thansettakij
thansettakij
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.)

นายกฯ สั่งสศช. ดันแผนฯ 14 ปลดล็อกข้อจำกัด ปฏิรูปรัฐ ดันเศรษฐกิจไทยดีทั่วถึง

30 ก.ย. 69 | 05:01 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ย. 69 | 05:12 น.

นายกฯ 'อนุทิน' สั่งสภาพัฒน์ ดันแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 ปลดล็อกข้อจำกัดประเทศ ดันไทยเข้า OECD ให้จบก่อนหมดแผน จี้รื้อระบบราชการยุคใหม่ต้องตัดสินใจฉับไว เลิกวัดใบปริญญาหนุน Upskill-Reskill ลั่นเศรษฐกิจไทยต้องโตข้ามขั้น ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงนักลงทุน พัฒนาคนปลดล็อกทุกสิ่งที่กีดขวางการพัฒนา

KEY

POINTS

  • นายกฯ สั่ง สศช. บรรจุนโยบายรัฐบาลลงในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยเน้นการปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
  • ให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพ, ผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD, และลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
  • มุ่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ดิจิทัล, AI, และพลังงานสะอาด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

30 กันยายน​ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง​แผน​ฯ 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม ว่า​ ได้ฝากให้​สศช. บรรจุแนวนโยบายรัฐบาลบรรจุลงในแผนภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14​ (พ.ศ. 2571-2575) โดยเฉพาะการปฏิรูประบบราชการ การผลักดันไทยเป็นสมาชิก OECD การลงทุนในทุนมนุษย์ รวมทั้งการส่งเสริมพลังงานสะอาด และขอให้เร่ฃปลดล็อกทุกสิ่งที่กีดขวางการพัฒนาประเทศ

"การจัดทำแผนครั้งนี้มีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ไทยและโลกเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายด้านพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ภูมิศาสตร์ โครงสร้างประชากร และสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทุกประเทศต้องเร่งยกระดับศักยภาพเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและทำให้การพัฒนายั่งยืน​และเวลานี้ไปวงไหนก็มีแต่คำว่า ภูมิรัฐศาสตร์​สะท้อนว่าบริบทโลกเปลี่ยนไป ประเทศไม่อาจยึดที่ตั้งทางภูมิศาสตร์หรืออธิปไตยของตนเองอย่างเดียว แล้วบริหารภายในบ้านโดยไม่คิดถึงเพื่อนบ้าน คู่ค้า หรือคู่กรณี คำว่า Geopolitics จึงกลายเป็น technical term ใหม่ที่ผู้วางยุทธศาสตร์ต้องคำนึงถึงสิ่งรอบตัวเสมอ และหากมองแต่ตัวเองก็จะไม่มีที่ยืนหรือบทบาทในการเจรจากับประเทศอื่นเลย"

ก่อนพูดถึงอนาคต นายกฯ กล่าวถึงเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่ประชาชนในหลายพื้นที่ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เผชิญมาหลายวัน ซึ่งกระทบทั้งการเดินทาง บ้านเรือน ร้านค้า การทำงาน การสร้างรายได้ และความมั่นคงของครอบครัวจำนวนมาก โดยหลายคนบอกว่าไม่เคยเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน นายกฯ ยังกล่าวขออนุญาตผู้ร่วมประชุมว่าช่วงนี้ต้องออกตรวจสถานการณ์น้ำท่วมทุกคืนจึงนอนน้อย

ทั้งนี้เห็นว่า สภาพอากาศที่เปลี่ยนไปมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ แต่ก็เป็นผลจากรูปแบบการพัฒนาเมืองของไทยเองด้วย ภัยพิบัติครั้งนี้ชี้ว่าการพัฒนาประเทศไม่ใช่เรื่องของตัวเลขหรือโครงการสวยหรูเท่านั้น หากคือความสามารถของประเทศที่จะทำให้ประชาชนใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง ทั้งในวันที่สถานการณ์ปกติและวันที่เกิดวิกฤต ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.) 

