
เอกชนจี้รัฐดัน Local Content 50% สกัดดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ
ผู้รับเหมาและที่ปรึกษางานระบบดาต้าเซ็นเตอร์ เรียกร้องรัฐเร่งวางกติกา Local Content อย่างน้อย 50% พร้อมกำหนดสัดส่วนบุคลากรไทยไม่น้อยกว่า 80% หลังพบ 30 จาก 35 ไซต์ใช้ทีมงานจีน หวั่นเงินลงทุนหลายแสนล้านไม่หมุนเวียนในประเทศ
KEY
POINTS
- ผู้รับเหมาเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดนโยบาย Local Content อย่างน้อย 50% สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์
- เพื่อป้องกันปัญหา "ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ" ที่เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไม่กระจายสู่ผู้ประกอบการและแรงงานไทย
- ข้อเสนอครอบคลุมการจ้างงานบุคลากรไทย การใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีแรกของการลงทุน
การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และ AI Data Center ที่กำลังขยายตัวในประเทศไทย อาจสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยต่ำกว่าที่ควร หากภาครัฐยังไม่มีมาตรการเชื่อมโยงเม็ดเงินลงทุนเข้ากับผู้รับเหมา วิศวกร ผู้ผลิตอุปกรณ์ และแรงงานภายในประเทศอย่างชัดเจน
ข้อเสนอดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นในงาน NEOTech FORUMS 2026 Powering Thailand’s AI Future จัดโดยวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (CIIM) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ KMITL ร่วมกับฐานเศรษฐกิจ ภายใต้หัวข้อ “จาก Data Center สู่เศรษฐกิจไทย: Local Content 50% ทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจริง?”
ภาคเอกชนเห็นตรงกันว่า การวัดความสำเร็จของนโยบายส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะจำนวนโครงการหรือมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน แต่ต้องดูว่าเม็ดเงินดังกล่าวสร้างงาน สร้างรายได้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยได้มากน้อยเพียงใด
หวั่นเกิด “ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ”
นายณรัตน์ไชย หลีระพันธ์ ประธาน บริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม โซลูชันด้านวิศวกรรม และพลังงานทดแทน เปิดเผยว่า ประเทศไทยควรกำหนดเป้าหมายการใช้สินค้า อุปกรณ์ บุคลากร และบริการภายในประเทศ หรือ Local Content ในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และ AI Data Center อย่างน้อย 50% เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ต้องแข่งขันทั้งด้านต้นทุนและความรวดเร็ว นักลงทุนจึงมักกำหนดงบประมาณและระยะเวลาก่อสร้างอย่างจำกัด บางโครงการต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 12 เดือน ทำให้ผู้รับเหมาและผู้ประกอบการไทยจำนวนหนึ่งไม่สามารถเตรียมสินค้า บุคลากร หรือส่งมอบงานได้ทันตามกรอบเวลา
นักลงทุนรายใหญ่จึงเลือกใช้พันธมิตรจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและมาเลเซีย ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานร่วมกันและสามารถเริ่มดำเนินโครงการได้รวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเสียโอกาสรับงานก่อสร้างและติดตั้งระบบที่มีมูลค่าตั้งแต่หลักพันล้านถึงหลักหมื่นล้านบาท
หากไม่มีมาตรการรองรับ ประเทศไทยอาจเผชิญภาวะ “ดาต้าเซ็นเตอร์ศูนย์เหรียญ” กล่าวคือ แม้มีเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาและโครงการตั้งอยู่ในประเทศไทย แต่เม็ดเงินและผลประโยชน์ส่วนใหญ่กลับไม่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย
แม้เทคโนโลยีหลักอย่างเซิร์ฟเวอร์และหน่วยประมวลผล GPU ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และเป็นส่วนที่ผู้ผลิตไทยเข้าไปมีบทบาทได้จำกัด แต่ไทยยังมีศักยภาพในโครงสร้างพื้นฐานรอบนอก โดยเฉพาะระบบพลังงาน ระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า และงานวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง
ภาครัฐจึงควรคัดเลือกประเภทงานที่ผู้ประกอบการไทยมีความพร้อม กำหนดให้อยู่ในรายการ Local Content อย่างชัดเจน พร้อมพัฒนาบุคลากร มาตรฐานการทำงาน และความสามารถในการส่งมอบให้สอดคล้องกับระยะเวลาของนักลงทุน
เสนอจับคู่ทุนไทยกับเทคโนโลยีโลก
