
สศช. ประกาศ 13 แผนรีฟอร์มประเทศ ดันจีดีพี โต 3% พลัส ไทยติดท็อป 20 โลก
สศช. ประกาศ 13 แผนรีฟอร์มประเทศไทย ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าเศรษฐกิจโต 3% พลัส ตั้งเป้าหมายอันดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ในท็อป 20 ภายในปี 2572 ตามเป้าหมายของรัฐบาล ปลดล็อคอุปสรรค รองรับวิกฤต
KEY
POINTS
- สศช. ประกาศ 13 ประเด็นปฏิรูปประเทศที่สำคัญภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
- ตั้งเป้าหมายผลักดันการเติบโตของจีดีพีให้อยู่ในระดับ 3% ขึ้นไป และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ติด 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2572
- แผนปฏิรูปครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง, การปฏิรูปภาครัฐ, การยกระดับทุนมนุษย์ และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
30 กันยายน 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี 2569 ของสศช. แผนฯ 14 เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม ว่า สศช.ได้กำหนดประเด็นปฏิรูปประเทศใน 13 เรื่องสำคัญ (Key Reform Priorities) ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ โดยตั้งเป้าให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวระดับ 3 พลัส และให้อันดับความสามารถในการแข่งขันอยู่ในท็อป 20 ภายในปี 2572 ตามเป้าหมายของรัฐบาล สศช. ระบุว่าต้องเร่งเปลี่ยนเพราะผลิตภาพของประเทศต่ำ และไทยกำลังมีเงินลงทุนไหลเข้าต่อเนื่อง ขณะที่แผนฉบับนี้จะเริ่มใช้ในปี 2570
นายดนุชา ระบุว่าผลลัพธ์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ที่ประกาศใช้ในปี 2566 ยังห่างจากเป้าหมายค่อนข้างมาก โดยรายได้ประชาชาติต่อหัวตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปี 2570 แต่ปี 2568 อยู่ที่ราว 8,300 ดอลลาร์สหรัฐเศษ สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหลังโควิด-19 โดยตั้งแต่ปี 2565 ไทยเผชิญทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดันราคาพลังงานสูงขึ้น เงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้น สงครามการค้า และสงครามในตะวันออกกลางล่าสุด
นายดนุชา กล่าวว่า ผลิตภาพการผลิตของไทยในปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ซึ่งไม่เพียงพอที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้โตตามที่ต้องการ ส่วนด้านความสามารถในการแข่งขัน ปีนี้ไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 จากอันดับที่ 30 แต่ย้อนหลังไทยไม่เคยขึ้นไปสูงกว่าอันดับที่ 25 เลย
ขณะที่ดัชนีความก้าวหน้าของคน (Human Achievement Index) อยู่ที่ 0.64 จากเป้า 0.72 และช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่มรวย 10% บนกับกลุ่ม 40% ล่างอยู่ที่ 5.04 เท่า จากเป้าไม่เกิน 5 เท่า ขณะที่ตัวเลขด้านภาครัฐและสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่เป็นไปตามเป้า โดยดัชนีประสิทธิภาพภาครัฐ (Government Efficiency) อยู่อันดับที่ 32 ทั้งที่ตั้งเป้าให้อยู่อันดับที่ 15 เมื่อสิ้นแผน 13
นอกจากนี้ ไทยอยู่อันดับที่ 17 ของดัชนีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk Index) ซึ่งเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ช่องว่างรายได้ที่ลดลงต่อเนื่องอาจมาจากการที่รัฐเข้าไปประคองกลุ่มเปราะบางมากขึ้น ไม่ใช่การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงขึ้น ทั้งนี้ในการยกร่างแผน 14 สศช. เปิดรับฟังความเห็นจากภาคการเมือง ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเยาวชน ตั้งแต่ปี 2567 พร้อมศึกษาร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ ADB, World Bank, UNFPA และ UNDP เพื่อประเมินฉากทัศน์การพัฒนา และยังเปิดแพลตฟอร์มรับความเห็นประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยลงพื้นที่รับฟังความเห็นใน 18 จังหวัด รวมถึงพูดคุยกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด ข้อเสนอที่ได้รับมีทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้าท้องถิ่น การเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน การกระจายรายได้ การสร้างงานที่ดี ระบบเตือนภัยพิบัติที่ทันเวลา และการปราบปรามทุจริตทุกรูปแบบ
