
TDRI ชี้โจทย์ใหญ่บอร์ดประกันสังคม เน้นความโปร่งใส ก่อนขยายสิทธิผู้ประกันตน
นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แนะบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ให้น้ำหนักความโปร่งใสและธรรมาภิบาลเป็นภารกิจแรก เตือนเพิ่มบำนาญ-สวัสดิการต้องประเมินเงินเข้า-ออกระยะยาว เสนอแยกบริหารเงินบำนาญเพิ่มความคล่องตัว พร้อมเร่งเปิดเผยข้อมูลหนี้รัฐบาลและทบทวนงบลงทุนไอที
KEY
POINTS
- TDRI แนะบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลในการบริหารกองทุนเป็นอันดับแรก ก่อนการผลักดันเพิ่มสิทธิประโยชน์
- การเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินบำนาญ หรือเงินสงเคราะห์บุตร จำเป็นต้องประเมินความมั่นคงทางการเงินของกองทุนอย่างรอบคอบ ซึ่งอาจต้องพิจารณาปรับขึ้นเงินสมทบควบคู่กัน
- เสนอทางเลือกปฏิรูปในระยะสั้นโดยการแยกเฉพาะส่วนบริหารเงินบำนาญออกไปให้หน่วยงานเฉพาะทางดูแล เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและผลตอบแทนจากการลงทุน
ผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่อย่างไม่เป็นทางการ ค่อนข้างแน่ชัดว่ากลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าได้รับการเลือกตั้งทั้งฝ่ายตัวแทนนายจ้างและลูกจ้าง ส่งผลให้คะแนนเสียงในบอร์ดประกันสังคมเป็นของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าถึง 2ใน3 ซึ่งนำมาสู่การจับตาว่านโยบายเกี่ยวการปฏิรูประบบประกันสังคมตามที่ได้มีการหาเสียงไว้จะถูกทำมาปฏิบัติได้จริงหรือไม่
"ฐานเศรษฐกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ นายชาคร เลิศนิทัศน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ถึงทิศทางการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมโดยมองว่า ภารกิจสำคัญของคณะกรรมการประกันสังคมชุดใหม่ในช่วงวาระ 2 ปี ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความโปร่งใส และธรรมาภิบาลในการบริหารกองทุนเป็นลำดับแรก มากกว่าการเร่งผลักดันเพิ่มสิทธิประโยชน์เพียงอย่างเดียว เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบการดำเนินงานและมั่นใจได้ว่ากองทุนจะมีความมั่นคงเพียงพอสำหรับการดูแลคนทำงานในระยะยาว
นายชาครกล่าวว่า แนวทางอย่างการถ่ายทอดสดการประชุมบอร์ด การเปิดเผยข้อมูลและมติที่ประชุม การเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน ตลอดจนการตรวจสอบโครงการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสิ่งที่ควรดำเนินการอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือการทำให้แนวทางเหล่านี้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการตรวจสอบการลงทุนและการทบทวนการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งอาจมีความขัดแย้งกับผู้เกี่ยวข้องบางส่วน
เตือนประเมินเงินกองทุน ก่อนเพิ่มสิทธิประโยชน์
นายชาครกล่าวว่า การเพิ่มสิทธิประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเงินสงเคราะห์บุตร สิทธิการลาเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัว หรือการยกระดับเงินบำนาญ จำเป็นต้องมีข้อมูลรองรับทั้งด้านต้นทุนและความสามารถในการจ่ายของกองทุน โดยควรประเมินรายรับ รายจ่าย และแนวโน้มการใช้สิทธิในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อให้เห็นผลกระทบต่อเงินสะสมและความมั่นคงของกองทุนอย่างชัดเจน
