thansettakij
thansettakij
IMF เตือนอาเซียนรับศึกพลังงาน หวั่นวิกฤตยืดเยื้อบั่นทอนฐานะการคลัง

IMF เตือนอาเซียนรับศึกพลังงาน หวั่นวิกฤตยืดเยื้อบั่นทอนฐานะการคลัง

14 ต.ค. 69 | 09:05 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ต.ค. 69 | 09:16 น.

คริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF เตือนวิกฤตพลังงานยืดเยื้อเสี่ยงบั่นทอนฐานะการคลังอาเซียน ชี้ไทย-ฟิลิปปินส์เปราะบางจากการนำเข้าพลังงาน จี้เชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามพรมแดน ดึงเอกชนลงทุนสร้างการเติบโตยั่งยืน

KEY

POINTS

  • IMF เตือนว่าวิกฤตพลังงานเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะสั้นที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างไทยและฟิลิปปินส์
  • วิกฤตที่ยืดเยื้ออาจบั่นทอนสถานะทางการคลังของรัฐบาล ทำให้ความสามารถในการรับมือเหตุฉุกเฉินในอนาคตลดลง
  • IMF เสนอแนะให้อาเซียนรับมือในระยะยาวโดยการพัฒนายุทธศาสตร์พลังงานร่วมกัน เพิ่มการเชื่อมโยงระบบพลังงานในภูมิภาค และส่งเสริมการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน

คริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวในหัวข้อ “ASEAN in a Changing Global Landscape” ว่า อาเซียนเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของทั้ง 11 ประเทศมีมูลค่ารวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีประชากรราว 700 ล้านคน และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่า 4.5% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ส่งผลให้อาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก

อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านที่อาจลดทอนแรงส่งการเติบโต (Momentum) โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานซึ่งเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการบริโภคน้ำมันและก๊าซของภูมิภาคคิดเป็นสัดส่วนราว 7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

คริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

ชี้ไทย-ฟิลิปปินส์เสี่ยงสูงกว่า เตือนวิกฤตยืดเยื้อบีบงบรัฐ

จอร์เจียวาระบุว่า ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยบรูไนและมาเลเซียซึ่งเป็นผู้ส่งออกพลังงานอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศผู้นำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะไทยและฟิลิปปินส์ ทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องออกแบบมาตรการรับมือให้เหมาะสมกับสถานการณ์และข้อจำกัดของตนเอง

นอกจากความเสี่ยงด้านพลังงานแล้ว อาเซียนยังต้องรับมือกับภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน

“เอเชียเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เอเชียสร้างการเติบโตให้กับโลกถึง 2 ใน 3” คริสตาลินา จอร์เจียวากล่าว

พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมา สมาชิกอาเซียนหลายประเทศได้เพิ่มความหลากหลายของแหล่งพลังงาน และนำมาตรการต่าง ๆ มาใช้บรรเทาผลกระทบต่อครัวเรือนจากวิกฤตพลังงานและราคาสินค้า ช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากวิกฤตเกิดขึ้นซ้ำและยืดเยื้อเป็นเวลานาน อาจทำให้กันชนทางการคลัง (Fiscal Buffers) ของรัฐบาลอ่อนแอลง และลดทอนทรัพยากรที่สามารถนำมาใช้รับมือเหตุฉุกเฉินในอนาคต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องวางแผนงบประมาณระยะยาวควบคู่กับมาตรการบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า เพื่อรักษาความสามารถในการรับมือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม

เสนอเชื่อมโยงพลังงานภูมิภาค ดึงเอกชนลงทุนเพิ่มผลิตภาพ

สำหรับแนวทางรับมือในระยะยาว นางจอร์เจียวาเสนอให้อาเซียนพัฒนายุทธศาสตร์พลังงานร่วมกัน โดยเพิ่มการเชื่อมโยงระบบพลังงานระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดน ควบคู่กับการสนับสนุนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม เพื่อสร้างตลาดพลังงานระดับภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ขึ้น และเพิ่มทางเลือกในการจัดหาและใช้พลังงานระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน การเพิ่มบทบาทของภาคเอกชนจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การพัฒนาตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะช่วยสนับสนุนการระดมทุนของภาคเอกชน และเพิ่มโอกาสในการลงทุนเพื่อสร้างผลิตภาพใหม่ให้แก่เศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญต่ออาเซียนในช่วงที่บางประเทศกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

จอร์เจียวาเน้นย้ำว่า การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างมีวินัย ควบคู่กับการขยายการลงทุน เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของอาเซียนให้สามารถเร่งการเติบโตได้ แม้ต้องเผชิญสภาพแวดล้อมโลกที่มีความผันผวนมากขึ้น โดยหากประเทศสมาชิกสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยเปลี่ยนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เป็นการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว และสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกได้ต่อไป