
สแกมเมอร์ดูดเงินโลก 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ไทยผนึก IMF สกัดสแกมเมอร์ข้ามชาติ
สแกมเมอร์ดูดเงินโลก 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ไทยผนึก IMF สกัดสแกมเมอร์ข้ามชาติ สกัดสแกมเมอร์ข้ามชาติ เสียหายทั่วโลก 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
KEY
POINTS
- มูลค่าความเสียหายจากสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ทั่วโลกสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
- ไทยผลักดันกรอบความร่วมมือ “Bangkok Blueprint” ในเวทีประชุม IMF เพื่อผนึกกำลังระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ข้ามชาติ
- แนวทางดังกล่าวเน้นการบูรณาการความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ เพื่อปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพใช้เคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการบรรยายหัวข้อ “Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services” ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ว่า ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการหลอกลวงออนไลน์มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ใช้การส่งอีเมลหลอกลวงในช่วงต้นทศวรรษ 2000 สู่การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างภาพและเสียงปลอม หรือ AI Deepfake เพื่อหลอกลวงเหยื่อ
ปัจจุบัน ความเสียหายจากการฉ้อโกงดิจิทัลทั่วโลกมีการประเมินสูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือคิดเป็นราว 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โลก สะท้อนถึงภัยคุกคามที่ไม่เพียงกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม
ชู Bangkok Blueprint ผนึกกำลังข้ามพรมแดน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญหาสแกมเมอร์มีลักษณะเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเหยื่ออาจอยู่ในประเทศหนึ่ง ผู้กระทำผิดปฏิบัติการจากอีกประเทศหนึ่ง และเงินที่ได้จากการหลอกลวงถูกโอนต่อไปยังประเทศที่สาม แต่การรับมือในปัจจุบันยังจำกัดอยู่ในระดับประเทศและขาดการประสานงานระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มิจฉาชีพสามารถใช้ช่องว่างดังกล่าวก่ออาชญากรรมได้
ประเทศไทยจึงผลักดันกรอบแนวทาง “Bangkok Blueprint” เพื่อสร้างความร่วมมือในการป้องกันและรับมือการฉ้อโกงทางการเงิน โดยมีหลักการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
- บูรณาการความร่วมมือทั้งระบบ เชื่อมโยงผู้ให้บริการทางการเงิน โทรคมนาคม และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อป้องกันการหลอกลวงตั้งแต่ต้นทาง พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามและคืนทรัพย์สินให้ผู้เสียหาย
- สร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ผลักดันให้แต่ละประเทศและองค์กรระหว่างประเทศร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานการทำงาน เพื่อปิดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพใช้เคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดน
- เน้นผลลัพธ์ที่นำไปใช้ได้จริง เปิดทางให้แต่ละประเทศปรับแนวทางให้เหมาะสมกับกฎหมายและศักยภาพของตนเอง พร้อมนำบทเรียนจากการปฏิบัติงานมาพัฒนามาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง
สำหรับตัวอย่างการดำเนินงานของไทย คือโครงการ “Connect the Dots” ที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลการหลอกลวงซึ่งกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์รูปแบบการกระทำผิดได้รวดเร็วขึ้น เพิ่มโอกาสในการป้องกันและจับกุมผู้กระทำผิดตั้งแต่ระยะแรก
ธปท.ชี้ความเสียหายไทยลดต่อเนื่อง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ความเสี่ยงจากการเงินดิจิทัลที่ต้องเร่งรับมือมี 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของการฉ้อโกงและอาชญากรรมดิจิทัล ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และการดำเนินงานจากการเชื่อมโยงของสถาบันการเงินกับผู้ให้บริการเทคโนโลยี ตลอดจนความท้าทายจากการนำ AI และเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในภาคการเงิน ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่ก้าวทันนวัตกรรม
