
คิวบา วิกฤต! น้ำมันหมดเกลี้ยงประเทศ ไฟดับ 22 ชม. สหรัฐฯ บีบปฏิรูปแลกเงินช่วย
คิวบาวิกฤตหนักหลังน้ำมันสำรองหมดเกลี้ยง ส่งผลไฟดับทั่วเกาะนาน 20-22 ชม. ต่อวัน ด้านรัฐบาลทรัมป์ยื่นคำขาดเสนอเงินช่วย 100 ล้านดอลลาร์ แลกการเปลี่ยนระบอบการเมืองและเศรษฐกิจท่ามกลางการปิดล้อมอย่างเข้มงวด
KEY
POINTS
- คิวบากำลังเผชิญวิกฤตพลังงานรุนแรงจนน้ำมันเชื้อเพลิงหมดประเทศ ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างนานถึง 22 ชั่วโมงต่อวัน
- สาเหตุหลักของวิกฤตเกิดจากการปิดล้อมทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่สั่งห้ามการขนส่งน้ำมันไปยังคิวบา ทำให้การนำเข้าเชื้อเพลิงหยุดชะงัก
- สหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอช่วยเหลือมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ แต่มีเงื่อนไขว่ารัฐบาลคิวบาต้องยอมปฏิรูปการปกครองตามแนวทางที่สหรัฐฯ กำหนด
- องค์การสหประชาชาติเตือนว่าการปิดล้อมดังกล่าวอาจนำคิวบาไปสู่ภาวะล่มสลายทางมนุษยธรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 10 ล้านคน
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานสถานการณ์ในประเทศคิวบากำลังก้าวเข้าสู่ภาวะล่มสลายทางพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ โดยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของคิวบาออกมายอมรับว่า ขณะนี้ประเทศ "ไม่มีน้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลสำรองเหลืออยู่เลย"
วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติอยู่ในสถานะ "วิกฤต" และทำให้ประชาชนในกรุงฮาวานาและพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไฟดับต่อเนื่องยาวนานถึง 20-22 ชั่วโมงต่อวัน
โครงสร้างพลังงานที่เปราะบางและการปิดล้อมจากสหรัฐฯ ปัจจุบันคิวบาสามารถผลิตน้ำมันดิบได้เองเพียงประมาณ 40,000 บาร์เรลต่อวัน แต่มีความต้องการใช้จริงสูงถึง 90,000 ถึง 110,000 บาร์เรลต่อวัน ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างมหาศาล
อย่างไรก็ตาม การนำเข้าได้หยุดชะงักลงเกือบทั้งหมดจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจและการขนส่งน้ำมันตั้งแต่วันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา
โดยมีการขู่คว่ำบาตรและเรียกเก็บภาษีกับประเทศใดก็ตามที่ส่งน้ำมันให้คิวบา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพันธมิตรหลักอย่างเวเนซุเอลาและเม็กซิโก
ข้อเสนอ 100 ล้านดอลลาร์: ความช่วยเหลือที่มาพร้อมเงื่อนไข ในท่ามกลางวิกฤตที่ประชาชนต้องอดอยากและบริการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาลและการขนส่งต้องหยุดชะงัก กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ประกาศเสนอเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจำนวน 100 ล้านดอลลาร์ ให้แก่ชาวคิวบา
แต่เงินจำนวนนี้มาพร้อมกับ "ข้อผูกมัด" สำคัญคือ รัฐบาลคอมมิวนิสต์คิวบาต้องยอมตกลงที่จะ "ปฏิรูปอย่างมีความหมาย" ตามแนวทางที่สหรัฐฯ กำหนด
โดยสหรัฐฯ ระบุว่าหากคิวบายอมรับ เงื่อนไขเงินดังกล่าวจะถูกส่งผ่านองค์กรอิสระและคริสตจักรคาทอลิกแทนการผ่านมือรัฐบาล
พลังงานทางเลือกที่ไม่ช่วยตอบโจทย์ แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คิวบาจะมีการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ไปแล้วกว่า 1,300 เมกะวัตต์ แต่ความไม่เสถียรของระบบโครงข่ายไฟฟ้าจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงหลัก ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลงอย่างมาก
อีกทั้งการขาดแคลนแบตเตอรี่ราคาแพงเพื่อจัดเก็บพลังงานไว้ใช้ในช่วงกลางคืนที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ยิ่งทำให้พลังงานทางเลือกไม่สามารถช่วยบรรเทาวิกฤตในครั้งนี้ได้
อนาคตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าคิวบาจะเป็นเป้าหมายถัดไปสำหรับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง โดยระบุว่าคิวบากำลังอยู่ใน "ช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิตในแบบเดิม"
ขณะที่องค์การสหประชาชาติได้ออกมาเตือนว่าการปิดล้อมน้ำมันครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และกำลังนำคิวบาไปสู่ภาวะ "การล่มสลายทางมนุษยธรรม" ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานทั้งด้านอาหาร การศึกษา และสาธารณสุขของประชาชนกว่า 10 ล้านคนบนเกาะแห่งนี้







