
ถอดรหัส IMF-อาเซียน ชูยุทธศาสตร์ฝ่าวิกฤตพลังงาน ปลุกเศรษฐกิจภูมิภาค
ผู้บริหารสถาบันการเงิน-IMF เปิดแนวทางตั้งรับวิกฤตพลังงาน-ความผันผวนทางเศรษฐกิจ เร่งปฏิรูปโครงสร้าง ดึงนวัตกรรม AI ดันอาเซียนสู่ศูนย์กลางการเติบโตของโลก
KEY
POINTS
- IMF เสนอ 4 แนวทางสำคัญให้อาเซียนเพื่อรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การรักษาพื้นที่ทางการคลัง, การเร่งปฏิรูปโครงสร้าง, การส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาค และการกระชับความร่วมมือในมิติต่างๆ
- ความผันผวนของราคาพลังงานเป็นความเสี่ยงหลักและปัจจัยท้าทายสำคัญต่อเศรษฐกิจอาเซียน เนื่องจากภูมิภาคมีการบริโภคน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนที่สูง
- การส่งเสริมการค้าภายในกลุ่มอาเซียนให้มากขึ้น และการพัฒนาความร่วมมือด้านดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายพลังงาน จะช่วยยกระดับ GDP และสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจภูมิภาคเติบโตอย่างยั่งยืน
Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กล่าวเปิดการเสวนาพิเศษในหัวข้อASEAN in a Changing Global Landscape ซึ่งจัดขึ้นโดยมีประเทศไทยเป็นประเทศเจ้าภาพ ว่า ภูมิภาคเอเชียถือเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งในตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา สามารถสร้างการเติบโตคิดเป็นสัดส่วนถึงสองในสามของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในปีนี้ ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม สัดส่วนการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่มาจากเอเชียคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 68
ภาพรวมอาเซียน ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกันกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 11 ประเทศ มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันสูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มีประชากรรวมกันราว 700 ล้านคน และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ 4.5 ต่อปี ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตามท่ามกลางสภาพแวดล้อมภายนอกที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความผันผวนสูง ภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ การปรับโครงสร้างและการจัดระเบียบทางการค้าโลกที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนภัยธรรมชาติและความผันผวนทางภูมิอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญ
IMF เปิด 4 แนวทาง ฝ่าวิกฤตความผันผวน
Kristalina Georgieva ได้เสนอแนวทางปฏิบัติสำคัญ 4 ประการ ประการแรก คือ การรักษาและปกป้องพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) เพื่อให้แต่ละประเทศมีทรัพยากรและกันชนที่เพียงพอเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤต
ประการที่สอง คือการเร่งปฏิรูปโครงสร้างเชิงตลาด โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำ ซึ่งการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเน้นตลาดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาเซียนมีความแข็งแกร่งและคล่องตัวมาโดยตลอด และหากเดินหน้าปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของอาเซียนได้สูงขึ้นถึงร้อยละ 3 ในระยะสั้นถึงระยะกลาง
ประการที่สาม คือ การส่งเสริมและขยายการค้าภายในภูมิภาคให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันการค้าภายในกลุ่มอาเซียนมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 22 ของ GDP ซึ่งยังต่ำกว่าสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 โดยหากอาเซียนยกระดับการค้ากันเองภายในภูมิภาค จะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและดัน GDP ให้เติบโตได้สูงถึงร้อยละ 5 ในระยะยาว ซึ่งเทียบเท่ากับการเพิ่มขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกหนึ่งในสามเข้าสู่กลุ่มอาเซียน
ส่วนประการที่สี่ คือการกระชับความร่วมมือในมิติต่างๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นนอกเหนือจากด้านการค้า โดยเฉพาะความร่วมมือด้านดิจิทัล การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายพลังงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและสร้างความเข้มแข็งให้แก่อาเซียนในการเติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน
ปัจจัยท้าทายความผันผวนของพลังงาน
