
สศช.-บพท. แก้คนจนตกขอบ บรรจุแผนฯ 14 ประกาศไทยไม่ใช่คนป่วยเอเชีย เวที IMF
กรรมการ สศช. เปิดแผนแก้ปัญหาความยากจน บรรจุแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 14 ดึงบพท. จัดโมเดลแก้จน ขยายผลทั่วประเทศ แก้คนจนตกขอบ เตรียมประกาศไทยไม่ใช่คนป่วยเอเชีย เวที IMF-World Bank
KEY
POINTS
- สศช. เตรียมบรรจุแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนไว้ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 โดยใช้ข้อมูลจากงานวิจัยของ บพท. ใน 20 จังหวัดที่ยากจนที่สุดเป็นต้นแบบ
- แผนฯ 14 จะเปลี่ยนแนวทางการช่วยเหลือจากการสงเคราะห์ เป็นการยกระดับศักยภาพให้คนจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อเปลี่ยนจากภาระเป็นกำลังของประเทศ
- รัฐบาลจะนำเสนอแผนฯ 14 ในเวทีประชุม IMF-World Bank เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าไทยกำลังแก้ปัญหาความยากจนอย่างเป็นระบบ และไม่ใช่ "คนป่วยแห่งเอเชีย"
15 กันยายน 2569 นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “พลังสู้ชนะจน ครั้งที่ 3 สู่แผนชาติ ฉบับที่ 14” เรื่องความสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกับการขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม โดยระดมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมกลุ่มย่อยเพื่อสรุปแนวทางและข้อเสนอบเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนและปัญหาเชิงสังคมบรรจุในแผนพัฒนาฯ ฉบับ 14 ว่า
ขณะนี้ร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุมสภาฯ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นี้ โดยภายในแผนจะมีการบรรจุเรื่องของการแก้ไขความยากจนของประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยอาศัยฐานข้อมูลจากงานวิจัยแก้จนใน 20 จังหวัดของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดำเนินการมากว่า 6 ปีมาประกอบด้วย
“คณะกรรมการสภาฯ เชื่อว่างานวิจัยที่กระทรวงการ อว. มอบหมายให้ บพท. ดำเนินการ มีองค์ความรู้ กลไกการขับเคลื่อน และเครื่องมือที่ชัดเจนพอจะผลักดันให้การแก้ไขความยากจนเป็นเรื่องใหญ่ในแผน 14 เนื่องจากงานวิจัยดังกล่าวเลือกทำใน 20 จังหวัดที่ยากจนที่สุดก่อน เพื่อทดลองแก้โจทย์ที่ยากที่สุด และเมื่อสำเร็จแล้ว จะขยายผลไปยังอีกกว่า 50 จังหวัดที่เหลือ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ถูกทอดทิ้งมานาน” นายเอ็นนู กล่าว
ขยายผลแก้จนทั่วประเทศ บรรจุแผนฯ 14
นายเอ็นนู กล่าวว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จะประกาศใช้ในเดือนตุลาคม 2570 และเริ่มดำเนินการจริงในปี 2571 ขณะนี้ สศช. กำลังเร่งเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน โดยยังมีเวลาเกือบ 1 ปีในการคิดค้นกลไกให้ 50 จังหวัดที่จะขยายผลไม่ต้องลองผิดลองถูกเหมือนช่วงแรก พร้อมปรับมุมมองจากการสงเคราะห์คนจนด้วยเงินช่วยเหลือตลอดไป มาเป็นการยกระดับศักยภาพให้พึ่งพาตนเองได้ เพื่อลดภาระการสงเคราะห์และเปลี่ยนคนจนจากภาระให้กลายเป็นกำลังของประเทศ
ทั้งนี้ที่ผ่านมาคณะกรรมการเห็นพ้องกันว่าแผน 14 ต้องเป็นแผนของประชาชน ไม่ใช่แผนของ สศช. เพียงฝ่ายเดียวเหมือนในอดีต โดยช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นครอบคลุม 18 กลุ่มจังหวัด และจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นรายประเด็นกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ สตรี นักวิชาการ และภาครัฐ พร้อมปรับแผนจากมิติรายประเด็นที่ทำงานแยกเป็นไซโล มาเป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อให้ตอบสนองบริบทที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่
ประกาศบนเวที IMF-World Bank ไทยแก้จนเป็นระบบ
นายเอ็นนู กล่าวว่า ในการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 นี้ สศช.อาจจัดเตรียมข้อมูลเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลชี้แจงต่อที่ประชุมว่าประเทศไทยไม่ใช่ "คนป่วยแห่งเอเชีย" ตามที่สื่อต่างประเทศเคยระบุไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้จะนำเสนอแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งบรรจุแนวทางแก้ไขความยากจนเชิงโครงสร้างไว้อย่างชัดเจน เป็นหลักฐานยืนยันว่าประเทศไทยกำลังลุกขึ้นแก้ปัญหาความยากจนอย่างเป็นระบบ โดยมีแนวทางที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาคนซึ่งเป็นหัวใจหลักของการพัฒนา
