thansettakij
thansettakij
ผู้รับเหมา จี้รัฐดัน Local Content 50% สกัดดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ

เอกชนจี้รัฐดัน Local Content 50% สกัดดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ

03 ก.ย. 69 | 07:09 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ย. 69 | 07:25 น.

ผู้รับเหมาและที่ปรึกษางานระบบดาต้าเซ็นเตอร์ เรียกร้องรัฐเร่งวางกติกา Local Content อย่างน้อย 50% พร้อมกำหนดสัดส่วนบุคลากรไทยไม่น้อยกว่า 80% หลังพบ 30 จาก 35 ไซต์ใช้ทีมงานจีน หวั่นเงินลงทุนหลายแสนล้านไม่หมุนเวียนในประเทศ

KEY

POINTS

  • ผู้รับเหมาเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดนโยบาย Local Content อย่างน้อย 50% สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์
  • เพื่อป้องกันปัญหา "ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ" ที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการและแรงงานไทย
  • ข้อเสนอครอบคลุมการจ้างงานบุคลากรไทย การใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรกของการลงทุน

การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และ AI Data Center ที่กำลังขยายตัวในประเทศไทย อาจสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าที่ควร หากภาครัฐยังไม่มีมาตรการเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนเข้ากับผู้รับเหมา วิศวกร ผู้ผลิตอุปกรณ์ และแรงงานภายในประเทศอย่างชัดเจน

ข้อเสนอดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในงาน NEOTech FORUMS 2026 Powering Thailand’s AI Future จัดโดยวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ KMITL ร่วมกับฐานเศรษฐกิจ ภายใต้หัวข้อ “จาก Data Center สู่เศรษฐกิจไทย: Local Content 50% ทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจริง?”

ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า การวัดความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวนโครงการหรือมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน แต่ต้องดูว่าเม็ดเงินดังกล่าวสร้างงาน สร้างรายได้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยได้มากน้อยเพียงใด

หวั่นเกิด “ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ”

นายณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม โซลูชันด้านวิศวกรรม และพลังงานทดแทน

นายณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม โซลูชันด้านวิศวกรรม และพลังงานทดแทน เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรกำหนดเป้าหมายการใช้สินค้า อุปกรณ์ บุคลากร และบริการภายในประเทศ หรือ Local Content ในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และ AI Data Center อย่างน้อย 50% เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบันโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องแข่งขันทั้งด้านต้นทุนและความรวดเร็ว นักลงทุนจึงมักกำหนดงบประมาณและระยะเวลาก่อสร้างอย่างจำกัด บางโครงการต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 12 เดือน ทำให้ผู้รับเหมาและผู้ประกอบการไทยจำนวนหนึ่งไม่สามารถเตรียมสินค้า บุคลากร หรือส่งมอบงานได้ทันตามกรอบเวลา

นักลงทุนรายใหญ่จึงเลือกใช้พันธมิตรจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและมาเลเซีย ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานร่วมกันและสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้รวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเสียโอกาสรับงานก่อสร้างและติดตั้งระบบที่มีมูลค่าตั้งแต่หลักพันล้านถึงหลักหมื่นล้านบาท

หากไม่มีมาตรการรองรับ ประเทศไทยอาจเผชิญภาวะ “ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ” กล่าวคือ แม้มีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาและโครงการตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่เม็ดเงินและผลประโยชน์ส่วนใหญ่กลับไม่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย

แม้เทคโนโลยีหลักอย่างเซิร์ฟเวอร์และหน่วยประมวลผล GPU ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และเป็นส่วนที่ผู้ผลิตไทยเข้าไปมีบทบาทได้จำกัด แต่ไทยยังมีศักยภาพในโครงสร้างพื้นฐานรอบนอก โดยเฉพาะระบบพลังงาน ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า และงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง

ภาครัฐจึงควรคัดเลือกประเภทงานที่ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อม กำหนดให้อยู่ในรายการ Local Content อย่างชัดเจน พร้อมพัฒนาบุคลากร มาตรฐานการทำงาน และความสามารถในการส่งมอบให้สอดคล้องกับระยะเวลาของนักลงทุน

เสนอจับคู่ทุนไทยกับเทคโนโลยีโลก

นายณรัตน์ไชย เสนอว่า รัฐควรสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจพลังงานไทยที่มีความพร้อมด้านพื้นที่และกำลังผลิตไฟฟ้า เช่น IRPC และ GPSC เข้าเป็นพันธมิตรหรือร่วมลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ

ตัวอย่างเช่น หากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต้องการกำลังไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยประมาณ 500 เมกะวัตต์ อาจจัดสรรกำลังผลิตบางส่วนราว 200 เมกะวัตต์ ให้พันธมิตรไทยร่วมดำเนินงาน แทนการปล่อยให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนและบริหารจัดการทั้งหมด

โมเดลนี้จะช่วยให้ธุรกิจไทยได้รับทั้งรายได้ ประสบการณ์ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับจากผู้จำหน่ายไฟฟ้าหรือผู้รับเหมารายย่อยไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอีกหลายเท่าในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า

สงครามราคาบีบงานระบบไทย

นายเขมณัฐ นิลเจริญ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท แอคคิวเมน คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Acumen Consulting ที่ปรึกษาด้านงานระบบวิศวกรรมและศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือ Data Center กล่าวว่า ในอดีตโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมีมูลค่าลงทุนประมาณ 10–11 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ ทำให้เม็ดเงินกระจายเข้าสู่งานออกแบบ ก่อสร้าง งานระบบ และการดำเนินงานหลังเปิดให้บริการ

นายเขมณัฐ นิลเจริญ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท แอคคิวเมน คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Acumen Consulting ที่ปรึกษาด้านงานระบบวิศวกรรมและศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือ Data Center 

การลงทุนยังเปิดโอกาสให้ผู้ออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา และบุคลากรฝ่ายปฏิบัติการได้ทำงานภายใต้มาตรฐานสากล รวมถึงสร้างสายงานเฉพาะทาง เช่น งานตรวจสอบและทดสอบระบบ หรือ Commissioning ซึ่งเป็นงานทักษะและมูลค่าสูง

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาจากกลุ่มทุนรายใหม่ทำให้ราคาก่อสร้างลดลงเหลือประมาณ 6–7 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ จากเดิม 10–11 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ ขณะที่งานออกแบบ ก่อสร้าง และงานระบบจำนวนมากเริ่มไม่ตกถึงมือผู้ประกอบการไทย

บางโครงการให้วิศวกรไทยทำหน้าที่เพียงลงนามรับรองแบบ หรือ Endorsement เพื่อประกอบการยื่นขอใช้ไฟฟ้า โดยไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบอย่างแท้จริง นอกจากทำให้ไทยเสียโอกาสพัฒนาบุคลากรแล้ว ยังอาจสร้างความเสี่ยงด้านมาตรฐานและความรับผิดชอบทางวิศวกรรม หากผู้ลงนามไม่ได้รับรู้หรือเข้าใจรายละเอียดของแบบทั้งหมด

30 จาก 35 ไซต์ใช้ทีมงานจีน

ข้อมูลไซต์งานดาต้าเซ็นเตอร์ที่ Acumen Consulting ดูแลหรือรวบรวมประมาณ 35 แห่ง พบว่ามีไซต์ซึ่งดำเนินการโดยทีมงานจีนแล้วประมาณ 30 แห่ง ส่วนไซต์ที่ใช้ทีมงานไทยมีเพียงประมาณ 5 แห่ง และยังไม่รวมผู้ให้บริการรายใหญ่

หลายโครงการมีทั้งทีมบริหาร วิศวกร และแรงงานจีนเข้ามาทำงานเกือบเต็มไซต์ ทำให้เม็ดเงินลงทุนที่ประกาศว่าเข้าสู่ประเทศไทย อาจไม่ได้กระจายไปยังผู้ประกอบการและแรงงานไทยในสัดส่วนที่เหมาะสม

นายเขมณัฐจึงเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ทำหน้าที่เป็น “กระดุมเม็ดแรก” ในการคัดกรองคุณภาพโครงการ พร้อมกำหนดให้ชัดเจนว่าประเทศไทยต้องได้รับประโยชน์อะไรเป็นการตอบแทนจากการให้สิทธิส่งเสริมการลงทุน

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ กำหนดให้โครงการใช้ผู้รับเหมาไทย หรือให้ผู้รับเหมาต่างชาติที่เข้ามาดำเนินโครงการจ้างบุคลากรไทย โดยเฉพาะวิศวกรและบุคลากรด้านเทคนิค ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 80%

เงื่อนไขดังกล่าวต้องวัดจากการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงนำรายชื่อบุคลากรไทยมาใส่ให้ครบตามเกณฑ์ แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนไทยมีส่วนร่วมตั้งแต่งานออกแบบ ก่อสร้าง ทดสอบ และควบคุมระบบ รวมถึงได้เรียนรู้เทคโนโลยีเฉพาะด้าน เช่น ระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติ หรือ Building Automation ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่นได้

