
‘ปกรณ์’ รื้อกฎหมายรองอีก 40 ฉบับ ปลดล็อกธุรกิจ ยกเครื่องระบบราชการไร้เทา
รองนายกฯ 'ปกรณ์' กางบัญชีรื้อกฎหมายรอง 40 ฉบับ รื้อกระบวนงาน ดึงเทคโนโลยี แก้กฎลดดุลพินิจ ล้างต้นตอทุจริต ขณะที่ กกร. เตรียมส่งชุดกฎหมายเสนอรัฐอีก 100 เรื่อง ปลดล็อกทำธุรกิจสะดวก
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมแก้ไขกฎหมายลำดับรองกว่า 40 ฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อปลดล็อกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- ประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา เน้นการยกเครื่องระบบราชการ 3 ด้าน คือ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน, นำเทคโนโลยีมาใช้ และแก้ไขกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจและช่องทางทุจริต
- เอกชนเตรียมเสนอกฎหมายรองอื่น ๆ ให้กับรัฐบาลอีกประมาณ 100 เรื่อง กางเป้าหมายการทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ลดการทุจริตที่ต้นตอ
30 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานประกาศเจตนารมณ์ร่วมขับเคลื่อนโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา “Shift for Transparency: มองให้ไกล เปลี่ยนให้ทัน สร้างรัฐโปร่งใส” ว่า ขณะนี้มีกฎหมายลำดับรองที่รัฐบาลเตรียมปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจกว่า 40 เรื่อง คาดว่าจะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
“รัฐบาลได้เปิดช่องทางให้ภาครัฐและเอกชนทำงานร่วมกันผ่าน กกร. และองค์กรภาคเอกชน โดยมองว่าเอกชนเป็นผู้ประสบภัย จากการทำงานของภาครัฐ จึงขอให้เอกชนจัดทำลิสต์มาว่าท่านประสบภัยในเรื่องอะไรบ้าง รัฐจะช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องอะไรได้บ้าง ตอนนี้เรามีบัญชียี่ต๊อกประมาณกว่า 40 เรื่องที่เตรียมปลดล็อกให้เอกชน ซึ่งเราเชื่อว่ามันจะสร้างความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น” นายปกรณ์ ระบุ
นายปกรณ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลอย่างหนึ่ง คือการทบทวนกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายลำดับรอง ทั้งพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับต่าง ๆ ซึ่งใช้มานานมาก และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้คือการทำให้พี่น้องประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ลดการทุจริตที่ต้นตอ เพราะไม่อย่างนั้นทุกคนก็จะบอกว่า กฎหมายเขียนอย่างนี้ ทุกคนรู้ว่ากฎหมายเขียนอย่างนี้ และสร้างปัญหานี้ และทำไมไม่แก้
สำหรับจุดเน้นแรก รัฐบาลได้เร่งการการปัญหาด้วยการ Re-process คือปรับปรุงกระบวนการทำงาน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดและเป็นเป้าหมายของโครงการ ยกตัวอย่างกรมสรรพากรที่ลดระยะเวลาคืนภาษีนิติบุคคลจาก 100 วัน เหลือ 5 วัน พร้อมชี้ว่าหากคิดที่ดอกเบี้ย 5% ของเงินคืนภาษี 1 หมื่นล้านบาท จะเห็นต้นทุนที่เอกชนแบกรับ ยังไม่นับความเสียหายจากการทุจริต ซึ่งเมื่อนำระบบเข้ามาใช้ การทุจริตส่วนนี้ก็หมดไป
