
IMF-ธนาคารโลก-ธปท.เปิด 'Bangkok Blueprint' 5 เสาหลัก สกัดเงินไซเบอร์ข้ามชาติ
IMF ธนาคารโลก และ ธปท. เปิด Bangkok Blueprint กรอบยุทธศาสตร์ระดับโลก 5 เสาหลัก 12 ข้อพิจารณา ผนึกภาครัฐ-เอกชนและความร่วมมือข้ามพรมแดน ป้องกัน ตรวจจับ อายัดเส้นทางเงินแก๊งไซเบอร์ข้ามชาติ
KEY
POINTS
- IMF, ธนาคารโลก และ ธปท. ร่วมกันเปิดตัว "แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ" (Bangkok Blueprint) เพื่อเป็นกรอบยุทธศาสตร์ระดับโลกในการรับมือภัยหลอกลวงทางการเงินทางไซเบอร์ข้ามชาติ
- แผนปฏิบัติการดังกล่าวประกอบด้วย 5 เสาหลัก และ 12 ข้อพิจารณา ที่มุ่งเน้นการป้องกัน ตรวจจับ และอายัดเส้นทางเงินที่มาจากการหลอกลวง
- มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบการเงินดิจิทัล
IMF-กลุ่มธนาคารโลก ผนึก ธปท. เปิดตัว “แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ” (Bangkok Blueprint) กรอบยุทธศาสตร์ระดับโลก 5 เสาหลัก 12 ข้อพิจารณา เร่งยกระดับป้องกัน ตรวจจับ อายัดเส้นทางเงินจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ เชื่อมความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนและข้ามพรมแดน หวังฟื้นความเชื่อมั่นระบบการเงินดิจิทัลทั่วโลก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดตัว “แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ” (Bangkok Blueprint) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ระหว่างการประชุมผู้ว่าการ IMF–WBG ประจำปี 2026 เพื่อวางกรอบการดำเนินงานระดับโลกสำหรับช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ในการป้องกัน ตรวจจับ และรับมือกับภัยคุกคามจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ในบริการทางการเงินดิจิทัลที่ทวีความรุนแรงขึ้น
แผนปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ติดตามและอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวง ตลอดจนยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินดิจิทัล
ภัยหลอกลวงไซเบอร์ขยายตัวเร็ว กระทบความเชื่อมั่นการเงินโลก
รายงานระบุว่า แม้บริการทางการเงินดิจิทัลจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงิน ส่งเสริมนวัตกรรม และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการเงิน แต่การเติบโตดังกล่าวก็มาพร้อมความเสี่ยงจากการหลอกลวงที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว มีขนาดใหญ่ และซับซ้อนมากขึ้น โดยอาศัยโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นช่องทางก่อเหตุ
ภัยคุกคามเหล่านี้ยังเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยองค์การตำรวจสากล (INTERPOL) จัดให้เป็นหนึ่งในภัยคุกคามร้ายแรงระดับโลก ร่วมกับการค้ายาเสพติดและการฟอกเงิน ทำให้การรับมือจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือที่มากกว่าการดำเนินการของประเทศหรือสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่ง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อระบบการเงินดิจิทัลมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น การตอบสนองต่อการหลอกลวงก็จำเป็นต้องเชื่อมโยงกันเช่นกัน โดยแผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือและการดำเนินงานร่วมกันเพื่อคุ้มครองประชาชน
ด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การหลอกลวงทางไซเบอร์กลายเป็นความท้าทายระดับโลกที่ไม่มีประเทศหรือสถาบันใดแก้ไขได้เพียงลำพัง แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ จึงสะท้อนความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือ สร้างความเชื่อมั่น และสนับสนุนอนาคตของการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม
ขณะที่นางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF เน้นย้ำว่า ความไว้วางใจเป็นรากฐานของระบบการเงิน ทุกประเทศจึงต้องร่วมมือกันต่อสู้กับการหลอกลวงทางไซเบอร์ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตและการเข้าถึงบริการทางการเงิน
