thansettakij
รฟท.ชงครม.ใหม่แก้สัญญา 'ไฮสปีด 3 สนามบิน' หลังติดหล่มหลักประกัน 1.6 แสนล้าน

รฟท.ชงครม.ใหม่แก้สัญญา 'ไฮสปีด 3 สนามบิน' หลังติดหล่มหลักประกัน 1.6 แสนล้าน

18 ก.พ. 2569 | 11:00 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.พ. 2569 | 11:05 น.

บอร์ดรฟท.รับทราบแก้สัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน หลังติดหล่มหลักประกัน 1.6 แสนล้านบาท จ่อครม.ใหม่เคาะหลักการฯภายใน มิ ย.นี้ ปักธงเซ็นสัญญา ก.ค.69 เผยแผนจัดซื้อรถจักรบำรุงทาง 23 คัน 2.8 พันล้าน รองรับรถไฟทางคู่สายใหม่

KEY

POINTS

  • รฟท. เตรียมเสนอเรื่องให้ ครม. ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติการแก้ไขสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน
  • ประเด็นหลักที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ คือเรื่องหลักประกันงานโยธามูลค่า 1.6 แสนล้านบาท ที่เอกชนต้องการให้รัฐคืนทันทีหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้น
  • หากไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังโครงการสำคัญอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกัน เช่น สนามบินอู่ตะเภา และรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าการฯ เปิดเผยว่า วันนี้ (18 ก.พ.2569) ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.รับทราบความคืบหน้าการแก้ไขสัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)

ทั้งนี้ในภาพรวมการแก้ไขสัญญาฯ ปัจจุบัน รฟท. ได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เรียบร้อยแล้ว ก่อนส่งไปยังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่อนุมัติหลักการแห้ไขสัญญาฯต่อไป

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเจรจาเงื่อนไขร่างสัญญา เบื้องต้นจากการหารือร่วมกันระหว่าง รฟท., EEC และเอกชนคู่สัญญา เกี่ยวกับข้อคิดเห็นของอัยการสูงสุดทั้ง 18 ข้อ

ทั้งนี้ผลปรากฏว่าเอกชนคู่สัญญา (บริษัทเอเชีย เอราวันจำกัด หรือซีพี) เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐเกือบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงประเด็นเดียวที่ยังต้องรอข้อยุติ คือ เรื่องหลักประกันที่รัฐร่วมลงทุนค่างานโยธาฯ เช่น โครงสร้างพื้นฐาน,ตอม่อ ฯลฯ

ขณะเดียวกันประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการหาข้อยุติกับอัยการสูงสุด คือการที่รัฐกำหนดให้เอกชนต้องวาง หลักประกันงานโยธาเพิ่มเติมมูลค่าประมาณ 160,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาครัฐว่าโครงการจะก่อสร้างใน 5 ปี และทดสอบระบบ 6 เดือน และเปิดให้บริการได้จริงภายในปี 2575 ตามสัญญา

ทั้งนี้ตามขั้นตอนจะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC) พิจารณา ก่อนเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่อนุมัติแก้ไขหลักการภายในเดือนมิ.ย.นี้ เนื่องจากเป็นมีความเกี่ยวข้องกับงบประมาณและพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ

อย่างไรก็ดีหาก ครม. เห็นชอบ จะสามารถดำเนินการลงนามในสัญญาแก้ไขได้ภายในเดือนก.ค.69 จากนั้นจะแจ้งหนังสือให้เริ่มงาน (NTP) ภายในเดือนส.ค.69 และจะเริ่มนับหนึ่งระยะเวลาก่อสร้าง 5 ปี และทดสอบระบบอีก 6 เดือน ภายหลังการออก NTP

ทั้งนี้ในวันที่ลงนามแก้ไขสัญญา โดยเอกชนคู่สัญญา ต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมตามเงื่อนไขใหม่ในรูปแบบสร้างไปจ่ายไป รวม 1.75 แสนล้านบาท ประกอบด้วย หลักประกันที่รัฐร่วมลงทุนค่างานโยธาฯ 1.6 แสนล้านบาท ,ค่าสิทธแอร์พอร์ตลิงก์ 10,671 ล้านบาท และค่าหลักประกันสัญญา 4,500 ล้านบาท