“เมื่อต้นปีที่แล้ว มีสื่อต่างประเทศระบุว่าเราเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เป็นเรื่องที่น่าอายมาก เราต้องไม่ใช่คนป่วยแห่งเอเชีย โดยเราจะต้องบอกเขาในเวทีการประชุมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ช่วงวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 นี้ว่าเราเปลี่ยนแล้ว เราไม่ควรป่วย เราไม่ได้ติดเตียง เรากำลังลุกขึ้น เราจะเดินและเราจะวิ่งแซงคนอื่น” นายเอ็นนู ระบุ
เปิดข้อมูลเชิงลึกพบคนจนตกขอบเพียบ
นายกิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า บพท.ได้ร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยและภาคประชาสังคมประชาพิจารณ์ เพื่อนำข้อมูลจากงานวิจัยมาเทียบเคียงกับโครงสร้าง 5 ด้านของแผน 14 ได้แก่ ด้านทุนมนุษย์ ทุนเศรษฐกิจ ภาครัฐ สิ่งแวดล้อม และงานวิจัยนวัตกรรม ผลจากการรับฟังความคิดเห็นพบว่าแผน 14 ยังครอบคลุมชีวิตของประชาชนกลุ่มฐานรากและเศรษฐกิจฐานรากได้ไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
ทั้งนี้ข้อมูลจากพื้นที่วิจัย 20 จังหวัดของ บพท. ชี้ให้เห็นว่าในกลุ่มครัวเรือนยากจนกว่า 1 ล้านคนที่สำรวจพบ ยังมีอีกหลายแสนคนที่ขาดทักษะอาชีพ รวมถึงเกษตรกรที่จดทะเบียนอีก 9 ล้านครัวเรือนที่ตกหล่นจากนโยบายรัฐ ดังนั้นจึงเสนอให้ สศช. กำหนดโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก โครงสร้างของเกษตรกร และครัวเรือนยากจนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการและการลงทุนงบประมาณของภาครัฐ
นายกิตติ กล่าวว่า มาตรการของภาครัฐในปัจจุบันอาจลงไปถึงพื้นที่ แต่ยังไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 เคยตั้งเป้าลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้จาก 20 กว่าเท่าให้เหลือ 10 กว่าเท่า แต่ปัจจุบันรายงานของธนาคารโลก กลับพบว่าความเหลื่อมล้ำขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 33 เท่า สะท้อนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจยังลงไปไม่ถึงครัวเรือนฐานราก และยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่กระทบประชาชนกลุ่มนี้อย่างรุนแรง
ยกข้อมูลวิจัยพื้นที่ 20 จังหวัดขยายผล
สำหรับข้อเสนอจากงานวิจัยของ บพท. แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือข้อเสนอเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ การสร้างเครื่องมือทางการเงินสำหรับครัวเรือนยากจน และการกระจายอำนาจ ส่วนที่สองคือคู่มือการปฏิบัติงานระดับจังหวัด เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือและระบบข้อมูลชี้เป้าในระดับพื้นที่
ทั้งนี้ สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ โดยรองนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติแผนงานวิจัยดังกล่าวแล้ว โดยจะใช้พื้นที่ 20 จังหวัดเป็นฐานถอดบทเรียนเพื่อขยายผลไปยังจังหวัดข้างเคียงต่อไป
นายกิตติ ระบุว่า โจทย์สำคัญหลายประเด็นที่คาดหวังอยากให้มีคำตอบให้ชัดเจนในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ได้แก่ เกษตรกร 9 ล้านครัวเรือน ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือแรงงานนอกระบบอีกหลายสิบล้านคน หรือครัวเรือนยากจน 20% ระดับล่างสุด และเศรษฐกิจฐานรากระดับชุมชน จะอยู่ตรงไหนของแผน และจะมีกลไกกระบวนการพัฒนาอย่างไร
ทั้งนี้จะใช้ข้อมูลความรู้จากงานวิจัยแก้ปัญหาความยากจนลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ ซึ่ง บพท.ร่วมกับคณาจารย์นักวิจัย และสถาบันวิชาการดำเนินการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งมีข้อค้นพบครัวเรือนยากจนใน 20 จังหวัดยากจนสูงสุดของประเทศ จำนวน 303,444 ครัวเรือน จำนวนคนจน 1,243,449 คน เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นในการระดมความคิดเห็น
“แนวทางสำคัญในการนำไปสู่การแก้ปัญหาความยากจนยั่งยืน มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการได้แก่ การพัฒนาทักษะการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ การพัฒนาทักษะการจัดการทางการเงิน และการสร้างเสริมอุปนิสัยความพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย รวมทั้งควรต้องเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณให้เข้าถึงครัวเรือนยากจนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ” นายกิตติ ระบุ







