thansettakij
thansettakij
สรุป 5 ประเด็นใหญ่ IMF-ธนาคารโลก 13 ต.ค. 69 ปูทางจับตาเศรษฐกิจโลกพรุ่งนี้

สรุป 5 ประเด็นใหญ่ IMF-ธนาคารโลก 13 ต.ค. 69 ปูทางความเสี่ยงการคลัง-หนี้โลก

13 ต.ค. 69 | 12:00 น.

สรุป 5 เรื่องสำคัญจากเวที IMF-ธนาคารโลก ตั้งแต่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2569 เศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียน ความเสี่ยงตลาดการเงิน วิกฤตค่าครองชีพ แนวทางปลดล็อกสินเชื่อธุรกิจรายย่อย พร้อมปูทางความเสี่ยงการคลัง-หนี้โลก 14 ต.ค. 69

KEY

POINTS

  • IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 3.1% แต่เตือนถึงความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการเติบโตที่ไม่กระจายตัวทั่วถึง
  • เศรษฐกิจไทยถูกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 2.1% แต่ยังคงต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน-5 และเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อที่สูงขึ้น
  • ชี้ความเสี่ยงสำคัญในตลาดการเงินจากสินทรัพย์ AI และหนี้ภาครัฐ พร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ และการใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อปลดล็อกสินเชื่อ SME

การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก วันที่ 13 ตุลาคม 2569 มีประเด็นสำคัญตั้งแต่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เผชิญแรงกดดัน ความเสี่ยงในตลาดการเงิน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ไปจนถึงแนวทางแก้ปัญหาค่าครองชีพและการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย

ขณะที่วันที่ 14 ตุลาคม ยังมีรายงานและกิจกรรมสำคัญที่ต้องติดตาม ทั้งรายงานหนี้สาธารณะและความยั่งยืนทางการคลังของ IMF ตลอดจนแนวทางส่งเสริมการลงทุนในตลาดเกิดใหม่เพื่อสร้างงานของธนาคารโลก

1. IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2569 โต 3.1% เตือนความเสี่ยงยังกดดัน

IMF เผยแพร่รายงาน World Economic Outlook เดือนตุลาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “Resilience Under Strain, Urgent Choices” โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.1% ในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 3.4% ในปี 2570

ตัวเลขคาดการณ์ปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.1 % จากรายงานเดือนกรกฎาคม และอยู่ในระดับเดียวกับรายงานเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม การเติบโตยังไม่กระจายตัวทั่วโลก โดยมีเพียง 32 ประเทศที่คิดเป็นสัดส่วน 95% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก เทียบกับ 54 ประเทศในรายงานเดือนเมษายน ขณะที่ 47% ของประเทศทั่วโลกถูกปรับลดประมาณการเติบโต

IMF ระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ได้รับผลกระทบแตกต่างกันตามการพึ่งพาพลังงานนำเข้า การอยู่ในพื้นที่สงคราม และการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่เทคโนโลยี โดยประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่ปัญญาประดิษฐ์และได้รับผลกระทบจากสงครามน้อยมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าพลังงานซึ่งไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่ดังกล่าวเผชิญแรงกดดันมากกว่า

ด้านเงินเฟ้อโลก IMF คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.7% ในปี 2569 จาก 4.1% ก่อนลดลงเหลือ 4.1% ในปี 2570 โดยราคาน้ำมันคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 41.3% หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด และหากแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ธนาคารกลางอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

IMF ยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ กระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและแหล่งพลังงาน กระจายคู่ค้า และเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน น้ำ และอาหาร พร้อมระบุว่าการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศไม่ใช่ทางออกสำหรับประเทศส่วนใหญ่

2. เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2.1% ต่ำสุดในอาเซียน-5

IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.1% จาก 1.9% ในเดือนกรกฎาคม และ 1.5% ในเดือนเมษายน ขณะที่ปี 2570 อยู่ที่ 2.1%

ปัจจัยสนับสนุนตามรายงาน ได้แก่ มาตรการการคลังฉุกเฉินและการส่งออกเทคโนโลยี โดยไทยเป็นหนึ่งใน 4 ผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ที่สุดของโลก

อย่างไรก็ตาม การเติบโต 2.1% ยังต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน-5 ซึ่งมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 4.4% โดยมาเลเซียคาดว่าจะเติบโต 5.2% อินโดนีเซีย 5.1% สิงคโปร์ 5.0% ฟิลิปปินส์ 3.4% และไทย 2.1% ส่วนเวียดนามคาดว่าจะเติบโต 8.4%

ด้านเงินเฟ้อไทยปี 2569 ถูกปรับเพิ่มคาดการณ์เป็น 2.1% จากเดิม 0.9% ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะพลิกเป็นขาดดุล 1.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จากเดิมที่คาดว่าจะเกินดุล 0.7%

3. IMF เตือนความเสี่ยงตลาดการเงิน ทั้งหุ้น AI หนี้รัฐบาล และกองทุนเฮดจ์ฟันด์

รายงาน Global Financial Stability Report ของ IMF ระบุความเสี่ยงสำคัญในตลาดการเงิน 3 ด้าน ได้แก่ การปรับฐานมูลค่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้น และภัยคุกคามทางไซเบอร์

ในส่วนของเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI มีทั้งเงินลงทุนในหุ้นประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ ภาระหนี้และภาระนอกงบดุล 650,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงข้อผูกพันด้านรายได้ในอนาคต 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

IMF ยังประเมินว่า หากตลาดปรับลดการประเมินผลตอบแทนจาก AI หุ้นสหรัฐฯ อาจร่วงลง 20% และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของเอเชียอาจลดลง 0.5% ภายในปี 2572