ส่วนนางอันศุลา กานต์ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า การยกระดับการป้องกันภัยหลอกลวงมีความจำเป็นต่อการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนใช้บริการทางการเงินดิจิทัล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเข้าถึงระบบการเงินในประเทศกำลังพัฒนา
เปิด 5 เสาหลัก 12 ข้อพิจารณา เร่งสกัดเส้นทางเงินมิจฉาชีพ
สาระสำคัญของ Bangkok Blueprint คือการกำหนดข้อพิจารณา 12 ประการ ภายใต้ 5 เสาหลัก เพื่อให้แต่ละประเทศประเมินจุดอ่อนและปรับแนวทางรับมือให้เหมาะสมกับกฎหมาย โครงสร้างสถาบัน และสภาพตลาดของตนเอง โดยเน้นความรับผิดชอบที่ชัดเจน การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างทันท่วงที และการดำเนินงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
เสาหลักที่ 1 การสร้างรากฐานเชิงยุทธศาสตร์และกฎหมาย
ประกอบด้วยการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อป้องกันการหลอกลวงในระบบการเงินดิจิทัล และการพัฒนากฎหมาย กฎเกณฑ์กำกับดูแล ตลอดจนกลไกตรวจสอบให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการกำหนดความรับผิดชอบ การคุ้มครองผู้บริโภค และอำนาจในการอายัดหรือติดตามทรัพย์สินที่ได้จากการหลอกลวง
เสาหลักที่ 2 การยกระดับวงจรการบรรเทาความเสี่ยงจากการหลอกลวง
มุ่งวางมาตรการป้องกันตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน เช่น การยืนยันตัวตนและการคัดกรองธุรกรรมแบบเรียลไทม์ พร้อมส่งเสริมการป้องกันเชิงรุก การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติ และกลไกตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่รวดเร็ว รวมถึงการเยียวยาผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม
เสาหลักที่ 3 การใช้กรอบบริหารความเสี่ยงและการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่
ให้ความสำคัญกับการเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของผู้ให้บริการทางการเงิน การใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML/CFT) เพื่อติดตามธุรกรรมต้องสงสัย ตลอดจนการสืบสวนคดีสำคัญ ปราบปรามองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง
เสาหลักที่ 4 การขยายความร่วมมือภายในประเทศและระหว่างประเทศ
เน้นเชื่อมโยงสถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล โซเชียลมีเดีย และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย พร้อมพัฒนากรอบแลกเปลี่ยนข้อมูลและกลไกอายัดเงินข้ามพรมแดนอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับเครือข่ายมิจฉาชีพที่เคลื่อนย้ายเงินระหว่างประเทศ
เสาหลักที่ 5 การส่งเสริมการคุ้มครองและสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้บริโภค
มุ่งเพิ่มความรู้เท่าทันภัยการเงินดิจิทัล สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิของผู้บริโภค พัฒนาช่องทางแจ้งเหตุที่เข้าถึงง่าย และกำหนดกลไกชดเชยความเสียหายให้มีความชัดเจน
เปิดทางแต่ละประเทศปรับใช้ สร้างระบบการเงินดิจิทัลที่เชื่อถือได้
IMF กลุ่มธนาคารโลก และ ธปท. สนับสนุนให้แต่ละประเทศนำข้อพิจารณาทั้ง 12 ประการไปปรับใช้ตามบริบทของตนเอง โดยให้ความสำคัญกับการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบ การประสานงานที่ทันท่วงที และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถป้องกัน ตรวจจับ ระงับธุรกรรม และติดตามเงินที่ได้จากการหลอกลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ จึงเป็นกรอบความร่วมมือระดับโลกที่มุ่งยกระดับการรับมืออาชญากรรมทางการเงินดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้บริการทางการเงินดิจิทัลสามารถสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินและการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน







