thansettakij
thansettakij
‘ปกรณ์’ จี้รื้อโครงสร้างรัฐ-ราชการ ฝากแผน 14 สร้างสมดุลเศรษฐกิจ-สังคม

‘ปกรณ์’ จี้รื้อโครงสร้างรัฐ-ราชการ ฝากแผน 14 สร้างสมดุลเศรษฐกิจ-สังคม

30 ก.ย. 69 | 08:12 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ย. 69 | 08:18 น.

รองนายกฯ ‘ปกรณ์’ ฝากการบ้าน สศช. ปั้นแผน 14 ย้ำสมดุลเศรษฐกิจ-สังคม ดันไทยผงาดเวที OECD ชี้โลกผันผวนหนักเทคโนโลยี-ภูมิอากาศ-การเมือง จี้รื้อกฎหมายรอง 7,600 ฉบับ สกัดงบประจำ 73% พลิกโฉมราชการไทย

KEY

POINTS

  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เสนอให้รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างภาครัฐและระบบราชการ พร้อมปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อเปลี่ยนบทบาทรัฐจากผู้ควบคุมเป็นผู้อำนวยความสะดวก
  • ฝากให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจและสังคม โดยยึดหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนและประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • ตั้งเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายในช่วงแผนฯ 14 เพื่อรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

30 กันยายน 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) เรื่องแผนฯ 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม ว่า รัฐบาลจะเร่งปรับโครงสร้างภาครัฐ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ เช่นเดียวกับระบบงบประมาณใหม่ หากทำสำเร็จโดยปรับโครงสร้างให้เหมาะสมแล้ว จะพิจารณาปรับสวัสดิการ วิธีการจ้าง และค่าตอบแทนให้เป็นไปตามกลไกตลาดต่อไป

พร้อมทั้งผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ภายในช่วงแผนภายใต้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) เพื่อรับมือโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับสังคม บนหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

นายปกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้วิวัฒนาการของโลกแต่เดิมเปลี่ยนแปลงช้ามากคนไทยจึงไม่ค่อยคิดถึงโลกภายนอก แต่ปัจจุบันระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงสั้นลงต่อเนื่องและมีผลกระทบอย่างมาก ตัวอย่างเช่น เรื่อง OECD ที่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2504 และนายกรัฐมนตรีตั้งเป้าให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในแผนฯ 14 แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่าคนไทยไม่รู้จัก OECD และไม่รู้ว่าองค์กรนี้ทำอะไร สะท้อนว่าคนไทยมีความเข้าใจต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกน้อยมาก

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแผลงของโลกที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปี 2568 หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2572 ทุกประเทศจะต้องเผชิญแรงกดดันร่วมกัน เรื่องแรก คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยน และส่งผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่ผ่านมามีการพูดถึงน้อยมาก โดยเฉพาะในมิติด้านสังคม

ต่อมา คือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นทุกวันและจะรุนแรงขึ้น เนื่องจากข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องไม่มีผลบังคับใช้จริง ส่วนเรื่องที่สามคือภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบภูมิเศรษฐศาสตร์ สำหรับประเทศไทย ปัจจัยสำคัญคือสังคมสูงวัย และทั้งหมดนำมาซึ่งความไม่เท่าเทียม จึงอยากให้ทุกคนร่วมคิดว่าจะบรรลุเป้าหมายในการจัดทำแผนได้อย่างไร

“ที่ผ่านมาเวทีเสวนาพูดถึงมิติเศรษฐกิจมาก แต่มิติสังคมได้รับความสนใจน้อย แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จึงต้อง Balance ระหว่างเศรษฐกิจกับสังคมให้ได้ โดยหลักการพัฒนาที่แท้จริงคือการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันมีผู้พูดถึงน้อยมาก และหากคิดถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเน้นความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเป็นหลัก แล้วมองทุกอย่างในภาพรวมอย่างองค์รวม จะตามมาด้วยผลลัพธ์ที่ดี” นายปกรณ์ ระบุ

นายปกรณ์ กล่าวถึงการปรับปรุงข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาว่า เรื่องนี้แบ่งเป็น 2 ส่วนเรื่องแรกคือการปรับโครงสร้างของภาครัฐ โดยประเทศไทยเป็นรัฐที่ควบคุมมาตั้งแต่สมัยดั้งเดิม กฎหมายส่วนใหญ่เป็นการอนุมัติและอนุญาต ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลจึงบรรจุเรื่องการปรับปรุงกฎหมายไว้ในนโยบายให้เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในทุกระดับ

เรื่องที่สองคือโครงสร้าง รัฐบาลต้องการปรับโครงสร้างของรัฐให้มีขนาดที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของเงินและภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ มีการใช้จ่ายตามสมควร เพราะปัจจุบันงบประมาณ 73% ถูกใช้ไปกับงบประจำ หากลดส่วนนี้ได้โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการประชาชน เช่น ระบบ Digital Government และ Open Government เพื่อเปิดเผยข้อมูลและป้องกันการทุจริต

“กฎหมายไทยเปลี่ยนแปลงช้ามาก และระบบกฎหมายยังไม่ทันสมัย ในขณะที่ต่างประเทศเดินมาแล้ว 4 ยุค จากระบบควบคุมสู่การลดกฎระเบียบสู่การออกกฎที่ดีขึ้น และปัจจุบันเป็น Better Regulation for Better Life ซึ่งครอบคลุมถึงความเป็นอยู่ที่ดีไม่ใช่เพียงชีวิตที่ดีเท่านั้น แต่ระบบกฎหมายไทยยังคงเหมือนเดิม” นายปกรณ์ ระบุ

รองนายกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายทันสมัยเฉพาะ ณ เวลาที่ออก แต่พอเวลาผ่านไปและทุกอย่างเปลี่ยนเร็ว กฎหมายก็ไม่ทันสมัยอีกต่อไป อีกทั้งการใช้วิธีตีความไม่ได้ผล ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือแก้กฎหมาย แต่ปัญหามักอยู่ที่รายละเอียด โดยยกสำนวนว่า "นางฟ้าอยู่ในหลักการ ซาตานอยู่ในรายละเอียด" เช่น พ.ร.บ. มักมีหลักการที่ดีมาก แต่กฎกระทรวงที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ เป็นจำนวนมาก ถือเป็นส่วนที่เป็นปัญหา

ล่าสุดรัฐบาลอยู่ระหว่างการทบทวนกฎหมายลำดับรองที่มีอยู่กว่า 7,600 ฉบับให้ทันสมัย พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มีตัวชี้วัดการพัฒนาประสิทธิภาพของราชการในอนาคต ด้วยการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่และการนำเทคโนโลยีมาใช้บริการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความมีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และความตรงเป้า เปรียบเหมือนหมอที่ให้ยาตรงประเด็น

รองนายกฯ กล่าวว่า อยากฝากให้สศช. พิจารณาการจัดทำแผนฯ ฉบับที่ 14 โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจและสังคมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และไม่มุ่งเน้นด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป โดยยึดหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นศูนย์กลาง และสร้างความไว้วางใจระหว่างกันทั้งระหว่างประชาชนกับประชาชน ประชาชนกับธุรกิจ ธุรกิจกับธุรกิจ ประชาชนและธุรกิจกับภาครัฐ ไปจนถึงระหว่างรัฐกับรัฐด้วย