 

วางโจทย์ 4 ข้อพัฒนาประเทศ

นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้วางโจทย์ 4 ข้อที่แผนพัฒนาประเทศต้องตอบให้ได้ คือเศรษฐกิจไทยจะสร้างรายได้ที่ดีขึ้นให้ประชาชนอย่างไร คนไทยจะมีทักษะและโอกาสแข่งขันในโลกได้อย่างไร ภาครัฐจะทำงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร และประเทศจะรับมือความเสี่ยงที่รุนแรงและเกิดถี่ขึ้นได้อย่างไร พร้อมเน้นว่าแผน 14 ต้องไปอย่างมีทิศทาง ไม่ใช่ถูกชูตไปโดยไม่รู้ว่าจะตกที่ไหน ประเทศต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางเองเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดกับประชาชน

ทั้งนี้ยืนยันว่าไทยไม่ได้ขาดศักยภาพ เพราะมีฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ห่วงโซ่อุปทานที่สั่งสมมาหลายสิบปี ภาคเกษตรและอาหารที่ได้รับการยอมรับ ความสามารถด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการ รวมถึงทำเลที่เชื่อมโยงได้กับทุกภูมิภาค และที่สำคัญคือคนไทยที่มีความสามารถและปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งนายกฯ ระบุว่าเป็นจุดแข็งของประเทศ

แต่เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาเติบโตช้ากว่าศักยภาพที่มี ผลิตภาพเพิ่มไม่เร็วพอ ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากเข้าถึงทุน เทคโนโลยี และตลาดได้ยาก รายได้ของคนทำงานไม่น้อยไม่ทันค่าครองชีพ ขณะที่ระบบราชการและกฎระเบียบบางส่วนยังเป็นตัวถ่วง จึงต้องทบทวนว่าอะไรคือข้อจำกัดที่ทำให้ประเทศรุดหน้าไปได้ไม่ไกลตามที่ต้องการ และจะปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านั้นได้อย่างไร

นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว จำนวนคนวัยทำงานลดลง ประชากรเพิ่มน้อยกว่าปกติ แต่ภาระด้านสุขภาพและสวัสดิการโดยเฉพาะของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI กำลังเปลี่ยนทั้งงานที่ทำ ทักษะที่ตลาดต้องการ และวิธีที่ธุรกิจแข่งขันกัน หากยังใช้วิธีคิดและวิธีทำงานแบบเดิมก็จะได้ผลลัพธ์ที่ถดถอย ขณะที่ประเทศอื่นเดินหน้าเร็ว การอยู่ที่เดิมจึงเท่ากับถอยหลัง

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.)

 

ทั่วโลกมองหาแหล่งลงทุนเชื่อถือได้

นายกฯ กล่าวว่า​ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เดินทางไปโตเกียว นิวยอร์ก และลอนดอน พร้อมรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี เพื่อพบผู้นำประเทศหลายประเทศ และผู้ประกอบการ และนักลงทุนจากสถาบันต่าง ๆ โดยสิ่งที่ได้ยินตรงกันคือโลกไม่ได้มองหาประเทศที่มีต้นทุนผลิตต่ำที่สุดอีกต่อไป แต่มองหาประเทศที่เชื่อถือได้ มีกติกาชัดเจน มีพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอ มีกำลังคนที่มีทักษะ มีห่วงโซ่อุปทานเข้มแข็ง และมีรัฐบาลที่ตัดสินใจแก้ปัญหาได้รวดเร็ว

"ได้ตอบนักลงทุนไปว่าประเทศไทยคือคำตอบ โดยการที่แหล่งทุน ธุรกิจ และอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังกระจายฐานการผลิตและจัดห่วงโซ่อุปทานใหม่ เป็นโอกาสของไทยที่มีฐานเดิมดีอยู่แล้ว ในการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูงขึ้น​ ทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์สมัยใหม่ เทคโนโลยีสุขภาพ อาหารแห่งอนาคต และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงพลังงานสะอาดที่เข้ากับเทรนด์โลก ซึ่งเป็นมิตรต่อโลกและประชากร เข้าถึงได้ และพึ่งพาธรรมชาติมากที่สุด"

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.)