Krishna Srinivasan Director of the Asia and Pacific Department, IMF กล่าวว่า ปัจจัยท้าทายที่น่ากังวลที่สุดสำหรับอาเซียนในปัจจุบัน คือ สัดส่วนการใช้พลังงาน ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดยภูมิภาคอาเซียนมีการบริโภคน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มประเทศผู้ส่งออกพลังงานอย่างบรูไนและมาเลเซีย กับกลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานอย่างไทยและฟิลิปปินส์ แต่ผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานยังคงเป็นความเสี่ยงหลักที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตามด้านการค้าของอาเซียนกลับมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีเกินคาด แม้จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาที่เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 12.4 ซึ่งต่ำกว่าภูมิภาคอื่น ส่งผลให้การส่งออกทั้งสินค้าเทคโนโลยีและสินค้าทั่วไปยังคงขยายตัวได้ดี
ด้วยเหตุนี้ IMF จึงได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียน เนื่องจากหลายประเทศสามารถปรับตัวรับมือกับช็อกจากภายนอกได้ดี มีการกระจายแหล่งพลังงาน และใช้นโยบายบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ กระนั้นก็ตาม ปัจจัยความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น เอลนีโญ (El Niño) ยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของทั้งอาเซียนและประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
ห่วงจุดอ่อนนโยบายการคลังอาเซียน
Krishna Srinivasan ยังระบุอีกว่า จุดอ่อนทางนโยบายการคลังของอาเซียน โดยพบว่ามาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลในภูมิภาคมากกว่าร้อยละ 50 ในช่วงที่ผ่านมาเป็นการอุดหนุนแบบหว่านค่ายกเว้นและไม่ตรงจุด ซึ่งถือเป็นมาตรการที่มีต้นทุนสูงและขาดประสิทธิภาพในการปกป้องครัวเรือน
ขณะเดียวกันการจัดเก็บรายได้ภาครัฐของอาเซียนยังคงต่ำเกินไป โดยมีสัดส่วนรายได้ภาษีเฉลี่ยเพียงร้อยละ 10 ของ GDP เมื่อเทียบกับประเทศคู่เทียบอื่นที่มีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 15 ของ GDP
ดังนั้นประเทศในภูมิภาคจึงจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการจัดเก็บรายได้ภาครัฐและปรับเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือทางสังคมให้มีความตรงเป้าหมาย เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
Krishna Srinivasan กล่าวต่อว่า ได้ประเมินบทบาทของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ตลอดจนการมองภาพรวมในอีก 5 ปีข้างหน้าของอาเซียน ถึงแม้ภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนจะอยู่ในระดับต่ำแล้ว แต่มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) อาทิ ข้อกำหนดทางกฎหมาย และข้อกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content Requirements) ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ผูกมัดการเติบโต
ที่ผ่านมามีการหารือเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดย IMF พร้อมที่จะใช้นวัตกรรมทางข้อมูลเพื่อผลักดันขอบเขตการดำเนินนโยบายของผู้นำในภูมิภาค และชี้ให้เห็นว่าการรวมตัวทางการเงิน โดยเฉพาะระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและเข้ามาช่วยสนับสนุนการรวมตัวทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ยุทธศาสตร์ ADB รับมือวิกฤตเอชีย
Scott Morris Vice-President, ADB กล่าวว่า การสร้างความยืดหยุ่นได้กลายเป็นหลักการทำงานสำคัญของ ADB แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงความหลากหลายของประเภทวิกฤตและความแตกต่างของแต่ละประเทศในเอเชีย โดยแนวทางในการรับมือต้องดำเนินไปพร้อมกันหลายมิติ ทั้งการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาดหลังยุคโควิด-19 การสร้างกันชนรองรับอุปทานพลังงานในระยะสั้นควบคู่กับการเร่งความมั่นคงทางพลังงานผ่านการลงทุนในพลังงานเร่งด่วนและพลังงานหมุนเวียนในระยะยาว
“การรับมือกับภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและถี่ขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่ง ADB อยู่ระหว่างการผลักดันโครงการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพื่อบรรเทาและป้องกันปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีจำกัด จึงจำเป็นต้องระดมทุนจากภาคเอกชนผ่านเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ควบคู่กับการเร่งส่งเสริมให้แต่ละประเทศพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างแดน” Scott Morris กล่าว
