
สศช. เตือนพื้นที่การคลังเหลือ 3-4% จับตาสารพัดวิกฤตถาโถม แนะทางรอดรับมือ
สศช. เตือนพื้นที่การคลังไทยเหลือแค่ 3-4% ชี้ 3 ปีที่ผ่านมาใช้ไปเยอะกระทบตรงงบปี 2570 หน่วยงานรัฐถูกตัดงบถ้วนหน้า หนี้สาธารณะพุ่งจาก 41% สู่ 67.5% เตือนสังคมสูงวัยเต็มขั้นปี 2577 ซ้ำเติมโจทย์การคลังระยะยาว
KEY
POINTS
- สศช. เปิดเผยว่าพื้นที่ทางการคลังของประเทศเหลือเพียง 3-4% หลังจากการใช้อย่างเข้มข้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับรับมือวิกฤตขนาดใหญ่ในอนาคต
- ความเสี่ยงทางการคลังที่สำคัญ ได้แก่ รายได้รัฐต่อ GDP ที่ลดลง, หนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นจากสังคมสูงวัย
- สศช. เสนอ 3 แนวทางสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง คือ การลงทุนระยะยาวเพื่อเพิ่มผลิตภาพ, ปรับระบบสวัสดิการให้ตรงเป้าหมาย และขยายฐานรายได้โดยดึงคนเข้าระบบภาษีมากขึ้น
16 กันยายน 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการสายงานมหภาค บัญชีประชาชาติ และการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ของ สศช. ประจำปี 2569 หัวข้อ "การเสริมคลัง สร้างอนาคตไทย" ว่า ขณะนี้มีการใช้พื้นที่ทางการคลังอย่างเข้มข้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เหลืออยู่ในระดับเพียง 3-4% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่ทุกหน่วยงานภาครัฐต้องเผชิญการปรับลดงบประมาณถ้วนหน้า และอาจไม่เพียงพอรองรับวิกฤตขนาดใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในอนาคต
เตือนพื้นที่การคลังไม่พอรับวิกฤต
นายดนุชา กล่าวว่า โจทย์เรื่องการคลังของประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขหนี้สาธารณะไม่เกินกรอบที่กำหนด หรือการขาดดุลงบประมาณแต่ละปีไม่เกิน 3% แต่คือคำถามว่าประเทศมีความสามารถทางการคลังเพียงพอจะรองรับภารกิจที่จำเป็นทั้งในปัจจุบันและอนาคตหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคมสูงวัย คุณภาพการศึกษา ผลิตภาพแรงงาน หรือสวัสดิการดูแลผู้ด้อยโอกาส และยังไม่นับรวมความเสี่ยงจากวิกฤตอื่นที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ดังนั้นการเสริมคลังในความหมายนี้ไม่ใช่การเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่ายของรัฐบาลโดยตรง แต่หมายถึงการลดความเสี่ยงและสร้างฐานะให้มีความแข็งแกร่ง ยืดหยุ่น และยั่งยืนในระยะยาว เพื่อให้พื้นที่การคลังมีความกว้างเพียงพอสำหรับการเลือกลงทุน เลือกดูแลประชาชน และเลือกตอบสนองต่อวิกฤตด้วยวิธีการที่เหมาะสม
"ตั้งแต่ปี 2567 ที่ผ่านมา เราใช้พื้นที่ทางการคลังไปมาก และใช้ไปโดยที่อาจจะคิดว่าน่าจะมีประโยชน์ แต่จริง ๆ แล้วอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ได้ การตัดสินใจในวันนั้นจะเห็นว่ามีปัญหาในวันนี้ คือการจัดทำงบประมาณปี 2570 ที่ทำกันมา พราะช่วงที่ผ่านมาทำทั้งงบกลางปี ทั้งการขาดทุนเต็มที่ จนพื้นที่ทางการคลังตอนนี้อยู่ที่รวมประมาณสัก 3-4% ซึ่งถ้ามีวิกฤตขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกรอบหนึ่ง ถามว่าพร้อมหรือไม่ที่จะจัดการด้วยมาตรการ อันนี้เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ในเรื่องของภาคการคลังมีความสำคัญ เพื่อให้เห็นว่าการตัดสินใจในวันนั้นส่งผลอะไรกับอนาคตในวันนี้" นายดนุชา กล่าว
ความเสี่ยงการคลังที่ทับซ้อนกดดัน 2 ด้าน
นายดนุชา กล่าวว่า ความเสี่ยงทางการคลังที่กำลังกดดันซ้อนกันอยู่ในเวลานี้อีก 2 ด้าน คือความเสี่ยงด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐที่มีสัดส่วนต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง จาก 16.7% ในปี 2559 เหลือ 15% ในปี 2568 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ Emerging Economy และ OECD และความเสี่ยงด้านรายจ่ายที่ขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องหลายปีจนต้องกู้เงินปีละหลายแสนล้านบาท
