให้อำนาจฝ่ายบริหารกว้างขนาดนั้นจริงหรือไม่ และหากปล่อยให้ประธานาธิบดีสามารถขึ้นภาษีทั่วโลกได้โดยไม่ผ่านสภาคองเกรส จะเป็นการเปิดช่องให้อำนาจฝ่ายบริหารขยายตัวโดยไร้ขีดจำกัดหรือไม่

คำถามเหล่านี้สะท้อนว่า ศาลมองคดีนี้ไกลกว่าประเด็นการค้า แต่เป็นเรื่องของ หลักการแบ่งแยกอำนาจ (checks and balances) ซึ่งเป็นแกนหลักของระบบการเมืองสหรัฐ

จากคาดหวังคำตัดสินต้นเดือน สู่การเลื่อนเป็น 14 ม.ค. 2569

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวและตลาดการเงินจำนวนมากคาดว่า ศาลสูงสุดอาจออกคำตัดสินในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 อย่างไรก็ตาม ในวันที่ศาลออกคำวินิจฉัยชุดแรกของปี คดีภาษีทรัมป์กลับยังไม่ถูกรวมอยู่ในรายการ

ศาลจึงประกาศเลื่อนการเผยแพร่คำตัดสินออกไปเป็น วันที่ 14 มกราคม 2569 ซึ่งไม่ได้หมายความว่าศาลเปลี่ยนใจหรือเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่สะท้อนถึงความซับซ้อนของคดี และความจำเป็นต้องจัดทำคำวินิจฉัยที่รอบคอบ ครอบคลุมทั้งมิติทางกฎหมาย เศรษฐกิจ และผลกระทบในวงกว้าง

ในแวดวงข่าวศาล การเลื่อนลักษณะนี้มักหมายถึงคดีที่มีความเห็นแตกต่างภายในศาล และอาจมีทั้งคำวินิจฉัยเสียงข้างมากและความเห็นแย้งหลายฉบับ

ศาลอาจ “จำกัดอำนาจ” มากกว่ายกเลิกทั้งระบบ

จากการวิเคราะห์ของนักกฎหมายรัฐธรรมนูญและนักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แนวโน้มที่ศาลจะตัดสินว่า การใช้ IEEPA เพื่อเก็บภาษีทั่วโลก เกินขอบเขตอำนาจ มีค่อนข้างสูง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาหลัก Major Questions Doctrine ที่ศาลใช้บ่อยในช่วงหลัง ซึ่งระบุว่า นโยบายที่มีผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ ต้องได้รับความเห็นชอบอย่างชัดเจนจากสภาคองเกรส

อย่างไรก็ดี ศาลอาจเลือกแนวทางที่ระมัดระวัง ไม่ถึงขั้นล้มมาตรการทั้งหมดในทันที แต่ใช้คำวินิจฉัยเพื่อ “จำกัดกรอบ” การใช้อำนาจของฝ่ายบริหาร และส่งสัญญาณให้สภาคองเกรสเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดนโยบายภาษีในอนาคต

ผลกระทบต่อโลกและไทย: โอกาสและความเสี่ยงในปี 2569

หากศาลตัดสินให้ยกเลิกหรือจำกัดภาษีนำเข้าของทรัมป์ จะช่วยลดแรงตึงเครียดทางการค้าโลก และลดต้นทุนการค้าของประเทศผู้ส่งออกจำนวนมาก โดยเฉพาะในเอเชีย

สำหรับไทย ผลกระทบเชิงบวกจะเห็นได้ชัดในมิติ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคา สินค้าไทยในตลาดสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าอุตสาหกรรมที่เป็นสินค้ากลุ่มหลักที่ไทยส่งออกไปสหรัฐ หากภาษีถูกยกเลิกหรือผ่อนคลาย ต้นทุนสินค้าจะลดลงทันที (จากภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้น 19% มีผลตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา)และเอื้อต่อการฟื้นตัวของการส่งออกไทยในปี 2569

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจยังต้องจับตาความไม่แน่นอนด้านนโยบาย เพราะแม้ศาลจะจำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร แต่สหรัฐอาจหันไปใช้เครื่องมือการค้าอื่นแทน เช่น มาตรการตอบโต้เฉพาะสินค้า หรือการเจรจาเชิงทวิภาคี

คดีภาษีทรัมป์ไม่ใช่เพียงคดีในศาล แต่คือจุดเปลี่ยนของระบบการค้าโลก คำตัดสินในวันที่ 14 มกราคม 2569 จะเป็นสัญญาณสำคัญว่า สหรัฐจะเดินหน้าด้วยนโยบายการค้าที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ฝ่ายบริหาร หรือกลับสู่กรอบการตัดสินใจผ่านสภาคองเกรส

สำหรับไทย คำตัดสินนี้อาจกลายเป็น “แรงหนุน” ต่อการส่งออกในปี 2569 แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเครื่องเตือนว่า โลกการค้ายุคใหม่ยังเต็มไปด้วยความผันผวน ที่ผู้ประกอบการต้องติดตามนโยบายและการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิดมากกว่าที่เคย