

KEY
POINTS
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งทางน้ำและบกเชื่อมโยงอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน (แลนด์บริดจ์) มูลค่าลงทุน 9.97 แสนล้านบาทว่า
ที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เคยมีการศึกษาความคุ้มค่าโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว เบื้องต้นกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้ สนข.ทบทวนผลการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันยังมีการคัดค้านการก่อสร้างโครงการ จากชาวบ้านบางส่วนและพรรคการเมืองใหญ่
อย่างไรก็ดีโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่มีการศึกษามาตั้งแต่ปี 2566 ในยุคพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลกระทรวงคมนาคม และยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลชุดก่อนในช่วงที่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการโรดโชว์แล้ว
“ยืนยันว่า หากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง โครงการ แลนด์บริดจ์ จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการยักษ์ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะการอุ้มโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภาที่ปัจจุบันยังขาดแรงจูงใจในการเดินหน้า” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด แต่ควรมีหน้าที่อำนวยความสะดวกและเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการ โดยสิ่งที่โครงการนี้จะสร้างตามมาคือ อุตสาหกรรมต่อเนื่องขนาดใหญ่ ทั้งสองฝั่งท่าเรือ (ชุมพร-ระนอง) ซึ่งครอบคลุมระบบซัพพลายเชน การค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด ไปจนถึงน้ำมันเชื้อเพลิง
นอกจากนี้จากผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มีการคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างอาชีพเพิ่มได้มากถึง 300,000 คน ในพื้นที่สองฝั่งทะเล รวมถึงการเกิดการสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ท่าเรือ
อย่างไรก็ตามฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดระนองจะไม่มีการสร้างโรงกลั่นหรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนฝั่งอ่าวไทยจะขอพิจารณาอีกครั้ง
ส่วนประเด็นที่มีคนคัดค้านในกรณีที่มีการขนถ่ายสินค้า ทำให้เสียเวลานั้น มองว่าปัจจุบันท่าเรือสิงคโปร์ ไม่แตกต่างกัน โดยมีการขนถ่ายลำ (Transshipment) กว่า 90% ซึ่งจุดแข็งของแลนด์บริดจ์ คือ การแก้ปัญหาความแออัดในช่องแคบมะละกา
ทั้งนี้การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะช่วยให้เรือที่มาจากตะวันออกกลางหรือยุโรป สามารถมาจอดที่จังหวัดระนอง สามารถขนถ่ายสินค้าข้ามฝั่ง ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาการเดินทาง 4 วัน จากเดิมที่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกาไปยังสิงคโปร์ เพื่อไปต่อยังมหาสมุทรแปซิฟิก
สำหรับแนวคิดในการคัดเลือกเอกชนผู้เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของสัมปทานและบริหารท่าเรือเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยรูปแบบการลงทุนจะเป็นการเปิดประมูลอย่างเสรี เนื่องจากประเทศไทยไม่มีงบประมาณเพียงพอในการลงทุนเองและต้องการเทคโนโลยี รวมถึงเครือข่ายคู่ค้าของมืออาชีพเหล่านั้น