 

ความท้าทายของโลกเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือจะทำอย่างไรไม่ให้เม็ดเงินลงทุนเข้ามาใช้พื้นที่และทรัพยากรของไทยแล้วสร้างมูลค่าอยู่ในวงจำกัด การลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างงานที่มีคุณค่า และฝึกทักษะให้คนไทยและธุรกิจไทยขยับขึ้นไปอยู่ในส่วนที่มีมูลค่าสูงขึ้นของห่วงโซ่การผลิต ซึ่งเป็นทางเลือกที่ประเทศต้องตัดสินใจให้ชัดเจน

นายกฯ เล่าว่าได้พูดกับนักลงทุนทุกรายว่า หากต้องการแรงงานถูก ค่าครองชีพต่ำ ค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าอาหารถูก ทรัพยากรราคาถูก หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเซ็นเช็คเปล่าให้ไปกรอกเอง นั่นไม่ใช่ประเทศไทย เพราะไทยได้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานไว้มากกว่านั้น และจะรองรับผู้ที่เข้ามาแข่งขันด้วยคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี มาตรฐาน และความสามารถของคนไทย ไม่ใช่ผู้ที่มาใช้ไทยเป็นฐานผลิตด้วยคำว่าถูก

ทั้งนี้รัฐบาลมองว่าจุดเด่นด้านภูมิศาสตร์ว่านักลงทุนที่มาไทยจะไม่ได้พบตลาดแค่ 70 ล้านคน แต่อย่างน้อย 700 ล้านคน และขยายต่อได้อีกหากสินค้ามีคุณภาพและน่าเชื่อถือ เพราะโลจิสติกส์ของไทยพร้อมกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ไทยสามารถกระจายสินค้าออกไปได้ทุกทิศทางเหมือนใยเว็บ ต่างจากบางประเทศที่อยู่ไกลไปทางใดทางหนึ่งหรือเป็นเกาะเป็นแก่ง จึงแทบไม่มีอุปสรรคด้านการกระจายสินค้า

ส่วนกระแสที่ว่าประเทศเพื่อนบ้านไปไกลกว่าและไทยตามไม่ทัน ทั้งตัวเลขการเติบโตของ GDP และสิทธิประโยชน์ที่ดึงการย้ายฐานผลิตบางประเภทออกจากไทย นายกฯ ระบุว่ารัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาและแผนพัฒนาในอดีตได้เสริมความแข็งแกร่งด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ไว้ ทำให้นักลงทุนเห็นชัดว่าไทยมี supply chain ที่แข็งแกร่ง และการเปลี่ยนผ่านทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้หากแยกเศรษฐกิจ คน เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม พลังงาน และระบบราชการออกจากกัน

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.)

 

ดันเสาหลัก 5 ด้านดันแผน 14

นายกฯ กล่าวว่าต้องบูรณาการทุกด้านเข้าด้วยกัน หากต้องการอุตสาหกรรมใหม่ก็ต้องมีกำลังคนที่มีทักษะตรงความต้องการ หากต้องการให้เอกชนลงทุนก็ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเข้มแข็ง พลังงานเพียงพอ และกติกาที่แน่นอน มีเสถียรภาพ และหากต้องการให้ผู้ประกอบการไทยเติบโต ก็ต้องช่วยให้เข้าถึงทุน เทคโนโลยี และตลาด ซึ่งเป็นเหตุผลที่เสาหลักทั้ง 5 ด้านของแผน 14 ต้องไม่ถูกมองเป็นงาน 5 ชุดที่ต่างหน่วยงานต่างทำ