Scott Morris ได้กล่าวถึงบทบาทของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ว่า ADB และธนาคารโลกมีบทบาทอย่างมากในการให้กู้ยืมเพื่อการปรับโครงสร้างนโยบาย (Policy Lending) ในประเทศอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะด้านกฎระเบียบการกำกับดูแลเพื่อความมั่นคง พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการประสานงานระหว่าง ADB ธนาคารโลก และ IMF ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและส่งเสียงด้วยท่าทีเดียวกัน เช่น กรณีการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย หรือโครงการ Danantara ซึ่งเป็นประเด็นที่สถาบันการเงินระหว่างประเทศต้องเข้าไปร่วมสนับสนุนและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด
เร่งปรับตัวเชิงโครงสร้าง รับความท้าทายเศรษฐกิจอาเซียน
Atsushi Mimura Vice-Minister of Finance for International Affairs, Ministry of Finance, Japan กล่าวว่ามุมมองจากประเทศนอกกลุ่มอาเซียนในกรอบอาเซียน+3 โดยแบ่งข้อเสนอแนะออกเป็น 2 ระยะ สำหรับระยะสั้น ทุกประเทศรวมถึงญี่ปุ่นต้องรับมือกับความท้าทายเฉพาะหน้าอย่างราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอัตราเงินเฟ้อ โดยใช้มาตรการแบบ Triple T คือ ตรงจุด (Targeted) เหมาะสมกับสถานการณ์ (Tailored) และเป็นมาตรการชั่วคราว (Temporary)
ส่วนในระยะยาว Atsushi Mimura ได้เสนอแนวคิดการปรับตัวเชิงโครงสร้าง A, B, C, D ได้แก่ Aging (สังคมสูงวัย) โดยประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างไทยและสิงคโปร์ต้องปฏิรูประบบประกันสังคมและกองทุนบำเหน็จบำนาญ
ส่วนประเทศที่มีวัยแรงงานสูงอย่างฟิลิปปินส์ควรมุ่งเน้นการศึกษาและการพัฒนาทักษะ Bipolarization และการแข่งขันทางห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาเซียนได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตแบบ China Plus One โดยเฉพาะไทยและเวียดนาม รวมถึงประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอย่างบรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่ควรรักษาการลงทุนในแร่ธาตุสำคัญและพลังงาน
ด้าน Climate Change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) Atsushi Mimura ได้แสดงความเสียใจต่อผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกรุงเทพมหานคร พร้อมเน้นย้ำความสำคัญของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่ญี่ปุ่นได้ร่วมมือกับธนาคารโลกและ ADB มาอย่างต่อเนื่อง
ด้าน Digitalization (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) ซึ่งอาเซียนต้องลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี AI และนวัตกรรม พร้อมทั้งใช้ประโยชน์จากจุดแข็งในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี เช่น มาเลเซียที่เป็นศูนย์กลางการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก เพื่อเปลี่ยนความท้าทายเชิงโครงสร้างให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ
3 เสาหลัก IMF กับบทบาทญี่ปุ่น
Atsushi Mimura ได้ให้มุมมองต่อบทบาทของ IMF ว่า ควรพิจารณาผ่านเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ การให้กู้ยืม (Lending) การเฝ้าระวังทางเศรษฐกิจ (Surveillance) และการพัฒนาศักยภาพ (Capacity Development) แม้ประเทศในอาเซียนจะไม่เคยขอรับความช่วยเหลือทางการเงินหรือกู้ยืมเงินจาก IMF อีกเลยนับแต่วิกฤตปี 2540
ขณะที่ความร่วมมือในด้านการเฝ้าระวังทางเศรษฐกิจและการพัฒนาศักยภาพกลับมีความก้าวหน้าและแน่นแฟ้นขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้อาเซียนสามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคได้อย่างเข้มแข็ง และกลายเป็นศูนย์กลางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา โดยญี่ปุ่นพร้อมทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างอาเซียนและ IMF ต่อไป
ผ่านโยบาย ACT วิสัยทัศน์อาเซียน 5 ปีข้างหน้า
Yasuto Watanabe Director, AMRO กล่าวว่า ตนได้นำเสนอกรอบแนวคิดทางนโยบาย ACT เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายในภูมิภาคนำไปประยุกต์ใช้ ประกอบด้วย ตัวอักษร A หรือ Agility (ความคล่องตัว) หมายถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินและการคลังให้ทันท่วงทีตามสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ,ตัวอักษร C หรือ Credibility (ความน่าเชื่อถือ) คือ การสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใสกับภาคเอกชนและสาธารณชน เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของนโยบาย
ส่วนตัวอักษร T หรือ Targeted (ความตรงจุด) ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่พื้นที่ทางการคลังมีจำกัด โดยมาตรการช่วยเหลือต้องมุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่เปราะบางเพื่อลดผลกระทบโดยไม่ส่งผลเสียต่อปราการป้องกันวิกฤตในอนาคต
