thansettakij
thansettakij
SCG อัด 3 หมื่นล้าน มุ่งลดต้นทุน-ใช้พลังงานทางเลือก รับมือความผันผวนโลก

SCG อัด 3 หมื่นล้าน มุ่งลดต้นทุน-ใช้พลังงานทางเลือก รับมือความผันผวนโลก

16 พ.ค. 69 | 08:33 น.
อัปเดตล่าสุด :16 พ.ค. 69 | 08:34 น.

เอสซีจี กางแผนปี 2569 ทุ่มงบลงทุน 30,000 ล้านบาท มุ่งเน้นโครงการประหยัดพลังงานและขยายพอร์ตพลังงานหมุนเวียน รับมือวิกฤตราคาพลังงานโลก พร้อมเดินหน้าตามโรดแมป Net Zero 2050 ชูธุรกิจ Cleanergy เติบโตก้าวกระโดด

KEY

POINTS

  • เอสซีจี (SCG) ตั้งงบลงทุน 30,000 ล้านบาทในปี 2569 เพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
  • จัดสรรงบประมาณสัดส่วนสูงสุด (32%) เพื่อมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • เร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก เช่น เชื้อเพลิงจากขยะและชีวมวล และพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานและแผนการลงทุนเชิงรุกเพื่อสร้างการเติบโตในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความผันผวนสูงว่า ในปี 2569 เอสซีจีได้จัดสรรงบการลงทุนรวม (CAPEX & Investments) ไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจลากยาวและส่งผลให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง

ให้ความสำคัญสูงสุด "บริหารต้นทุน-ประสิทธิภาพการดำเนินงาน"

ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนดังกล่าว เอสซีจีได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยมีสัดส่วนการลงทุนสูงที่สุดถึง 32% ของงบประมาณรวม ผ่านการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ โดยเห็นได้จากปีที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานและการลดต้นทุนในทุกด้าน เพื่อรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน และแรงกดดันด้านการแข่งขันจากสินค้านําข้าวราคาตํ่า บริษัทสามารถลดต้นทุนพลังงานรวมได้กว่า 3,300 ล้านบาท ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้ เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเพิ่มเสถียรภาพด้านต้นทุนในระยะยาว

ทุ่ม 5.4 พันล้าน ลุยโครงการใหม่ขยายกำลังผลิต

นอกจากนี้ ยังมีงบประมาณสำหรับโครงการใหม่ การแก้ไขจุดคอขวดและโครงการขยายกำลังการผลิต(Greenfield & Debottleneck and Expansion) สัดส่วน 28% โครงการเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น การประหยัดพลังงาน การวิจัยและพัฒนา และเทคโนโลยีดิจิทัล (Efficiency projects ex. Energy saving, R&D and Digital) สัดส่วน 12% การลงทุนทั่วไปสัดส่วน 9% และอื่นๆ อีก 19%

SCG อัด 3 หมื่นล้าน มุ่งลดต้นทุน-ใช้พลังงานทางเลือก รับมือความผันผวนโลก

ผ่านการลงทุนในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจ Cement and Green Solutions สัดส่วน 30% ธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) สัดส่วน 25% ธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง (SCGP) สัดส่วน 23% ธุรกิจ Smart Living และการจัดจำหน่าย และค้าปลีก สัดส่วน 1% และธุรกิจเซรามิก (SCGD) สัดส่วน 5% และธุรกิจอื่นๆ อีก 7 % ซึ่งในไตรมาสที่แรกปี 2569 ใช้เงินลงทุนไปแล้วราว 5,482 ล้านบาท

นายธรรมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อราคาและความมั่นคงของแหล่งพลังงาน บริษัทได้มุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน ควบคู่กับการคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก (Alternative Fuel) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนในระยะยาว เช่น การใช้พลังงานชีวมวล วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และ เชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse Derived Fuel หรือ RDF) รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) อย่างยั่งยืน

เป้าหมายเพิ่มใช้เชื้อเพลิงทางเลือก 45% 

โดยในปี 2569 มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels-AF) จากการใช้เชื้อเพลิงขยะ (RDF) และชีวมวลให้ถึง 30 - 45% ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy - RE) ให้แตะระดับ 35 - 40% ภายในปีนี้ ผ่านการขยายโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และการนำความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตมาผลิตไฟฟ้า (Waste Heat Generator)

ทั้งนี้ ในไตรมาสที่แรกปี 2569 เอสซีจีใช้เชื้อเพลิงทางเลือกคิดเป็นสัดส่วน 22.3 % ของพลังงานความร้อนทั้งหมดในทุกธุรกิจ และ 29.97 % สำหรับธุรกิจซีเมนต์ ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันโรงงานปูนซิเมนต์ ที่อำเภอทุ่งสงสามารถใช้เชื้อเพลิงทางเลือกได้ถึง 55% แล้ว

นอกจากนี้ บริษัทยังได้ได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับการเติบโต ได้แก่ สายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid+) เพื่อเตรียมความ พร้อมในการจัดส่งพลังงานสะอาดผ่านระบบ Third-Party Access ของภาครัฐ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่กักเก็บความร้อน (Heat Battery) ที่ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Rondo มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในรูปความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนถึง 2 เท่า และได้มีการติดตั้งใช้งานแล้วที่โรงงาน ปูนซีเมนต์ในจังหวัดสระบุรี

รวมถึงบริษัท ยังให้ความสำคัญกับการรุกธุรกิจพลังงานสะอาด (Clean Energy) ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่มี ศักยภาพการเติบโตสูง โดยไตรมาสแรกปี 2569 มีกําลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งจากพลังงานแสงอาทิตย์รวม 928 เมกะวัตต์ โดยเป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 445 เมกะวัตต์และเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 483 เมกะวัตต์ เติบโตจากปีก่อน 29 %

อีกทั้ง ได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อรองรับการเติบโต ได้แก่ สายส่งอัจฉริยะ (Smart Grid+) เพื่อเตรียมความ พร้อมในการจัดส่งพลังงานสะอาดผ่านระบบ Third-Party Access ของภาครัฐ และร่วมมือกับ กฟผ.ในการพัฒนาระบบพยากรณ์ การผลิตไฟฟ้าที่มีความแม่นยำสูง เพื่อสร้างโซลูชันพลังงานสะอาดที่ครบวงจร โดยบริษัทเชื่อว่า ธุรกิจพลังงานสะอาด จะเป็นหนึ่งในธุรกิจสําคัญของกลุ่มในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า

นายธรรมศักดิ์ กล่าวเสริมอีกว่า นอกจากนี้ เอสซีจีเดินหน้าพัฒนาสินค้าคาร์บอนตํ่าภายใต้ฉลาก Green Choice ให้ความสำคัญกับการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการดำเนินงานตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยเอสซีจีตั้งเป้ารายได้จากสินค้า Green Choice เป็นสัดส่วน 2 ใน 3ของรายได้จากการขายทั้งหมดภายใน ปี2573 ใน ไตรมาสแรกปี 2569 สามารถสร้างรายได้จากสินค้า Green Choice 60,715 ล้านบาทหรือคิดเป็น 49% ของรายได้รวม และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 240,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

ทั้งนี้ เอสซีจีตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 โดยในไตรมาสที่แรก ปี 2569 เอสซีจีมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope1+2) อยู่ที่ 7.41 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเอสซีจี 25% ในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซลง 25% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563