ส่วนเงื่อนไขการคืนเงิน โดยเอกชนขอเจรจาขอถอนหลักประกัน 1.6 แสนล้านบาท ทันที เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงได้จริง ซึ่งเป็นประเด็นที่ รฟท. กำลังส่งคำร้องขอทบทวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หลักประกันหลักของโครงการเดิมมูลค่า 4,500 ล้านบาท จะยังคงอยู่ เพื่อใช้เป็นหลักประกันความเสียหายอื่นๆ ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน

"ประเด็นที่อัยการสูงสุดเคยตั้งข้อสังเกตว่าไม่ควรคืนเงิน 1.6 แสนล้านทันทีนั้น ทาง รฟท. ยืนยันว่ารัฐมีหลักประกันเดิมครอบคลุมอยู่แล้ว และหลักประกันใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจงเพื่อการันตีการก่อสร้างเท่านั้น" นายอนันต์ กล่าว   

อย่างไรก็ดีรฟท. ย้ำว่าหากไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้ จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังโครงการสำคัญอื่นๆ เช่น โครงการสนามบินอู่ตะเภา,โครงการปรับปรุงรันเวย์สนามบิน,โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน โดยเฉพาะช่วง "โครงสร้างโยธาร่วม" (Missing Link) ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ก่อสร้างจำกัดและมีการใช้กำแพงกั้นร่วมกัน หากไม่สร้างพร้อมกันจะทำให้การก่อสร้างในอนาคตทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมรฟท.มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการจัดหารถจักรบำรุงทาง เพื่อนำมาทดแทนรถจักรบำรุงทางเดิมและเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน ให้สอดคล้องกับแผนวิสาหกิจการรถไฟฯ (แผนฟื้นฟู) และภารกิจที่เพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างรถไฟทางคู่และทางสายใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 23 คัน วงเงิน 2,850 ล้านบาท

สำหรับความจำเป็นในการจัดหาครั้งนี้ ปัจจุบัน รฟท. ประสบปัญหาข้อจำกัดด้านเครื่องจักรกลบำรุงทางอย่างมาก เนื่องจากเครื่องจักรหลักที่ใช้งานอยู่ในหน่วยงานบำรุงทางหนักทั่วประเทศ (กรุงเทพ, ตะพานหิน, แก่งคอย, นครราชสีมา, ชุมพร และชุมทางหาดใหญ่)

นอกจากนี้ยังมีสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานมาอย่างยาวนาน โดยมีอายุการใช้งาน 20 - 40 ปี ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานบำรุงรักษาทางลดลง ไม่สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนการซ่อมบำรุงรถจักรสูงขึ้น มีการชำรุดขณะทำงาน

ขณะที่ภาระงานดูแลเส้นทางรถไฟมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากการขยายโครงข่ายทางคู่ จึงจำเป็นต้องเร่งเติมเครื่องจักรใหม่เข้ามาทดแทนทันที เพื่อรักษามาตรฐานด้านการเดินรถให้มีความปลอดภัย

สำหรับการจัดหาเครื่องจักรกลหนักประเภทต่างๆ เพื่อเข้ามาเสริมศักยภาพงานซ่อมบำรุงรักษาทางรถไฟ ได้แก่

1.รถลากจูง (Utility Track Vehicle) จำนวน 10 คัน เพื่อทดแทนรถเก่าสำหรับอัดหิน 6 คัน และรองรับภารกิจใหม่สำหรับหน่วยรถเจียรราง 4 คัน

2.รถอัดหินต่อเนื่อง 32 ใบอัด (Continuous Tamping Machine) จำนวน 4 คัน เพื่อทดแทนรถเดิมที่ใช้งานมากว่า 40 ปี เพิ่มความรวดเร็วจากเดิม 2 เท่า และความแม่นยำในการอัดหินรองทาง  

3.รถเกลี่ยหิน (Ballast Regulator) จำนวน 2 คัน และ รถสั่นหิน (Ballast Stabilizer Machine) จำนวน 5 คัน เข้ามาทดแทนรถเดิมที่สภาพทรุดโทรม เพื่อให้การปรับสภาพหินโรยทางมีความมั่นคงแข็งแรงตามมาตรฐานของการรถไฟฯ และเสริมด้วยการใช้รถสั่นหินในการช่วยให้หินโรยทางมีเสถียรภาพมากขึ้น

4.รถล้างหิน (Ballast Cleaner) จำนวน 2 คัน ทดแทนรถเดิมอายุ 40 ปี โดยรถรุ่นใหม่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถงานทำความสะอาดและคัดแยกหินโรยทางได้ระยะทางมากกว่าเดิมถึง 2 เท่า