นายดนุชา กล่าวว่า ขั้นต่อไป สศช. จะยกร่างรายละเอียดแนวทางในแต่ละด้านและดำเนินกระบวนการจัดทำแผนให้แล้วเสร็จเพื่อใช้ในปี 2570 พร้อมย้ำว่าการประกาศใช้แผนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง เพราะโอกาสที่มีเงินลงทุนไหลเข้าไทยต่อเนื่อง 2-3 ปีและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการที่ไทยเป็น safe zone นั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และอาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการปลดล็อกประเทศ
ด้านกลไกการจัดทำแผน สศช. ตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างแผนฯ 5 คณะ ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ปฏิรูปภาครัฐ ยกระดับทุนมนุษย์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีคณะกรรมการกลางที่นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธาน ทำหน้าที่วางกรอบและบูรณาการเนื้อหาให้เป็นทิศทางเดียวกัน แผนนี้ยึดหลักคิด 4 ประการ ได้แก่ การสร้างผลิตภาพ (Productivity) การกระจายประโยชน์ให้ทั่วถึง (Inclusivity) ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และการสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunity)
สำหรับ 13 Key Reform Priorities กลุ่มแรกด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาให้มีมูลค่าสูงขึ้น โดยต่อยอดฐานเดิมอย่างเกษตร เกษตรแปรรูป และท่องเที่ยว ควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากเงินลงทุนต่างประเทศ เช่น ยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสุขภาพและ wellness และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
นอกจากนี้ยังมีการปฏิรูปความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และวิชาการ รวมถึงการปฏิรูปการเงิน การคลัง และตลาดทุน เพื่อกระจายเงินทุนไปยังจุดที่มีผลิตภาพสูง
ด้านกลุ่มที่ 2 ด้านภาครัฐ นายดนุชากล่าวว่าต้องขจัดคอร์รัปชันให้หมดไป โดยเฉพาะเมื่อไทยจะเข้าเป็นสมาชิก OECD พร้อมปฏิรูปภาครัฐให้มีขนาดเล็กลงเพื่อลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น หน่วยงานที่มีภารกิจซ้ำซ้อนอาจต้องควบรวม และหน่วยที่ไม่จำเป็นอาจต้องยกเลิก เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการลงทุนพัฒนาประเทศ
ขณะเดียวกันต้องยกเลิกกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย รวมทั้งเงื่อนไขที่จำกัดการแข่งขันในตลาดเสรี เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กเดินหน้าทำธุรกิจได้
ส่วนกลุ่มที่ 3 ด้านทุนมนุษย์ อัตราการเกิดของไทยอยู่ที่ประมาณ 1.1% และอาจต่ำกว่านั้น จึงต้องออกแบบสิทธิประโยชน์ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเงิน การงาน การดูแล การศึกษา และที่อยู่อาศัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีบุตรได้ พร้อมยกระดับผลิตภาพแรงงานและออกแบบเส้นทางสู่งานที่ดี (Good Jobs) รวมถึงพลิกโฉมอาชีวศึกษาโดยจูงใจให้ภาคเอกชนร่วมแบ่งปันทรัพยากร และให้มหาวิทยาลัยปรับหลักสูตรข้ามศาสตร์ ควบคู่กับการมีมหาวิทยาลัยเฉพาะทางมากขึ้น
ทั้งนี้กลุ่มที่ 4 ด้านการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สศช. ระบุว่า ต้องฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างระบบรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการน้ำ และระบบความปลอดภัย พร้อมจัดการมลพิษที่ต้นทาง ประเด็นเร่งด่วนที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) เพื่อสร้างภูมิต้านทานด้านพลังงานให้ประเทศ ซึ่งต้องปรับปรุงระบบไฟฟ้า Smart Grid และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อย่างไรก็ดี 13 เรื่องดังกล่าวต้องทำไปพร้อมกันทั้งระบบผ่าน 5 เสาหลักภายใต้แนวคิด TRUST โดย T แรกคือ Transform เศรษฐกิจ ทั้งสาขาเป้าหมาย ระบบนิเวศธุรกิจ และเสถียรภาพด้านการเงิน การคลัง และตลาดทุน R คือ Reform ภาครัฐ ทั้งโครงสร้าง การบริหารจัดการ กฎหมาย และกำลังคน พร้อมสร้างความโปร่งใสและขจัดคอร์รัปชัน ส่วน U คือ Upgrade ทุนมนุษย์ ครอบคลุมการปฏิรูปการศึกษา การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และระบบสวัสดิการที่เหมาะสมกับสถานะของประชาชน S ใน TRUST คือ Sustainability ซึ่งมุ่งบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง บูรณาการการจัดการน้ำและภัยพิบัติ จัดการมลพิษ และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจสีเขียว
ส่วน T ตัวสุดท้ายคือ Technology โดยจะใช้โอกาสจากการลงทุนต่างประเทศในสาขาไฮเทคถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนไทยและธุรกิจไทย พร้อมหนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรม ปรับระบบเงินทุนวิจัยให้ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ของภาคเอกชนมากขึ้น