นายกฯ ระบุว่าเสาหลักทั้ง 5 ต้องเป็นระบบเดียวกันที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้ไทยสร้างมูลค่าและมูลค่าเพิ่มได้สูงขึ้น แล้วกลับมาเป็นรายได้ โอกาส และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน โดยจุดเริ่มต้นสำคัญที่สุดคือภาครัฐต้องปรับตัว เพราะจะขอให้ประชาชน 70 ล้านคนปรับตัว ให้ธุรกิจลงทุนตามที่ต้องการ ให้แรงงานเรียนรู้ทักษะใหม่ และให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีผลิต ขณะที่รัฐยังทำงานด้วยโครงสร้าง กฎระเบียบ ข้อมูล และขั้นตอนแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว

นายกฯ เห็นว่ารัฐที่มีศักยภาพสูงไม่ได้วัดจากจำนวนหน่วยงาน กฎหมาย หรือบุคลากร แต่วัดจากความสามารถในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และสร้างผลลัพธ์ให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว ตรงจุด และโปร่งใส การปฏิรูปรัฐจึงไม่ใช่แค่ลดบางขั้นตอนหรือย้ายหน่วยงานจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง แต่ต้องทบทวนว่าภารกิจใดรัฐจำเป็นต้องทำ ภารกิจใดซ้ำซ้อน ภารกิจใดควรใช้เทคโนโลยีแทน และภารกิจใดควรเปิดให้เอกชน ท้องถิ่น และประชาชนมีบทบาทมากขึ้น

ในทางปฏิบัติ นายกฯ ต้องการให้ข้อมูลของรัฐเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว ประชาชนจะได้ไม่ต้องยื่นข้อมูลชุดเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกในแต่ละหน่วยงาน และผู้ประกอบการไม่ควรต้องเดินตามใบอนุญาตทีละใบตามโต๊ะและกองเอกสารโดยไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ซึ่งกลไกอย่าง Thailand Fast Pass ของ BOI กฎหมายอำนวยความสะดวก และระบบ Super License จะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้มาติดต่อราชการใช้เวลาสั้นลง ลดต้นทุนได้จริง และสัมผัสความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.)

 

ฝากสศช. บรรจุประเด็นสำคัญลงในแผน 14

นายกฯ ฝากเรื่องเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้สภาพัฒน์ระบุไว้ในแผนสักครั้ง โดยต้องมีกติกาชัดเจนให้ตัดสินใจได้โดยสุจริตและไม่ต้องกลัวการทำงาน ต้องไม่มีค่านิยมว่าไม่ทำอะไรก็รอเลื่อนขั้น แต่ถ้าทำงานมากก็เสี่ยงถูกดำเนินคดี เพื่อให้ผู้ที่จะทำให้ประเทศรุดหน้ามีข้อมูลและชุดความคิดที่อ้างอิงได้ โดยสรุปว่าต้อง modernize ระบบราชการ และทุกอย่างต้องตอบโจทย์กลับไปที่ประชาชน

นายกฯ ระบุถึงการที่ไทยเข้ากระบวนการสมัครเป็นสมาชิก OECD ว่าเป้าหมายไม่ใช่เพียงได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกหรืออยู่ใน club member ของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่คือการใช้มาตรฐานสากลเป็นแรงผลักให้ไทยยกระดับกฎหมาย การแข่งขัน ความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูล และหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมมั่นใจว่าเลขาธิการสภาพัฒน์จะยกร่างแผน 14 โดยบรรจุเป้าหมายให้ไทยเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ในช่วงแผน 14 หรือก่อนแผนจะจบ

