
หอการค้าแนะรัฐรื้อระบบช่วยเฉพาะกลุ่ม-เพิ่มคลังสำรอง ทางรอดวิกฤตน้ำมันโลก
หอการค้าจี้รัฐเร่งรื้อระบบอุ้มพลังงาน ชงโมเดลช่วยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง-ขนส่ง พร้อมแนะเร่งเพิ่มคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ กู้วิกฤตราคาพุ่งยาว
KEY
POINTS
- หอการค้าไทยเตือนว่าไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำลายโครงสร้างพื้นฐานและอาจกระทบการขนส่งน้ำมันมายังเอเชียที่พึ่งพาสูง
- เรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำ "แผนฉุกเฉินด้านพลังงาน" อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความมั่นคง จัดการปริมาณสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ที่ลดน้อยลง และเตรียมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน
- เสนอให้ยกเลิกนโยบายราคาเดียวและใช้การ "อุดหนุนแบบเจาะจง" (Targeted Subsidy) สำหรับกลุ่มเปราะบางและธุรกิจที่จำเป็น เพื่อควบคุมค่าครองชีพและแก้ปัญหาน้ำมันเถื่อน
นาย สุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวผ่านเวทีเสวนา "The Big issue new solutions ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน" จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญด้านพลังงาน 2 เรื่อง คือ “น้ำมันแพง น้ำมันพอ” และ “น้ำมันเถื่อน” ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังสร้างความเสี่ยงต่อระบบพลังงานโลกอย่างต่อเนื่อง
โดยมองว่าประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันจะปรับขึ้นหรือลง แต่คือประเทศไทยจะบริหาร “ความมั่นคงด้านพลังงาน” อย่างไร หากเกิดเหตุการณ์รุนแรงหรือการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลกด้านพลังงาน
ชี้สงครามดันต้นทุนพลังงานพุ่งต่อเนื่อง
นายสุรงค์ ระบุว่า แม้บางเส้นทางเดินเรือจะเริ่มกลับมาเปิดใช้งาน แต่ยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งทุ่นระเบิดและภัยคุกคามทางทหาร ส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันเรือ ค่าขนส่ง และต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการจัดเก็บค่าผ่านทางขนส่งน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งในอดีตเคยกำหนดไว้ราว 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ต่อเรือหนึ่งลำ และอาจถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางจำนวนมากได้รับความเสียหายจากสงคราม โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมันอย่างน้อย 12 แห่ง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ที่เสียหายราว 20% และอาจต้องใช้เวลาฟื้นฟูนาน 4-5 ปี
ขณะเดียวกันบริษัทพลังงานระดับโลกอย่าง Chevron Corporation ประเมินว่า หลุมผลิตน้ำมันบางแห่งอาจไม่สามารถกลับมาผลิตได้เต็มประสิทธิภาพหลังหยุดดำเนินการในช่วงสงคราม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านปริมาณน้ำมันในตลาดโลก
เตือนเอเชียรับผลกระทบหนัก ไทยต้องเร่งสร้างคลังสำรอง
นายสุรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันน้ำมันกว่า 80% ที่ส่งออกจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซถูกส่งมายังเอเชีย ดังนั้นหากเกิดการหยุดชะงักในการขนส่ง ประเทศในเอเชียรวมถึงไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะระบบพลังงานของไทยยังพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก
พร้อมเสนอว่า ไทยต้องเร่งจัดทำ “แผนฉุกเฉินด้านพลังงาน” และเพิ่มศักยภาพ Strategic Reserve หรือคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อรองรับวิกฤตในอนาคต หลังหลายประเทศทั่วโลกเริ่มดึงน้ำมันสำรองออกมาใช้ต่อเนื่องจนปริมาณสำรองลดลง
เสนอ Targeted Subsidy ดูแลเฉพาะกลุ่มจำเป็น
นายสุรงค์ มองว่า การบริหารพลังงานในระยะต่อไป ต้องคำนึงทั้งเรื่อง “ความเพียงพอ” และ “ความสามารถในการเข้าถึง” โดยภาครัฐควรกำหนดแนวทางดูแลพลังงานแยกตามกลุ่มผู้ใช้อย่างชัดเจน ทั้งภาคความมั่นคง กลุ่มเปราะบาง และธุรกิจใน Supply Chain สำคัญ เช่น ภาคโลจิสติกส์ ที่มีต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลัก
พร้อมเสนอให้ใช้แนวทาง “Targeted Subsidy” หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม แทนการตรึงราคาพลังงานทั้งระบบ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและป้องกันไม่ให้ต้นทุนสินค้าปรับตัวสูงเกินไปในช่วงวิกฤตพลังงาน
“ในอนาคตประเทศไทยอาจไม่สามารถใช้ราคาพลังงานแบบราคาเดียวได้อีกต่อไป แต่ควรช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นจริง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและลดภาระงบประมาณของประเทศ”
ชี้ปัญหา “น้ำมันเถื่อน” สะท้อนความต่างราคา
สำหรับปัญหาน้ำมันเถื่อน นายสุรงค์ ระบุว่า มีทั้งรูปแบบการหลีกเลี่ยงภาษี และการไหลของน้ำมันตามกลไกราคา โดยหลักการคือ “น้ำมันราคาถูกจะไหลไปหาราคาที่แพงกว่า”
หากราคาน้ำมันไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน น้ำมันเถื่อนจะไหลเข้ามาไทย แต่หากราคาน้ำมันไทยต่ำกว่า ก็จะเกิดการไหลออกนอกประเทศ ซึ่งสะท้อนผ่านพฤติกรรมบริเวณชายแดน เช่น ด่านสะเดา ที่รถจากมาเลเซียเข้ามาเติมน้ำมันฝั่งไทยก่อนเดินทางกลับ
โดยยกตัวอย่างว่า สิงคโปร์มีมาตรการควบคุมปัญหาดังกล่าวมานานแล้ว ด้วยการกำหนดให้รถที่จะเดินทางออกจากประเทศไปยังรัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย ต้องมีน้ำมันเหลือในถังไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 เพื่อป้องกันการไหลออกของน้ำมันราคาถูก
นายสุรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงาน โดยเฉพาะการเปิดเสรีการค้าน้ำมัน เพื่อให้กลไกราคาสอดคล้องกับตลาดโลกและเกิดความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเสนอให้ใช้นโยบายสนับสนุนแบบเฉพาะกลุ่ม หรือ Target Subsidy เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่มีความจำเป็น อันจะช่วยรักษาต้นทุนสินค้าและเสถียรภาพด้านราคาของประเทศในระยะยาว