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือกองทุนเฮดจ์ฟันด์ ซึ่งมีความเสี่ยงจากการใช้เงินกู้ในระดับสูงและการลงทุนในทิศทางเดียวกัน หากเกิดแรงขายสินทรัพย์พร้อมกันอาจส่งผลกระทบต่อตลาดอื่นและธนาคารได้ โดย IMF เสนอให้พิจารณาการใช้สำนักหักบัญชีกลาง หรือ CCPs เพื่อบริหารหลักประกันและลดความเสี่ยงจากคู่สัญญา แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องต้นทุนและสภาพคล่อง

4. IMF ชี้วิกฤตค่าครองชีพทิ้งผลกระทบยาวนาน แนะช่วยเหลือแบบเจาะจง

IMF ศึกษาข้อมูล 85 ประเทศในช่วงปี 2548–2568 พบว่า 75 ประเทศเคยเผชิญวิกฤตค่าครองชีพอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยหลังผ่านไป 3 ปี ราคาสินค้าจำเป็นยังสูงกว่าสินค้าประเภทอื่นเฉลี่ย 7% ขณะที่ค่าจ้างจริงยังต่ำกว่าแนวโน้มก่อนเกิดวิกฤตราว 3%

การศึกษายังพบว่า ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ 37 ประเทศและประเทศรายได้ต่ำ 25 ประเทศ จำนวนประชากรที่อยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรงในปี 2567 สูงกว่าที่คำนวณไว้เดิมเกือบ 23 ล้านคน

IMF ระบุว่า การควบคุมราคาสินค้าและเงินอุดหนุนสามารถช่วยลดเงินเฟ้อได้ แต่มีผลกระทบต่อดุลการคลังและไม่ได้ช่วยลดการคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว ขณะที่การช่วยเหลือด้านรายได้สามารถสนับสนุนการบริโภคโดยไม่สร้างภาระทางการคลังมากเท่ากับมาตรการอุดหนุนแบบครอบคลุม

ตัวอย่างจาก 18 ประเทศในยุโรปช่วงปี 2564–2566 พบว่า เงินอุดหนุนพลังงานทุก 1 ยูโรส่งถึงครัวเรือนรายได้น้อยไม่ถึง 20 เซนต์ ขณะที่การโอนเงินแบบเจาะจงสามารถส่งถึงกลุ่มเป้าหมายได้เต็มจำนวน

IMF จึงแนะนำให้ใช้มาตรการช่วยเหลือชั่วคราวและเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ผ่านระบบคุ้มครองทางสังคม พร้อมกำหนดวันสิ้นสุดมาตรการให้ชัดเจน และสงวนการอุดหนุนในวงกว้างไว้สำหรับสถานการณ์ที่จำเป็นจริง

5. ธนาคารโลกชูข้อมูลดิจิทัลปลดล็อกสินเชื่อ SME หลังช่องว่างเงินทุนทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์

อาเจย์ บังกา ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนายังเผชิญช่องว่างด้านเงินทุนมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ในช่วง 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนหนุ่มสาว 1,200 ล้านคนเข้าสู่วัยทำงาน แต่คาดว่าจะมีงานรองรับเพียง 420 ล้านตำแหน่ง

ธุรกิจกลุ่มนี้คิดเป็น 90% ของธุรกิจทั้งหมด และจ้างงาน 75% ของแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา ธนาคารโลกจึงผลักดันการใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการใช้ข้อมูลการชำระเงิน ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และข้อมูลภาษีเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของธุรกิจ ตลอดจนการเชื่อมโยงธุรกิจกับตลาดและผู้ให้เงินทุน การลดขั้นตอนทางกฎระเบียบ และการใช้เทคโนโลยีทางการเงินร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ในการประเมินสินเชื่อ

สำหรับประเทศไทย กสิกรไทยระบุถึงการใช้ข้อมูลดิจิทัลตลอดวงจรสินเชื่อ และการใช้ประวัติการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม การใช้เงินสดและการปะปนระหว่างบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจยังเป็นข้อจำกัดในการสร้างข้อมูลทางการเงินของผู้ประกอบการ

ด้านผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและสถาบันการเงินยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูล การกำหนดมาตรฐานร่วม และการแบ่งปันความเสี่ยง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เงินทุนจากภาคเอกชนไหลเข้าสู่สินเชื่อธุรกิจรายย่อย

ธนาคารโลกยังระบุว่า ในปีที่ผ่านมาได้ให้คำมั่นสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน 40,000 ล้านดอลลาร์ และการกำกับดูแลกิจการ 24,000 ล้านดอลลาร์ โดยมุ่งเน้นภาคพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจเกษตร การดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการผลิตที่เพิ่มมูลค่า

จับตา 14 ต.ค. 69: หนี้สาธารณะ การลงทุน และความปลอดภัยทางการเงิน

การประชุมวันที่ 14 ตุลาคม มีวาระสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่

09.00 น. IMF เปิดเผยรายงาน Fiscal Monitor ว่าด้วยหนี้สาธารณะ ภาระดอกเบี้ย และความยั่งยืนทางการคลัง

10.00 น. ผู้บริหารระดับสูงของ IMF แถลงข่าวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและประเด็นนโยบาย

10.30 น. ธนาคารโลกจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการปลดล็อกโอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่เพื่อสร้างงาน

12.30 น. เปิดตัว Bangkok Blueprint for Fraud-Resilient Financial Services ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างบริการทางการเงินที่รับมือการฉ้อโกงได้