นายกฯ อธิบายว่าหากเป็นเช่นนั้น เมื่อถึงแผน 15 ไทยจะพูดได้เต็มปากว่ามีหลักธรรมาภิบาล มี compliance และเป็นสมาชิก OECD ซึ่งจะเรียกตัวเองได้ว่าเป็นประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว โดยเมื่อรัฐทำงานดีขึ้น ต้นทุนของประเทศจะลดลง การลงทุนเร็วขึ้น ธุรกิจแข่งขันได้ดีขึ้น และประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณทุกเรื่อง เพราะการเพิ่มประสิทธิภาพก็คือการลดต้นทุน

พัฒนาคนจริงจัง เลิกวัดใบปริญญา

ด้านทรัพยากรมนุษย์ นายกฯ ระบุว่าการเติบโตระยะต่อไปต้องลงทุนในคนอย่างจริงจัง เพราะประเทศที่คนวัยทำงานลดลงไม่อาจปล่อยให้แรงงานมีความสามารถต่ำกว่ามาตรฐาน เด็กต้องได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต หลักสูตรการศึกษาต้องทันสมัยและตอบโจทย์ทั้งบุคคล ตลาดงาน และการพัฒนาประเทศ ส่วนคนทำงานต้องเข้าถึงการเรียนรู้และ Upskill Reskill ได้ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นคำใหม่ที่ปรากฏในแผน 14

นายกฯ ระบุว่าผู้สูงอายุต้องมีโอกาสและไม่เป็นภาระของลูกหลานหรือสังคม ควรได้ใช้ความรู้ประสบการณ์ดำรงชีวิตต่อและถ่ายทอดให้คนรุ่นหลัง ขณะที่ผู้ที่เคยอยู่นอกระบบต้องมีทางกลับเข้าสู่การศึกษา การทำงาน และการสร้างรายได้ โดยยกตัวอย่างการเพิ่มสิทธิลาคลอด สิทธิของผู้สมรส การพัฒนาระบบเรียนรู้และฝึกทักษะ และการตั้งบอร์ดทุนมนุษย์ภายใต้ กรอ. ที่ต้องเชื่อมความต้องการของสถานศึกษากับภาคธุรกิจเป็นองค์รวม ไม่ใช่มาตรการที่แยกกัน

นายกฯ เสนอให้แผน 14 เลิกวัดความสำเร็จทางการศึกษาจากจำนวนผู้ได้รับปริญญาเพียงอย่างเดียว แต่ดูว่าผู้เรียนมีทักษะที่ใช้ได้จริง มีงานที่เหมาะสม มีรายได้เติบโต และมีความสามารถพิเศษอย่างไร โดยยกตัวอย่างน้องเณรที่ยังไม่จบปริญญาตรีแต่สร้างชื่อเสียงและความสามารถ และในที่สุดจะสร้างรายได้ พร้อมชี้ว่าประเทศมีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพรองรับคนลักษณะนี้อยู่แล้ว

นายกฯ เปรียบเทียบว่าเหมือนการแปลงใบขับขี่ไทยเป็นใบขับขี่สากลที่กรมการขนส่งทางบก ผู้มีฝีมือด้านอุตสาหกรรม ทั้งงานเชื่อม งานประกอบ และช่างไม้ ที่จบเพียง ป.4 หรือมัธยมเพราะนำความสามารถไปสร้างรายได้ ก็ควรนำทักษะมาเทียบกับวุฒิการศึกษาได้ เมื่อเทียบแล้วเท่ากันก็จะมีโอกาสเข้าสู่ระบบและสร้างโอกาสชีวิตให้มากขึ้น ควบคู่กับระบบสาธารณสุขที่พร้อมสำหรับประชาชนทุกคน โดยเฉพาะในสังคมสูงวัยและความท้าทายด้านสาธารณสุขรูปแบบใหม่

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.)