สำหรับเงินสงเคราะห์บุตร ต้องพิจารณาว่าเงินสมทบที่จัดสรรเข้าสู่กองทุนส่วนนี้มีเพียงพอต่อจำนวนผู้ใช้สิทธิและภาระค่าใช้จ่ายในอนาคตหรือไม่ ขณะที่การเพิ่มบำนาญต้องประเมินความสามารถในการจ่ายควบคู่กับแนวโน้มประชากรสูงวัย ซึ่งจะทำให้ผู้ประกันตนทยอยเข้าสู่วัยเกษียณมากขึ้น ขณะที่จำนวนแรงงานรุ่นใหม่ที่เข้ามาสมทบอาจลดลง
นายชาครระบุว่า หากต้องการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนจากระดับ 2-3% ไปสู่ 4-5% ตามแนวทางที่มีการพูดถึง ก็ต้องประเมินว่าผลตอบแทนดังกล่าวเพียงพอรองรับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ หากไม่เพียงพอ อาจจำเป็นต้องพิจารณาปรับเพิ่มเงินสมทบควบคู่กันไป
“ถ้าเราอยากให้บำนาญสูงขึ้น อยากให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นในยามเกษียณ เรื่องเงินสมทบในปัจจุบันอาจต้องเพิ่มขึ้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกัน หากพูดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ในระยะยาวกองทุนก็อาจไม่เพียงพอ” นายชาครกล่าว
ทั้งนี้ การพิจารณานโยบายจึงต้องมองให้ครบทั้งเงินสมทบที่ไหลเข้ากองทุน ผลตอบแทนจากการลงทุน และเงินที่ต้องจ่ายออกเป็นสิทธิประโยชน์ เพื่อให้กองทุนสามารถดูแลผู้ประกันตนได้ต่อเนื่องถึงคนรุ่นลูกและรุ่นหลาน
เสนอแยกบริหารเงินบำนาญ
สำหรับแนวคิดแยกสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ ในมุมของนักวิจัยมองว่า มีเหตุผลในแง่การเพิ่มความคล่องตัวด้านการลงทุนและการตัดสินใจ เนื่องจากการบริหารเงินลงทุนต้องสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดและบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ขณะที่กระบวนการกำกับดูแลแบบภาครัฐอาจมีข้อจำกัดบางประการ
อย่างไรก็ตาม การแยกหน่วยงานทั้งระบบยังมีความท้าทาย เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมอยู่ภายใต้โครงสร้างกระทรวงแรงงานและยังได้รับเงินอุดหนุนบางส่วนจากภาครัฐ การปรับโครงสร้างจึงต้องพิจารณาความสัมพันธ์ด้านงบประมาณ อำนาจหน้าที่ และกลไกกำกับดูแลอย่างรอบคอบ
นายชาครเสนอว่า ทางเลือกในระยะสั้นอาจเป็นการแยกเฉพาะส่วนบริหารเงินออมหรือเงินบำนาญออกไปให้หน่วยงานเฉพาะที่มีหน้าที่บริหารเงินลงทุนโดยตรง ขณะที่สำนักงานประกันสังคมยังคงทำหน้าที่รับเงินสมทบและจ่ายสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ ตามโครงสร้างเดิม
แนวทางดังกล่าวอาจช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารเงินลงทุน โดยไม่จำเป็นต้องปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคมทั้งหมดในทันที และลดการสูญเสียโอกาสจากการรอปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน
ขยายประกันสังคมทุกอาชีพ ระบบสมทบต้องชัด
ส่วนข้อเสนอผลักดันพระราชบัญญัติประกันสังคมฉบับใหม่ เพื่อขยายความคุ้มครองไปยังคนทำงานทุกอาชีพ นายชาครมองว่าเป็นทิศทางที่ดี เพราะช่วยลดการตกหล่นจากระบบและทำให้แรงงานเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานมากขึ้น แต่จำเป็นต้องพิจารณาภาพรวมของระบบสวัสดิการประเทศควบคู่กัน
ประเด็นสำคัญคือการกำหนดบทบาทของประกันสังคมให้ชัดเจนเมื่อเทียบกับสวัสดิการอื่น เช่น ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ตลอดจนระบบการออมและสวัสดิการรูปแบบอื่น เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การขยายความคุ้มครองไปยังแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม เช่นไรเดอร์ ยังมีโจทย์ด้านการบังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำงานกับแพลตฟอร์มแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างในระบบปกติ จึงต้องพิจารณาว่าจะกำหนดให้แพลตฟอร์มร่วมสมทบหรือออกแบบกลไกการจ่ายเงินสมทบในรูปแบบใดให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงาน
นายชาครเห็นว่า ผู้ผลักดันกฎหมายจำเป็นต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจน เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสังคม และอธิบายว่าระบบประกันสังคมในอนาคตจะมีรูปแบบอย่างไร รวมถึงเชื่อมโยงกับระบบสวัสดิการอื่นของประเทศอย่างไร
นโยบายทวงหนี้รัฐ
ในประเด็นหนี้เงินสมทบที่รัฐบาลค้างชำระนายชาครเห็นว่า การที่บอร์ดประกันสังคมติดตามให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าการจัดสรรงบประมาณและแผนชำระหนี้ เป็นกระบวนการที่ควรเกิดขึ้นตามปกติ เนื่องจากรัฐบาลมีหน้าที่ร่วมสมทบเงินเข้ากองทุนตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลและติดตามความคืบหน้าไม่ได้หมายความว่าบอร์ดจะสามารถบังคับให้รัฐบาลชำระเงินได้ทันที แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้ผู้แทนผู้ประกันตนสามารถนำข้อมูลมาพูดคุยกับผู้แทนภาครัฐและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง พร้อมผลักดันให้เกิดคำอธิบายที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงยังชำระเงินไม่ครบ และมีแผนจัดการยอดคงค้างอย่างไร
นายชาครกล่าวว่า การเปิดเผยข้อเท็จจริงจะทำให้สาธารณชนติดตามได้ว่าทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่หรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการกำกับดูแลกองทุนขนาดใหญ่ที่มีผู้ประกันตนจำนวนมาก
จับตาลดงบบริหารเหลือ 3% งบไอทีไม่เกิน 300 ล้าน
สำหรับนโยบาย 7 วันแรกของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า โดยเฉพาะการปรับลดกรอบงบบริหารสำนักงานประกันสังคมจาก 10% เหลือ 3% ของรายรับ นายชาครมองว่าเป็นเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้ในเบื้องต้น เนื่องจากรายรับจากเงินสมทบในแต่ละปีอยู่ในระดับสูง จึงควรทบทวนว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารจำเป็นต้องอยู่ในสัดส่วนเดิมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การลดงบประมาณต้องพิจารณาควบคู่กับการปรับโครงสร้างองค์กรและภารกิจ เพื่อให้การใช้จ่ายสอดคล้องกับเป้าหมายการดำเนินงาน ไม่ใช่ลดงบประมาณโดยไม่พิจารณาผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน
ส่วนการลดกรอบงบประมาณด้านไอทีจาก 1,500 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 300 ล้านบาท นายชาครระบุว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดที่มาของตัวเลขเป้าหมายดังกล่าว แต่เห็นด้วยกับทิศทางการใช้ระบบกลางของหน่วยงานภาครัฐและการประสานความร่วมมือ เพื่อลดการลงทุนระบบซ้ำซ้อนและประหยัดงบประมาณ
สุดท้ายนายชาครมองว่า บอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ควรวางแผนการทำงานให้ชัดเจน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้นเร่งสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภายใต้โครงสร้างปัจจุบัน ระยะกลางประเมินความยั่งยืนทางการเงินควบคู่กับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ และระยะยาววางโครงสร้างการปฏิรูปให้ชัดเจน เพื่อให้บอร์ดชุดต่อไปและภาคประชาชนสามารถสานต่อการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง






