
‘เอกนิติ’ สั่ง สศช. ทำแผนฯ 14 ทลายไซโลราชการ กางเป้าเศรษฐกิจรายปีชัดเจน
รองนายกฯ ‘เอกนิติ’ สั่ง สศช. ดันแผน 14 เน้นโปรเจกต์ Game Changer สางปม 'เครื่องจักรเก่า-แรงงานแก่' ทลายไซโลราชการ-ตั้งตัวชี้วัดคนรับผิดชอบชัดเจน ดึง กรอ. ลุยลดเหลื่อมล้ำกระจายรายได้ช่วยเอสเอ็มอี
KEY
POINTS
- รองนายกฯ เอกนิติ สั่ง สศช. จัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ให้เป็นแผนปฏิบัติการร่วม เพื่อแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (ไซโล) ของหน่วยงานราชการ
- แผนฯ 14 ต้องกำหนดเป้าหมายเศรษฐกิจที่ชัดเจนทั้งรายปีและระยะ 5 ปี โดยเน้นโครงการที่สร้างผลกระทบสูงและเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer)
- เน้นการนำแผนไปสู่การปฏิบัติจริง โดยต้องมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน (Accountability) เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และก้าวข้ามปัญหาเดิมๆ
- จะใช้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นแพลตฟอร์มหลักในการลงมือทำร่วมกับภาคเอกชน เพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและกระจายรายได้
30 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) เรื่องแผนฯ 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม ว่า แผน 14 จะเป็นเข็มทิศสำคัญของประเทศ โดยมีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นแพลตฟอร์มลงมือทำจริงร่วมกับภาคเอกชน พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ชัดทั้งรายปีและระยะ 5 ปี เพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานรากและเอสเอ็มอี
"สิ่งที่ยากที่สุดคือการนำแผนไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง ซึ่งต้องก้าวข้ามวิธีการเดิม ๆ อย่างการเพียงแค่ตั้งคณะกรรมการฯ แต่ต้องกำหนดตัวผู้รับผิดชอบ Accountability ที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อผลงานจริง มิฉะนั้นประเทศไทยก็จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือก้าวพ้นปัญหาเดิมได้" นายเอกนิติ กล่าว
นายเอกนิติ กล่าวว่า การทำงานในอดีตมักติดอยู่กับการทำงานแบบต่างคนต่างทำหรือ Silo แผน 14 จึงต้องเปลี่ยนจากแผนบนกระดาษให้เป็นแผนปฏิบัติการร่วม และการจัดทำแผนพัฒนาในปัจจุบันต้องไม่ใช่เพียงแผนธรรมดา แต่ต้องกำหนดเป้าหมายทั้งระดับรายปีและระยะ 5 ปีให้ชัดเจน เพราะประเทศไม่สามารถดำเนินโครงการทุกอย่างพร้อมกันได้ ในขณะที่กำลังเผชิญทั้งปัญหาเดิมที่สะสมและโจทย์ใหม่ที่ท้าทายจำนวนมาก
หัวใจสำคัญคือการเลือกจัดลำดับความสำคัญ (Priority) ที่เน้นโครงการสร้างผลกระทบสูง (Impact) และเป็นตัวเปลี่ยนเกม (Game Changer) ได้จริง แทนการกระจายงบประมาณและกำลังคนไปทำโครงการย่อยนับร้อยโครงการ นายเอกนิติกล่าวว่าปัจจัยที่จะทำให้สำเร็จ คือการแบ่งกรอบเวลาให้ชัดเจนระหว่างผลลัพธ์ที่ต้องเกิดในระยะสั้น 1 ปี กับเป้าหมายระยะกลาง 5 ปี ควบคู่กับการเร่งทลายปัญหาการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่มีจำนวนมาก
ตัวอย่างการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งดำเนินมานานกว่า 10 ปีแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังต่างคนต่างทำ จึงต้องสร้างโครงสร้างการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยไม่ใช่เพียงตั้งคณะกรรมการ แต่ต้องมีผู้รับผิดชอบต่อผลงานอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเห็นว่ายากที่สุดในการนำแผนไปสู่การปฏิบัติ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ 4 สัญญาณวิกฤต ได้แก่ วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ วิกฤตสังคมจากโครงสร้างประชากร และวิกฤตการเมือง การจัดทำแผน 14 จึงต้องมุ่งเน้น 4 เสาหลักเป้าหมายเศรษฐกิจ คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ และการดูแลสิ่งแวดล้อม
ด้านการเติบโต เศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง โดยก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เคยขยายตัวเฉลี่ยสูงถึง 7% ต่อปี ช่วงปี 2540-2550 ลดลงเหลือประมาณ 4% ต่อมาลดเหลือ 3% และปัจจุบันขยายตัวได้ไม่ถึง 3% นายเอกนิติชี้ว่าสาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เขาเรียกว่า "เครื่องจักรเก่า และแรงงานแก่" เพราะประเทศขาดการลงทุนมานาน โรงงานและเครื่องจักรเสื่อมสภาพ ประกอบกับสังคมสูงวัยที่มีประชากรอายุเกิน 60 ปีสัดส่วน 20% หรือ 1 ใน 5 ของประชากรทั้งหมด ทำให้กำลังแรงงานและรายได้ลดลง
ในด้านการกระจายรายได้ จากเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเกือบ 20 ล้านล้านบาท พบว่าคนรวยที่สุด 20% แรกมีสัดส่วนรายได้ของประเทศถึง 50% ขณะที่คนจนที่สุด 20% ล่างสุดมีส่วนแบ่งไม่ถึง 5% สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรง และเป็นเหตุผลที่แผน 14 ต้องกระจายรายได้ลงสู่เศรษฐกิจฐานรากและเอสเอ็มอีผ่านการทำงานร่วมกับภาคเอกชนใน กรอ.
นายเอกนิติ กล่าวว่า ในด้านเสถียรภาพต่างประเทศเข้มแข็งมาก โดยทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากรวมสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือ Forward สามารถรองรับการนำเข้าได้นาน 10 เดือน สูงกว่ามาตรฐานโลกที่ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 2.5 เท่า แต่จุดอ่อนสำคัญอยู่ที่ฐานะการคลัง เนื่องจากการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในช่วงวิกฤตโควิด-19
ดังนั้นรัฐบาลจึงเร่งซ่อมและเข้มงวดวินัยการคลัง จากเดิมที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง 3 แห่งเคยมองประเทศไทยในเชิงลบ (Negative Outlook) ซึ่งเสี่ยงถูกดาวน์เกรด ปัจจุบันทั้ง 3 สถาบันปรับมุมมองกลับมาเป็นเสถียรภาพมั่นคง (Stable Outlook) ช่วยป้องกันวิกฤตการคลังและสร้างความมั่นใจแก่ตลาดทุน
นายเอกนิติ กล่าวว่า ด้านการยกระดับคนและธุรกิจ ต้องมุ่งเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นทักษะความสามารถ โดยนำเอไอมาเพิ่มผลิตภาพ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส และการใส่เอไอในแอปพลิเคชันถุงเงินผ่านเอไอนกกระซิบ เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้ารายเล็กให้ค้าขายออนไลน์ได้จริง
พร้อมร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เชื่อมหลักสูตรมหาวิทยาลัยให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อลดปัญหาผู้จบการศึกษาแล้วตกงาน และสร้างงานคุณภาพรายได้สูง
ขณะเดียวกันต้องต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมสู่ S-Curve ใหม่ โดยปรับภาคเกษตรสู่เกษตรอัจฉริยะ และเร่งแปรรูปอาหารเพื่อตอบโจทย์วิกฤตอาหารโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงที่เติบโตสูงถึงปีละ 20% จากเทรนด์สังคมสูงวัยที่นิยมเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 และ 2 ของโลก
ด้านพลังงาน ไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นมูลค่าเกือบ 10% ของ GDP และใช้ก๊าซธรรมชาตินำเข้าผลิตไฟฟ้าสูงถึง 60% เมื่อราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้น 80-90% ดุลบัญชีเดินสะพัดเคยพลิกกลับมาขาดดุลถึง 600,000 ล้านบาท จึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดบนดิน ได้แก่ เอทานอลและน้ำมันปาล์ม พลังงานแสงอาทิตย์พร้อมระบบกักเก็บแบตเตอรี่ และการรับซื้อไฟฟ้าสะอาดจากประชาชน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและลดผลกระทบภาวะโลกร้อน