 

เพิ่มขีดความสามารถเทคโนโลยี-พลังงาน

ด้านเทคโนโลยี นายกฯ ระบุว่าไทยไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเอง แต่ต้องรู้ว่าเทคโนโลยีใดสำคัญต่อความมั่นคงและความสามารถแข่งขัน ควรสร้างความสามารถและพัฒนาเอง และเทคโนโลยีใดควรร่วมมือกับประเทศอื่นและเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ พร้อมให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่นอกจากเพิ่มองค์ความรู้แล้วต้องมีผลต่อการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม เปลี่ยนแปลงการผลิตในโรงงาน ธุรกิจ ฟาร์ม โรงพยาบาล และบริการสาธารณะได้จริง

ทั้งนี้ต้องการให้มีระบบนิเวศที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ทั้งการพัฒนาบัญชีนวัตกรรมไทย อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัพ ซึ่งต้องช่วยกันเปิดตลาด เปิดแหล่งทุน และเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความคิดใหม่เติบโตได้ในประเทศ

ในเรื่องพลังงานและสิ่งแวดล้อม นายกฯ ระบุว่าต้องมองเป็นเรื่องเดียวกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะการเจรจาการค้าทุกวันนี้มีประเด็นสิ่งแวดล้อมอยู่บนโต๊ะเสมอ คู่ค้าจะถามว่ามีมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างไร มาตรฐานถึงหรือไม่ และในอนาคตแม้แต่การซื้อเครื่องบินของการบินไทยก็ต้องเลือกเครื่องที่ปล่อยความร้อนและก๊าซเรือนกระจกน้อย ใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ก่อความร้อนในชั้นบรรยากาศ

นายกฯ ยกตัวอย่างว่าหากไทยใช้พลังงานสะอาดก็จะได้เครดิต แต่หากใช้ถ่านหินหรือฟอสซิล คู่ค้าอาจไม่สั่งซื้อโดยอ้างข้อห้าม หรือหากจำเป็นต้องใช้สินค้าไทยก็จะตั้งกำแพงภาษี ทำให้แข่งขันกับผู้ผลิตที่ใช้พลังงานเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้ กติกาโลกจึงกดดันให้ไทยเดินไปในแนวทางที่มีที่ยืนในตลาดโลก ซึ่งต้องปรากฏในแผน 14 เพื่อให้นักอุตสาหกรรมที่วางแผนขยายกิจการคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้

นายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำให้พลังงานในประเทศมั่นคง โดยค่าไฟฟ้า น้ำมัน และค่าพลังงานอื่น ๆ ต้องทำให้ธุรกิจแข่งขันได้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเป็นต้นทุนส่วนหนึ่งในการตัดสินใจลงทุนของผู้ที่จะเข้ามาค้าขายหรือขยายธุรกิจในไทย พร้อมขีดเส้นใต้ว่าการต้อนรับการลงทุนใหม่ต้องไม่หมายถึงการให้ผู้ลงทุนรายใหญ่เข้ามาแย่งใช้ไฟฟ้า น้ำ หรือทรัพยากรกับประชาชน เกษตรกร และธุรกิจเดิมของไทย

ลุยดาต้าเซ็นเตอร์-รับมือภัยพิบัติ

สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ นายกฯ ระบุว่าต้องกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับการลงทุนที่ใช้พลังงานและน้ำปริมาณมหาศาล มีกฎเกณฑ์ควบคุม กำกับดูแล สร้างความเป็นธรรม เพิ่มประสิทธิภาพ ให้ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดกับประเทศ แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานมากจึงไม่ควรสนับสนุนและควรอยู่ลำดับท้าย ๆ เพราะเทรนด์การลงทุนนานาชาติเมื่อพูดถึง AI คือดาต้าเซ็นเตอร์ทันที

นายกฯ เตือนว่าหากไทยไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศก็เสี่ยง เพราะหากเกิดวิกฤตแล้วต้องพึ่งข้อมูลจากดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศอื่นก็จะมีอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลอันเป็นหัวใจของธุรกิจยุคนี้ รัฐบาลจึงตั้ง Data Center Board แล้ว โดยเลขาธิการสภาพัฒน์ซึ่งนายกฯ เอ่ยชื่อว่าท่านเอกนิติ มีส่วนร่วมกำหนดมาตรฐานและกฎเกณฑ์ โดยคำนึงถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ

ในด้านการรับมือภัยพิบัติ นายกฯ ระบุว่าต้องเตรียมทั้งเมือง ชุมชน ระบบน้ำ การเกษตร สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรับภัยพิบัติและความผันผวนของภูมิอากาศมากขึ้น เพราะการป้องกันและเตรียมพร้อมมีต้นทุนน้อยกว่าการเยียวยาความเสียหายมาก ทั้งในแง่ตัวเงินและคุณภาพชีวิต โดยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นย้ำว่าไทยต้องเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ ไปสู่ระบบที่เชื่อมข้อมูลเป็นชุดเดียวกัน โดยทุกหน่วยงานตระหนักถึงหน้าที่ของตนและเข้าใจว่าหน่วยงานอื่นต้องการอะไร

นายกฯ ย้ำว่าการสร้างความสามารถในการแข่งขันกับการสร้างความสามารถในการรับมือวิกฤตไม่ใช่สองเรื่องที่แยกกัน เพราะหากรับมือวิกฤตไม่ได้ก็ไม่ต้องคิดแข่งกับใคร ประเทศที่น่าลงทุนและประชาชนอยู่อย่างมั่นคงคือประเทศที่มีระบบพร้อม มีรัฐที่ทำงานได้ และบริหารทรัพยากรด้วยสำนึกและความรับผิดชอบ พร้อมระบุว่าหลายเรื่องที่กล่าวมารัฐบาลได้ทำไปแล้ว แต่การวางแผนพัฒนาประเทศหมายถึงการคิดล่วงหน้าเพื่อให้พร้อมรับสถานการณ์และการแข่งขันในอนาคต

นายกฯ กล่าวว่าแผน 14 ต้องกำหนด mission และ timeline ให้ชัดเจน เพราะไทยมีแผน ยุทธศาสตร์ และคณะกรรมการเต็มไปหมด แต่ต้องเปลี่ยนแผนให้เป็นการตัดสินใจ เปลี่ยนการตัดสินใจให้เป็นการลงมือทำ และเปลี่ยนการลงมือทำให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ โดยขอให้แผนเป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศว่าในช่วง 5 ปีจากนี้ เรื่องใดสำคัญต้องเห็นพ้องและผลักดันให้สำเร็จ เรื่องใดไม่ตอบโจทย์ก็ต้องกล้าเลิก

นายกฯ ระบุว่าทุกเป้าหมายสำคัญต้องมีเจ้าภาพที่ชัดเจน มีกรอบเวลา มีตัวชี้วัด และมีข้อมูลเปิดเผยให้สังคมติดตามตั้งแต่เริ่มวางแผน เพราะองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จคือความเข้าใจและความร่วมมือร่วมใจของประชาชนในการเดินไปในทิศทางเดียวกัน แผนนี้จึงต้องไม่ผูกอยู่กับรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใด แต่ต้องเป็นทิศทางที่ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่าไทยต้องเดินไปในแนวนี้ ไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศ

นายกฯ แบ่งบทบาทของแต่ละภาคส่วนว่า รัฐบาลมีหน้าที่วางทิศทาง วางกติกา และลงทุนในรากฐาน ภาคเอกชนลงทุน สร้างงาน และยกระดับธุรกิจไทย ภาคการศึกษาและภาควิชาการสร้างคนและนำความรู้ไปใช้จริง ท้องถิ่นแปลงเป้าหมายประเทศให้สอดคล้องกับศักยภาพและปัญหาของแต่ละพื้นที่ ส่วนประชาชนต้องมีโอกาสร่วมให้ความเห็น ตรวจสอบ และได้รับประโยชน์จากการพัฒนา พร้อมขอให้ผู้ร่วมประชุมช่วยทดสอบว่าแผนทำได้จริงหรือไม่ มีเรื่องใดตกหล่น และใครจะได้รับผลกระทบ

 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ (สศช.)

 

หวังปลายแผน 14 ไทยที่มีเศรษฐกิจดี

ในภาพวิสัยทัศน์ปลายแผน 14 นายกฯ ระบุว่าไทยต้องเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจสูงขึ้น คนทำงานมองเห็นอนาคตตนเอง ผู้ประกอบการไทยมีพื้นที่เติบโต เด็กและเยาวชนได้พัฒนาทักษะอย่างจริงจัง ผู้สูงอายุยังมีคุณค่าและมั่นคงในชีวิต ประชาชนมองรัฐเป็น facilitator ที่ช่วยให้ทุกคนพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพได้ในระดับสูง และทุกพื้นที่ของประเทศเป็นพื้นที่แห่งโอกาสที่พร้อมรับมือทุกความเปลี่ยนแปลง

นายกฯ กล่าวว่าแผนที่ดีไม่ใช่แผนที่ใส่ทุกเรื่องหรือคิดอะไรได้ก็ใส่เข้าไป แต่ต้องเป็นแผนที่โฟกัสเรื่องที่มั่นใจว่าทำสำเร็จแน่นอน ทำให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน รู้ว่าตนต้องรับผิดชอบอะไร และทำให้ประชาชนเข้าใจและมั่นใจในเป้าหมาย หากสำเร็จ ไทยจะไม่เพียงเดินตามโลกทัน แต่จะกำหนดอนาคตของตนเองได้อย่างแท้จริง โดยหน้าที่ของทุกฝ่ายในวันนี้คือการปลดล็อกทุกสิ่งที่กีดขวางการพัฒนา

นายกฯ ระบุว่าไทยเป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลกเพราะมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยยังจำได้ว่าเคยมีผู้อ้างว่าไทยเริ่มเป็นสากลมากขึ้นตั้งแต่แผนฉบับที่ 1 และทุกแผนที่ผ่านมามีประโยชน์ทั้งสิ้น ทำให้ไทยผ่านวิกฤตการณ์ ผ่านทั้งวันดีวันร้าย มาถึงวันนี้ได้ และยังดูแลประชาชนได้เต็มที่ รับมือได้ทั้งภัยรุกรานและภัยธรรมชาติ แต่ต้องทำให้เข้มแข็งกว่านี้ ทั้งเพิ่มศักยภาพ โอกาส รายได้ และความเชื่อมั่นให้กับทั่วโลก

นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้มุมมองของต่างประเทศต่อไทยเป็นบวกมาก มีแต่คนไทยเองที่ไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ซึ่งย้อนแย้งกับการที่ต้องการให้คนอื่นเชื่อมั่น นักลงทุนบอกว่าพื้นฐานดีหมดแล้ว ขอเพียงให้ปรับปรุงเพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายและเร็วขึ้น ไม่ใช่สร้างใหม่ เพราะเงินก้อนใหญ่ที่เข้ามาอยู่ในระดับล้านล้าน ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่พูดถึงพันล้าน ก็ตกใจ วันนี้การลงทุนหลักพันล้านนักลงทุนมองว่าลองผิดลองถูกได้ แต่ยังเชื่อมั่นในไทย

"ต้องสร้างความเชื่อมั่นและไม่ทำให้ผู้ลงทุนผิดหวัง โดยการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้มแข็งจะยิ่งมีโมเมนตัมให้เศรษฐกิจและประชาชนพร้อม​ ตอนนี้ถึงเวลาเปลี่ยนผ่านให้คนรุ่นใหม่ที่ต้องรับภาระดูแลประเทศในบริบทโลกที่ยากกว่าคนรุ่นนี้มาก จึงต้องเสริมความเข้มแข็งให้เต็มที่ เพื่อทำเพื่อชาติ เพื่อคนรุ่นหลัง และเพื่อคุณภาพชีวิตของคนรุ่นปัจจุบันเมื่อเป็นผู้สูงอายุ"