
"ปกรณ์" เคาะแก้กฎหมายรองล็อตใหญ่อีก 42 ฉบับ ปลดล็อคทำธุรกิจสะดวก
รองนายกฯ ปกรณ์ ประชุมร่วมภาคเอกชน รับข้อเสนอคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แก้กฎหมายรองล็อตใหญ่ เพิ่มเติม 42 ฉบับ ปลดล็อคการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ ครอบคลุมหลายประเด็นใหญ่ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
KEY
POINTS
- คณะอนุกรรมการฯ ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน เห็นชอบข้อเสนอของภาคเอกชนในการแก้ไขกฎหมายรอง 42 ฉบับ เพื่อลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ
- การแก้ไขกฎหมายครอบคลุมหลายด้าน เช่น การแสดงฉลากสินค้าด้วย QR Code, กฎหมายสปาเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่ และการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมง
- มีความคืบหน้าในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ เช่น การแก้ไขกฎหมายการนำผ่านสินค้า และการอนุญาตให้ใช้ตู้คอนเทนเนอร์สูงตามมาตรฐานสากล
- ภาคเอกชนประเมินว่าการปลดล็อกกฎหมายเฉพาะด้านการนำผ่านสินค้า จะสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง 42 ฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดําเนินธุรกิจ เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับการปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง 42 ฉบับ ตามข้อเสนอของ กกร. นั้น ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการออกประกาศ อย. เกี่ยวกับการแสดงฉลากสินค้าในรูปแบบ QR Code การทบทวนและปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับกิจการสปาเพื่อรองรับบริการและนวัตกรรมด้านสุขภาพรูปแบบใหม่ และแก้ไขประกาศปรับเปลี่ยนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมงในธุรกิจค้าปลีกร้านอาหาร โรงแรม โดยจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นในขั้นตอนต่อไป
พร้อมกันนี้ที่ประชุมยังรับทราบความคืบหน้าการปรับปรับปรุงกฎหมายยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจำนวน 2 ฉบับ ดังนี้
1.ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการนำผ่าน พ.ศ. .... ในการกำหนดหลักเกณฑ์การผ่านแดนและการถ่ายลำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลดความล่าช้าภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ ช่วยให้การขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 เพื่อรองรับการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ประเภท High Cube เป็น 4.5 เมตร สำหรับตู้ขนาด 40 ฟุต ตามมาตรฐานสากล เพื่อให้การขนส่งสินค้าต่อเนื่องทำได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนตู้ และช่วยในการขนส่งทางถนนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพิ่มความต่อเนื่องของระบบขนส่ง และลดข้อจำกัดระยะเวลาและต้นทุนด้านโลจิสติกส์
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการฯ ได้เร่งพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจตามข้อเสนอของภาคเอกชน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้แก่ภาคเอกชนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยกฎหมายที่มีการปรับปรุงและมีความคืบหน้าการแก้ไขกฎหมายสำคัญที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในระบบกลางเรียบร้อยแล้ว
ตัวอย่างเช่นการผลักดันร่างกฎหมายกลาง (Omnibus Law ) เรื่องการนำผ่านสินค้าฉบับเดียว เพื่อปรับนิยามการนำผ่านให้ตรงตามกฎหมายศุลกากร ซึ่งจะช่วยขจัดความสับสน ลดขั้นตอนการเปิดตู้ตรวจสินค้า และลดระยะเวลาการขนส่งสินค้าผ่านแดน และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่ง ทั้งระบบรางและทางเรืออย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งกฎหมายนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และระเบียบราชการที่ล่าช้า โดยสามารถสนับสนุนการลงทุนและการค้าของภาคเอกชนได้ทันที
นายปกรณ์ กล่าวว่า ในการทำงานได้มีการตั้งมาตรฐานและตัวชี้วัดในการเกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจที่ถือเป็นมาตรฐานใหม่ โดยดึงภาคเอกชนร่วมประเมินผลทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย โดยข้อมูลจากสภาหอการค้าไทย ระบุว่าการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายในชุดแรกเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำผ่านสินค้า จะสามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานให้องค์กรภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย หรือสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ที่จะเสนอเรื่องแก้ไขกฎหมายในอนาคต ต้องจัดทำตัวเลขประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจประกอบการพิจารณาด้วย โดยการปรับปรุงกฎหมายที่มีความคืบหน้าจะเสนอที่ประชุม กรอ.ชุดใหญ่ที่นายกฯ เป็นประธานเห็นชอบ ก่อนเสนอ ครม.พิจารณาต่อไป