Yasuto Watanabe ได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างยิ่งต่ออนาคตของอาเซียน โดยสรุปนิยามของอาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วยคำ 3 คำ ได้แก่ แข็งแกร่งขึ้น มีภูมิคุ้มกันมากขึ้น และเชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยมองว่าความหลากหลายของอาเซียนไม่ใช่จุดอ่อน แต่เป็นความแข็งแกร่งที่สามารถแปลงเป็นความต้านทานทางเศรษฐกิจได้ผ่านความร่วมมือในภูมิภาค ทั้งนี้ การรวมตัวทางเศรษฐกิจจริงในภาคการผลิตและการค้าขยายตัวลึกซึ้งขึ้น จนภาคธุรกิจในสภาธุรกิจเอเชียตะวันออก (EABC) เริ่มเปลี่ยนคำนิยามสินค้าจากเดิมที่ระบุรายประเทศ มาเป็นคำว่า ผลิตในเอเชียตะวันออก (Made in East Asia)
เปิดทิศทางนโยบายการเงิน AI เชื่อมภูมิภาค
Eli M. Remolona Jr. Governor, Central Bank of the Philippines กล่าวว่า บทบาทหลักของธนาคารกลางในการรักษาเสถียรภาพราคายังคงไม่เปลี่ยนแปลงและมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นท่ามกลางความผันผวน แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป คือ รูปแบบการดำเนินนโยบายการเงินที่หันมาพึ่งพาการวิเคราะห์ฉากทัศน์สมมติ (Scenario Planning) มากขึ้น เช่น การประเมินสถานการณ์กรณีราคาพลังงานสูงหรือต่ำ ตลอดจนการรับมือกับปรากฏการณ์เอลนีโญ
ทั้งนี้ธนาคารกลางได้จัดทำฉากทัศน์ทั้งระดับปกติและระดับรุนแรงเป็นพิเศษ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและภาคเกษตรกรรมที่จะปรากฏชัดเจนในช่วงต้นปีหน้าหรือประมาณเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2570
Eli M. Remolona Jr. ให้ข้อสังเกตถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศในภูมิภาค โดยประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วในอาเซียน+3 เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน มีความก้าวหน้าอย่างมาก ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนยังคงพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนการฝึกฝนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) แต่ยังคงมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีการผลิตชิปประมวลผล
ขณะเดียวกัน Eli M. Remolona Jr. Governor ได้กล่าวถึงการพัฒนาความเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยข้ามพรมแดนอย่างโครงการ Nexus ว่า แม้การผลักดันการรวมตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นเป้าหมายที่ดี แต่การปฏิบัติจริงต้องใช้เวลาและการทำงานหนักนานหลายปี
นอกจากนี้ยังได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงตลาดการเงินในภูมิภาค อันเนื่องมาจากโครงสร้างประชากรที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างกลุ่มเอเชียยุคเก่า (Old Asia) ซึ่งเป็นสังคมสูงวัยที่มีอัตราการออมลดลง กับกลุ่มเอเชียยุคใหม่ (Young Asia) ที่มีประชากรวัยเยาว์และเป็นผู้มีบทบาทหลักในการออมเงินในปัจจุบัน
สร้างตาข่ายความปลอดภัยทางการเงิน สู่มาตรฐาน EU
สำหรับประเด็นความปลอดภัยทางการเงิน Eli M. Remolona Jr. Governor ชี้แจงว่า ธนาคารกลางมีบทบาทหลักในการดูแลตาข่ายความปลอดภัยของระบบธนาคาร ไม่ใช่ตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมสำหรับปัจเจกบุคคล พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าภูมิภาคจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องตาข่ายความปลอดภัยทางการเงินระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินซ้ำรอยวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งปี 2540
อย่างไรก็ดีวิกฤตครั้งนั้นเกิดจากการที่ธนาคารโลกยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์แห่งเอเชียตะวันออก (East Asian Miracle) จนทำให้เกิดเงินทุนไหลเข้ามหาศาล และเตือนว่าสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และธนาคารโลก ไม่ได้ให้ความสนใจต่อความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของวิกฤต (Contagion) ในระดับภูมิภาคมากเท่าที่ควรในช่วงที่ผ่านมา
Eli M. Remolona Jr. Governor ได้แสดงความหวังในเชิงบวกต่อการพัฒนาในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยคาดการณ์ว่า การรวมตัวกันของตลาดการเงินในภูมิภาคอาเซียนจะสามารถยกระดับและพัฒนาไปได้ไกลถึงครึ่งทางเมื่อเทียบกับมาตรฐานเกณฑ์อ้างอิงของสหภาพยุโรป (EU Benchmark) ซึ่งถือเป็นระดับก้าวหน้าที่น่าประทับใจและมีความหมายยิ่งต่อเสถียรภาพทางการเงินของภูมิภาค