ดัน Local Content 50% สร้างตลาดในประเทศ

ข้อเสนออีกด้านหนึ่งคือ การกำหนดสัดส่วน Local Content ไม่น้อยกว่า 50% ครอบคลุมตั้งแต่งานออกแบบ งานก่อสร้าง งานระบบ การจ้างผู้รับเหมา ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพผลิตได้

ปัจจุบันไทยมีฐานการผลิตอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะระบบระบายความร้อนและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้ผลิตบางรายซึ่งตั้งโรงงานในประเทศไทยกลับผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก และยังไม่มีโอกาสจำหน่ายสินค้าให้โครงการในประเทศ

ตัวอย่างเช่น แบรนด์ญี่ปุ่นที่ผลิต CPU และแผงพัดลมระบายความร้อน หรือ Fan Board มีโรงงานในประเทศไทยมานาน แต่ยังไม่เคยจำหน่ายสินค้าให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย

ภาครัฐควรเปิดให้บริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากฐานการผลิตภายในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม

กรณีที่โครงการไม่สามารถทำตามเกณฑ์ Local Content 50% ได้ รัฐอาจกำหนดมาตรการชดเชย หรือ Offset เช่น การสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า หรือช่วยบูรณาการระบบโรงไฟฟ้าชุมชนเข้ากับโครงสร้างพลังงานของพื้นที่ เพื่อให้การลงทุนยังสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศ

พร้อมกันนี้ ควรนำหลักผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ Social Return on Investment: SROI มาใช้ประกอบการพิจารณาให้สิทธิส่งเสริม โดยประเมินทั้งการสร้างงาน การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้สินค้าและบริการภายในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และผลกระทบต่อชุมชนรอบโครงการ

เร่งคว้า “เค้กก้อนใหญ่” ใน 3 ปีแรก

นายขจรศักดิ์ สัมพันธ์วิเชียร CEO และผู้ก่อตั้ง บริษัท ดีซี ดีไซน์ โซลูชั่น จำกัด หรือ DC Design Solution กล่าวว่า โครงสร้างการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายด้านทุน หรือ Capex และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หรือ Opex

นายขจรศักดิ์ สัมพันธ์วิเชียร CEO และผู้ก่อตั้ง บริษัท ดีซี ดีไซน์ โซลูชั่น จำกัด หรือ DC Design Solution

ช่วงเริ่มต้นเป็นการลงทุนด้าน Capex ครอบคลุมงานโครงสร้างพื้นฐาน ก่อสร้าง รับเหมา และจัดหาสินค้าอุปกรณ์ โดยจะเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นประมาณ 3 ปี ก่อนสิ้นสุดลงเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงถือเป็น “เค้กก้อนใหญ่” และเป็นช่วงเวลาสำคัญของผู้ผลิต ผู้รับเหมา และซัพพลายเออร์ไทย

หากไทยไม่มีกติกา Local Content นักลงทุนย่อมสามารถนำเข้าสินค้า อุปกรณ์ วัสดุ และบริการจากต่างประเทศได้เกือบทั้งหมด ขณะที่โอกาสของงาน Capex มีระยะเวลาจำกัด เมื่ออาคารสร้างเสร็จ ความต้องการงานรับเหมาและวัสดุขนาดใหญ่จะลดลง โอกาสของซัพพลายเชนไทยก็จะผ่านพ้นไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม การกำหนด Local Content ต้องเดินควบคู่กับการยกระดับความพร้อมของซัพพลายเชนไทย เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการความรวดเร็ว หากสินค้าและบริการในประเทศไม่สามารถส่งมอบได้ตามปริมาณ มาตรฐาน หรือกรอบเวลาของโครงการ การกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไปอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุน

โจทย์ของรัฐจึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างการดึงดูดนักลงทุนกับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เป้าหมายของ Local Content ไม่ใช่การปิดกั้นการนำเข้า แต่ต้องทำให้เงินลงทุนบางส่วนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ การจ้างงาน และการพัฒนาทักษะภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

หากปล่อยให้ช่วงก่อสร้าง 3 ปีแรกผ่านไปโดยไม่มีมาตรการรองรับ ประเทศไทยอาจเหลือบทบาทเพียงเป็นสถานที่ตั้งอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่งานมูลค่าสูง เทคโนโลยี และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์ต่างชาติ