thansettakij
‘พิพัฒน์’ สั่งทบทวนผลศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ 9.97 แสนล้าน เคลียร์ให้ชัดอีกรอบ

‘พิพัฒน์’ สั่งทบทวนผลศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ 9.97 แสนล้าน เคลียร์ให้ชัดอีกรอบ

09 ม.ค. 2569 | 02:35 น.

‘พิพัฒน์’ สั่ง สนข.ทบทวนผลศึกษาเพิ่มเติม หลังชาวบ้าน-พรรคการเมือง แห่ค้านสร้าง ‘แลนด์บริดจ์’ 9.97 แสนล้าน โต้ขนถ่ายสินค้าเสียเวลา ชี้แก้ความแออัดช่องแคบมะละกาโดยตรง

KEY

POINTS

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม สั่งให้ทบทวนผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มูลค่า 9.97 แสนล้านบาทเพิ่มเติม เนื่องจากยังคงมีเสียงคัดค้าน
  • ชี้จุดแข็งสำคัญของโครงการคือการช่วยร่นระยะเวลาการขนส่งทางเรือได้ 4 วัน โดยเป็นเส้นทางลัดที่ไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาที่แออัด
  • รูปแบบการลงทุนจะเปิดให้เอกชนเข้าร่วมผ่านการประมูล เนื่องจากรัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ และคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงานได้ถึง 300,000 ตำแหน่ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งทางน้ำและบกเชื่อมโยงอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน (แลนด์บริดจ์) มูลค่าลงทุน 9.97 แสนล้านบาทว่า 

ที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เคยมีการศึกษาความคุ้มค่าโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว เบื้องต้นกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้ สนข.ทบทวนผลการศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันยังมีการคัดค้านการก่อสร้างโครงการ จากชาวบ้านบางส่วนและพรรคการเมืองใหญ่ 

อย่างไรก็ดีโครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการที่มีการศึกษามาตั้งแต่ปี 2566 ในยุคพรรคภูมิใจไทยที่ดูแลกระทรวงคมนาคม และยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลชุดก่อนในช่วงที่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการโรดโชว์แล้ว 

“ยืนยันว่า หากพรรคภูมิใจไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง โครงการ แลนด์บริดจ์ จะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการยักษ์ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะการอุ้มโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภาที่ปัจจุบันยังขาดแรงจูงใจในการเดินหน้า” นายพิพัฒน์ กล่าว 

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องลงทุนเองทั้งหมด แต่ควรมีหน้าที่อำนวยความสะดวกและเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินการ โดยสิ่งที่โครงการนี้จะสร้างตามมาคือ อุตสาหกรรมต่อเนื่องขนาดใหญ่ ทั้งสองฝั่งท่าเรือ (ชุมพร-ระนอง) ซึ่งครอบคลุมระบบซัพพลายเชน การค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด ไปจนถึงน้ำมันเชื้อเพลิง

นอกจากนี้จากผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มีการคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างอาชีพเพิ่มได้มากถึง 300,000 คน ในพื้นที่สองฝั่งทะเล รวมถึงการเกิดการสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ท่าเรือ

อย่างไรก็ตามฝั่งทะเลอันดามัน จังหวัดระนองจะไม่มีการสร้างโรงกลั่นหรืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ส่วนฝั่งอ่าวไทยจะขอพิจารณาอีกครั้ง

ส่วนประเด็นที่มีคนคัดค้านในกรณีที่มีการขนถ่ายสินค้า ทำให้เสียเวลานั้น มองว่าปัจจุบันท่าเรือสิงคโปร์ ไม่แตกต่างกัน โดยมีการขนถ่ายลำ (Transshipment) กว่า 90% ซึ่งจุดแข็งของแลนด์บริดจ์ คือ การแก้ปัญหาความแออัดในช่องแคบมะละกา 

ทั้งนี้การขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์จะช่วยให้เรือที่มาจากตะวันออกกลางหรือยุโรป สามารถมาจอดที่จังหวัดระนอง สามารถขนถ่ายสินค้าข้ามฝั่ง ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาการเดินทาง 4 วัน จากเดิมที่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกาไปยังสิงคโปร์ เพื่อไปต่อยังมหาสมุทรแปซิฟิก 

สำหรับแนวคิดในการคัดเลือกเอกชนผู้เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของสัมปทานและบริหารท่าเรือเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยรูปแบบการลงทุนจะเป็นการเปิดประมูลอย่างเสรี เนื่องจากประเทศไทยไม่มีงบประมาณเพียงพอในการลงทุนเองและต้องการเทคโนโลยี รวมถึงเครือข่ายคู่ค้าของมืออาชีพเหล่านั้น