ข้อมูลความเสียหายจากการฉ้อโกงทางการเงินของไทยพบว่า ในปี 2567 มีมูลค่ามากกว่า 43,000 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 32,000 ล้านบาทในปี 2568 และในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ลดลงเหลือกว่า 9,000 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การประสานมาตรการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยลดความเสียหายได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังจำเป็นต้องยกระดับการป้องกันให้ครอบคลุมภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยี AI ทำให้การหลอกลวงมีความแนบเนียนและตรวจจับได้ยากขึ้น
นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. ได้กำหนดวาระการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและครอบคลุม (Safe and Inclusive Digital Finance: SIDF) โดยยึดหลักว่าการพัฒนาการเงินดิจิทัลต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่นของระบบ ทั้งการคุ้มครองผู้ใช้บริการจากการฉ้อโกง การเสริมความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้เทคโนโลยีใหม่อย่างมีความรับผิดชอบ
เร่งสกัดเส้นทางเงินผิดกฎหมาย จับตาถอนสด-ทองคำ-USDT
สำหรับการดำเนินการในประเทศไทย Bangkok Blueprint กำหนดข้อพิจารณา 12 ประการ ภายใต้ 5 เสาหลัก เพื่อใช้เป็นกรอบปฏิบัติในการรับมือการฉ้อโกงทางไซเบอร์ ควบคู่กับการใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งวางรากฐานทางกฎหมายสำหรับการแบ่งปันข้อมูล การแทรกแซงและระงับบัญชีที่เกี่ยวข้องได้รวดเร็วขึ้น ตลอดจนการแบ่งปันความรับผิดชอบระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ยังเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับเส้นทางเงินจากการฉ้อโกง ซึ่งมักถูกเคลื่อนย้ายผ่านบัญชีม้า ก่อนถอนออกมาแปลงเป็นทองคำ เงินตราต่างประเทศ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT
มาตรการที่ดำเนินการครอบคลุมการเพิ่มความเข้มงวดในการรายงานธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงกว่า 5 ล้านบาท และธุรกรรมทองคำมูลค่าสูง รวมถึงการยกระดับการกำกับดูแลธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ USDT
นอกจากนี้ ธปท. และสถาบันการเงินยังร่วมกันกำหนดความคาดหวังและแนวทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาคการเงินไทยถูกใช้เป็นช่องทางสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย ภายใต้กรอบการปกป้องภาคการเงินจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งประกาศเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา
เพื่อสนับสนุนการนำแนวทางไปใช้จริง ธปท. จัดทำเอกสาร “Bangkok Blueprint in Action: ประสบการณ์ระดับภูมิภาคและบทเรียนเชิงนโยบายสำหรับบริการทางการเงินที่ยืดหยุ่นต่อการฉ้อโกง” โดยรวบรวมประสบการณ์จากฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย เพื่อระบุช่องโหว่สำคัญ นำเสนอแนวปฏิบัติที่ดี และเสนอแนวทางเชิงปฏิบัติให้ผู้กำหนดนโยบายสามารถนำไปปรับใช้ในระดับประเทศ
IMF เตือนสแกมเมอร์บั่นทอนความเชื่อมั่นการเงินดิจิทัล
นางคริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า การฉ้อโกงทางไซเบอร์เป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินในระดับประเทศ ภูมิภาค และทั่วโลก เนื่องจากการเงินดิจิทัลกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีความเชื่อมั่นเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบบ
หากประชาชนไม่มั่นใจว่าข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินจะได้รับการคุ้มครองอย่างปลอดภัย อาจทำให้ไม่กล้าใช้บริการดิจิทัล ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการทางการเงิน การประกอบธุรกิจ และการสร้างรายได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการที่พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัล
นางคริสตาลินายังเตือนว่า AI อาจทำให้ภัยคุกคามทางดิจิทัลมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ในฝรั่งเศสที่แฮกเกอร์เจาะระบบควบคุมตู้เย็นในร้านค้าหลายแห่งและปรับอุณหภูมิสูงถึง 15 องศาเซลเซียส จนอาหารเน่าเสียและต้องถูกทิ้ง เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าภัยคุกคามทางดิจิทัลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขโมยเงินหรือข้อมูล แต่สามารถสร้างความเสียหายต่อการดำเนินธุรกิจในโลกจริงได้ด้วย