ขณะที่รายจ่ายสวัสดิการซึ่งมีภาระผูกพันตัดลดได้ยาก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากระดับ 41.1% ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 67.5% ในปัจจุบัน สะท้อนว่าพื้นที่ทางการคลังของประเทศเหลืออยู่อย่างจำกัดมาก และยังไม่นับรวมความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งยกตัวอย่างสถานการณ์น้ำหลากที่จังหวัดน่านที่ระบบเตือนภัยเรดาร์ตรวจวัดปริมาณฝนคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นยำเพียงประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนเกิดความเสียหาย
สังคมสูงวัยกดงบประมาณสาธารณสุข
มากไปกว่านั้นประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Perfect Aged Society) ในปี 2577 ซึ่งจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 28.4% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้สัดส่วนคนวัยทำงานที่สร้างรายได้ให้ภาครัฐลดลง ขณะที่ภาระด้านสาธารณสุขและหลักประกันหลังเกษียณจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่ง สศช. ได้พัฒนาข้อมูล Social Budget เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคมในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
ดังนั้นหากไม่มีการปฏิรูปนโยบายสังคมตั้งแต่วันนี้ จะเกิดปัญหารายจ่ายสวัสดิการไม่เพียงพอกับภาระที่เกิดขึ้นในอนาคต พร้อมยกตัวอย่างกลุ่มประเทศยุโรปที่เป็นรัฐสวัสดิการซึ่งประสบปัญหารายจ่ายไม่เพียงพอ เนื่องจากอัตราภาษีสูงและระบบสวัสดิการตึงตัว
เลขาธิการ สศช. ยังกล่าวถึงบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจไทยตามระบบบัญชีประชาชาติว่า ภาครัฐไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานที่ออกงบประมาณ เบิกจ่ายงบประมาณ หรือจัดเก็บภาษีเท่านั้น แต่มีบทบาทเป็นทั้งนายจ้าง ผู้จ้างงาน ผู้จัดหาบริการสาธารณะ ผู้บริโภค ผู้ลงทุน และผู้ถือครองทรัพย์สิน โดยเป็นผู้รับความเสี่ยงสุดท้ายของระบบเศรษฐกิจไทย จึงจำเป็นต้องมีภาพที่ชัดเจนว่าภาครัฐใช้ทรัพยากรไปที่ไหนบ้าง และกิจกรรมเหล่านั้นสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อนำไปออกแบบนโยบายการคลังที่ถูกต้องต่อไป
เสนอ 3 แนวทางสร้างความเข้มแข็งการคลัง
อย่างไรก็ตาม สศช. ขอเสนอแนวทางสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การบริหารการคลังระยะยาวที่มุ่งสร้าง productivity ผ่านการลงทุนด้านการศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี แทนการเพิ่มรายจ่ายระยะสั้น การปรับระบบสวัสดิการสังคมให้ตรงเป้าหมายผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อนและมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตามเศรษฐฐานะ (Targeted Universal) และการขยายฐานรายได้ของรัฐโดยไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษี แต่นำคนเข้าสู่ระบบภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมย้ำว่าการปฏิรูปภาษีจะสำเร็จได้ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเห็นว่าภาษีที่จ่ายไปย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างจับต้องได้
"เรื่องการคลังของประเทศไม่ใช่แค่การรักษาหนี้สาธารณะให้อยู่ใต้เพดานที่กำหนด แต่คือความสามารถของรัฐในการตอบสนองต่ออนาคต โดยการปฏิรูปเศรษฐกิจและการปฏิรูปการคลังเป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ หากเศรษฐกิจไม่เติบโต การหารายได้ของรัฐก็ยากขึ้นตามไปด้วย" เลขาธิการ สศช. ระบุ