"ในเชิงตัวเลขดูเหมือนไม่มีอะไร คือลดเวลาทำงานได้ 95 วันราชการ แต่ถ้ามองในมุมของเอกชน 95 วัน นี่คือวันที่ดอกเบี้ยมันเดินทุกวัน เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถลดระยะเวลาในการคืนเงินได้อย่างถูกต้องและตรงไปตรงมา มันจะทำให้เขามีสภาพคล่องในการประกอบธุรกิจได้มากขึ้น ลดภาระทางด้านต้นทุนของเขาได้มากขึ้น เขาจะมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น โดยมอบหมายให้ทางสำนักงาน ก.พ.ร. ไปทำตัวเลขออกมาว่าช่วยแล้วจะลดการสูญเสียได้มากแค่ไหน" นายปกรณ์ กล่าว
จุดเน้นที่สองคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้มากที่สุด ซึ่งรองนายกฯ ระบุว่าไม่ได้มาแทนคนทั้งหมด แต่เป็นเครื่องมือให้การทำงานเที่ยงตรงขึ้น ลดการใช้ดุลพินิจ และลดภาระประชาชน โดยยกกรณีกรมที่ดินที่เปิดให้ชำระภาษีที่ดินทางออนไลน์ ประชาชนไม่ต้องเดินทางและไม่ต้องเสี่ยงกับการรีดไถ หรือภาษากฎหมายเรียกว่า “ไถยจิต” ขณะที่ข้าราชการเองก็ทำงานได้ตรวจสอบได้ ลดความเสี่ยงถูกดำเนินคดีจากการใช้ดุลพินิจ
จุดเน้นที่สามคือการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจมาก โดยเฉพาะกฎหมายลำดับรอง ตัวอย่างร้านอาหารที่มีดนตรีสดซึ่งเข้าข่ายสถานบริการ แต่กฎหมายลำดับรองกำหนดให้ขออนุญาตได้เพียง 3 พื้นที่ ทำให้ผู้ประกอบอาชีพสุจริตในพื้นที่อื่นผิดกฎหมายทั้งหมด ถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการประกอบอาชีพเกินสมควร
นอกจากนี้ บางกฎยังกำหนดมาตรฐานสูงเกินสภาพการณ์ของประเทศที่ยังต้องพัฒนาเป็นขั้นตอน เมื่อนำมาตรฐานของต่างประเทศมาบังคับใช้ทันที ส่งผลให้ทุกคนกลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย ด้านการป้องกันทุจริต โดยฝากสำนักงาน ป.ป.ท. จัดทำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยช่องทางแจ้งเบาะแส (Whistleblower) ที่ปกปิดตัวตนผู้แจ้งอย่างมีมาตรฐาน และให้กระบวนการสอบสวนทางวินัยมีกำหนดเวลาชัดเจน
รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ที่ป่านมาในช่วงระหว่างการประชุมกับ OECD ที่ประเทศตุรกี เลขาธิการ OGP และเลขาธิการ World Justice Forum ระบุตรงกันว่าในช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมา เห็นพัฒนาการสำคัญของไทยจากความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน ซึ่งเป็นทิศทางที่ดีต่อการแก้ปัญหาทุจริตและปัญหาเชิงโครงสร้าง ขณะที่ความโปร่งใสยังเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ
“เชื่อว่าถ้าไม่ใช่ยุคนี้คงอีกนาน และ ณ วันนั้น ลูกหลานเราจะลำบากมาก เราจะมีเวทีที่ต้องไปยืนอยู่ในโลก เราจะเป็น Second ASEAN หรือ Third ASEAN รับไม่ได้ รัฐบาลรับไม่ได้ ประเทศไทยต้องเป็น First ASEAN เท่านั้น” รองนายกฯ กล่าวทิ้งท้าย
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า เรื่องแก้ไขกฎหมาย ที่ผ่านมารัฐบาลได้ขอให้ภาคเอกชนส่งรายชื่อกฎหมายรองที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และผลักดันออกมาแล้วบางส่วน โดยจากนี้ภาคเอกชนจะมีการเสนอกฎหมายรองอื่น ๆ ให้กับรัฐบาลอีกประมาณ 100 เรื่อง ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูลมาเสนอรัฐบาลต่อไป







