thansettakij
thansettakij
ทำความรู้จัก Bangkok Blueprint พิมพ์เขียวโลกไล่ล่าสแกมเมอร์

ทำความรู้จัก Bangkok Blueprint พิมพ์เขียวโลกไล่ล่าสแกมเมอร์

14 ต.ค. 69 | 10:35 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 10:48 น.

รู้จัก Bangkok Blueprint กรอบความร่วมมือ 12 ข้อของไทย IMF และธนาคารโลก เพื่อสกัดสแกมเมอร์ข้ามชาติ ปิดช่องโหว่ระบบการเงิน และสร้างความเชื่อมั่นบริการดิจิทัล

KEY

POINTS

  • Bangkok Blueprint คือกรอบความร่วมมือระดับนานาชาติที่ IMF และ World Bank Group ผลักดันขึ้น เพื่อเป็นแนวทางให้ประเทศต่างๆ ใช้ป้องกันและรับมือกับภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล หรือสแกมเมอร์
  • ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมทางการเงินที่ข้ามพรมแดน ซึ่งการดำเนินการเพียงประเทศเดียวไม่สามารถติดตามเส้นทางเงินและจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กรอบการทำงานหลักประกอบด้วย 3 ด้าน คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ปลอดภัย, การจัดการและควบคุมความเสี่ยง และการสร้างความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ
  • มีเป้าหมายเพื่อลดความเสียหายจากการหลอกลวง เพิ่มโอกาสในการติดตามเงินคืน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลอย่างปลอดภัย

การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings) ที่กรุงเทพ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยได้เปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services

Bangkok Blueprint คืออะไร และจะช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ได้อย่างไร

Bangkok Blueprint หรือ “พิมพ์เขียวกรุงเทพฯ” คือกรอบแนวทางการดำเนินงานระดับนานาชาติที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) ผลักดันขึ้นมา เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยทุจริตทางการเงินดิจิทัล หรือสแกมเมอร์ที่กำลังสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นทั่วโลก

เป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่าง ปลอดภัย ควบคู่กับการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

อธิบายให้เข้าใจง่าย Bangkok Blueprint เปรียบเสมือน “แผนที่นำทาง” ที่ช่วยให้แต่ละประเทศรู้ว่า ควรวางระบบป้องกันสแกมเมอร์อย่างไร ตั้งแต่การออกกฎหมาย การยืนยันตัวตน การตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ การติดตามเส้นทางเงิน ไปจนถึงการช่วยเหลือผู้เสียหายและการประสานงานกับต่างประเทศ

Bangkok Blueprint  ไม่ใช่กฎหมายที่บังคับใช้เหมือนกันทุกประเทศ แต่เป็นกรอบที่แต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับกฎหมาย ระบบการเงิน และศักยภาพของตนเองได้

ทำไมต้องมี Bangkok Blueprint?

ปัญหาสแกมเมอร์ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่ภายในประเทศเดียว เหยื่ออาจอยู่ในประเทศไทย ขณะที่ผู้หลอกลวงอยู่ต่างประเทศ เงินที่ถูกหลอกไปอาจถูกโอนผ่านบัญชีหลายบัญชี ก่อนถูกส่งต่อไปยังประเทศที่สามหรือเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น ทำให้การติดตามและอายัดเงินต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน การเงินดิจิทัลช่วยให้ประชาชนโอนเงิน ชำระสินค้า และเข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกรวดเร็ว แต่เทคโนโลยีเดียวกันก็เปิดช่องให้มิจฉาชีพใช้หลอกลวงได้รวดเร็วและซับซ้อนขึ้นเช่นกัน หากแต่ละประเทศต่างแก้ปัญหาเฉพาะในเขตอำนาจของตน ก็อาจไม่สามารถติดตามเงินที่เคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างครบวงจร

Bangkok Blueprint จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ มีแนวทางร่วมกัน ลดช่องว่างระหว่างหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและตอบสนองต่ออาชญากรรมทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นพัฒนามาตรการทั้งหมดใหม่ตั้งแต่ต้น

 

 

Bangkok Bluprint

Bangkok Blueprint วาง 5 เสาหลักสำคัญ

  1. การวางรากฐานเชิงยุทธศาสตร์และกฎหมาย เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน 
  2. การเสริมสร้างมาตรการรับมือการฉ้อโกงตลอดวงจร ตั้งแต่การป้องกัน ตรวจจับ ตอบสนองต่อเหตุการณ์ ไปจนถึงการช่วยเหลือผู้เสียหาย 
  3. การใช้ประโยชน์จากกรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นและจัดการธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง 
  4. การขยายความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามพรมแดน 
  5. การส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคและเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบการเงิน เพื่อให้ประชาชนใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ และระบบสามารถรับมือกับภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Bangkok Blueprint มีอะไรบ้าง?

กรอบดังกล่าวประกอบด้วยข้อพิจารณาสำคัญ 12 ประการ ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล

มุ่งสร้างรากฐานระบบการเงินที่ปลอดภัยและประชาชนเข้าถึงได้ โดยผลักดันให้การแก้ปัญหาสแกมเมอร์เป็นวาระสำคัญของประเทศ ปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน และยกระดับระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนดิจิทัล เพื่อป้องกันการสวมรอยและการเปิดบัญชีม้า

2. จัดการและควบคุมความเสี่ยง

มุ่งป้องกันความเสียหายก่อนเกิดเหตุ ตรวจจับธุรกรรมที่ผิดปกติด้วยเทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูล เสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของสถาบันการเงิน รวมถึงพัฒนากระบวนการช่วยเหลือและคืนเงินแก่ผู้เสียหายให้มีความรวดเร็วและเป็นธรรม

3. สร้างระบบนิเวศและความร่วมมือทุกภาคส่วน

ส่งเสริมให้ธนาคาร หน่วยงานกำกับดูแล ตำรวจ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขยายความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างความรู้เท่าทันภัยดิจิทัลให้ประชาชน และออกแบบมาตรการที่รักษาสมดุลระหว่างความปลอดภัยกับการเข้าถึงบริการทางการเงิน

Bangkok Blueprint จะมีประโยชน์อย่างไร?

ประโยชน์สำคัญของ Bangkok Blueprint คือการช่วยให้การจัดการปัญหาสแกมเมอร์เปลี่ยนจากการแก้ไขเป็นรายเหตุหรือรายหน่วยงาน ไปสู่การป้องกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยสามารถอธิบายได้ 4 ด้าน

  1. ลดความเสียหายจากการหลอกลวง: ช่วยให้ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติและสกัดกั้นธุรกรรมต้องสงสัยได้เร็วขึ้น ลดโอกาสที่เงินจะถูกโอนต่อหรือเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศ
  2. เพิ่มโอกาสในการติดตามและคืนเงิน: ส่งเสริมการประสานข้อมูลระหว่างธนาคาร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประเทศต่าง ๆ เพื่อช่วยติดตามเส้นทางเงินและสนับสนุนกระบวนการเยียวยาผู้เสียหาย
  3. เพิ่มความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินดิจิทัล: เมื่อมีมาตรการป้องกันและรับมือที่ชัดเจน ประชาชนก็มีโอกาสใช้บริการทางการเงินดิจิทัลได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
  4. รักษาการเข้าถึงบริการทางการเงิน: การป้องกันสแกมเมอร์ต้องไม่เข้มงวดจนประชาชนทั่วไป ผู้สูงอายุ หรือผู้ประกอบการรายย่อยถูกกีดกันจากบริการทางการเงินที่จำเป็น

ไทยนำแนวคิดไปใช้จริงอย่างไร?

ประเทศไทยมีมาตรการที่สอดคล้องกับแนวทางดังกล่าวหลายด้าน เช่น การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของ Mobile Banking การตรวจสอบและป้องกันบัญชีม้า การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถาบันการเงิน การใช้สายด่วน AOC 1441 เพื่อรับแจ้งเหตุและประสานการระงับธุรกรรม ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่น่าสงสัย

อีกแนวทางสำคัญคือการทำ Connect the Dots หรือเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อค้นหารูปแบบกลโกงและความสัมพันธ์ของธุรกรรมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การขยายผลให้สามารถติดตามเงินข้ามพรมแดนได้ยังต้องอาศัยความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับต่างประเทศเพิ่มเติม

ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการนำไปปฏิบัติจริง

แม้ Bangkok Blueprint จะเป็นกรอบความร่วมมือที่ช่วยกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกัน แต่ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ละประเทศยังต้องนำข้อพิจารณาไปปรับใช้ พัฒนากฎหมายและระบบงานให้เหมาะสม ตลอดจนสร้างกลไกประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด Bangkok Blueprint จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงปราบปรามสแกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ประชาชนเชื่อถือได้และเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง เพราะเมื่ออาชญากรรมทางการเงินสามารถข้ามพรมแดนได้ การป้องกันและรับมือก็จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดนเช่นเดียวกัน