นายณรัตน์ไชย เสนอว่า รัฐควรสนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจพลังงานไทยที่มีความพร้อมด้านพื้นที่และกำลังผลิตไฟฟ้า เช่น IRPC และ GPSC เข้าเป็นพันธมิตรหรือร่วมลงทุนกับบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ
ตัวอย่างเช่น หากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต้องการกำลังไฟฟ้าสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยประมาณ 500 เมกะวัตต์ อาจจัดสรรกำลังผลิตบางส่วนราว 200 เมกะวัตต์ ให้พันธมิตรไทยร่วมดำเนินงาน แทนการปล่อยให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนและบริหารจัดการทั้งหมด
โมเดลนี้จะช่วยให้ธุรกิจไทยได้รับทั้งรายได้ ประสบการณ์ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับจากผู้จำหน่ายไฟฟ้าหรือผู้รับเหมารายย่อยไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอีกหลายเท่าในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า
สงครามราคาบีบงานระบบไทย
นายเขมณัฐ นิลเจริญ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท แอคคิวเมน คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Acumen Consulting ที่ปรึกษาด้านงานระบบวิศวกรรมและศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือ Data Center กล่าวว่า ในอดีตโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมีมูลค่าลงทุนประมาณ 10–11 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ ทำให้เม็ดเงินกระจายเข้าสู่งานออกแบบ ก่อสร้าง งานระบบ และการดำเนินงานหลังเปิดให้บริการ
การลงทุนยังเปิดโอกาสให้ผู้ออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา และบุคลากรฝ่ายปฏิบัติการได้ทำงานภายใต้มาตรฐานสากล รวมถึงสร้างสายงานเฉพาะทาง เช่น งานตรวจสอบและทดสอบระบบ หรือ Commissioning ซึ่งเป็นงานทักษะและมูลค่าสูง
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้านราคาจากกลุ่มทุนรายใหม่ทำให้ราคาก่อสร้างลดลงเหลือประมาณ 6–7 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ จากเดิม 10–11 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์ ขณะที่งานออกแบบ ก่อสร้าง และงานระบบจำนวนมากเริ่มไม่ตกถึงมือผู้ประกอบการไทย
บางโครงการให้วิศวกรไทยทำหน้าที่เพียงลงนามรับรองแบบ หรือ Endorsement เพื่อประกอบการยื่นขอใช้ไฟฟ้า โดยไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบอย่างแท้จริง นอกจากทำให้ไทยเสียโอกาสพัฒนาบุคลากรแล้ว ยังอาจสร้างความเสี่ยงด้านมาตรฐานและความรับผิดชอบทางวิศวกรรม หากผู้ลงนามไม่ได้รับรู้หรือเข้าใจรายละเอียดของแบบทั้งหมด
30 จาก 35 ไซต์ใช้ทีมงานจีน
ข้อมูลไซต์งานดาต้าเซ็นเตอร์ที่ Acumen Consulting ดูแลหรือรวบรวมประมาณ 35 แห่ง พบว่ามีไซต์ซึ่งดำเนินการโดยทีมงานจีนแล้วประมาณ 30 แห่ง ส่วนไซต์ที่ใช้ทีมงานไทยมีเพียงประมาณ 5 แห่ง และยังไม่รวมผู้ให้บริการรายใหญ่
หลายโครงการมีทั้งทีมบริหาร วิศวกร และแรงงานจีนเข้ามาทำงานเกือบเต็มไซต์ ทำให้เม็ดเงินลงทุนที่ประกาศว่าเข้าสู่ประเทศไทย อาจไม่ได้กระจายไปยังผู้ประกอบการและแรงงานไทยในสัดส่วนที่เหมาะสม
นายเขมณัฐจึงเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ทำหน้าที่เป็น “กระดุมเม็ดแรก” ในการคัดกรองคุณภาพโครงการ พร้อมกำหนดให้ชัดเจนว่าประเทศไทยต้องได้รับประโยชน์อะไรเป็นการตอบแทนจากการให้สิทธิส่งเสริมการลงทุน
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือ กำหนดให้โครงการใช้ผู้รับเหมาไทย หรือให้ผู้รับเหมาต่างชาติที่เข้ามาดำเนินโครงการจ้างบุคลากรไทย โดยเฉพาะวิศวกรและบุคลากรด้านเทคนิค ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 80%
เงื่อนไขดังกล่าวต้องวัดจากการทำงานจริง ไม่ใช่เพียงนำรายชื่อบุคลากรไทยมาใส่ให้ครบตามเกณฑ์ แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนไทยมีส่วนร่วมตั้งแต่งานออกแบบ ก่อสร้าง ทดสอบ และควบคุมระบบ รวมถึงได้เรียนรู้เทคโนโลยีเฉพาะด้าน เช่น ระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติ หรือ Building Automation ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่นได้
ดัน Local Content 50% สร้างตลาดในประเทศ
ข้อเสนออีกด้านหนึ่งคือ การกำหนดสัดส่วน Local Content ไม่น้อยกว่า 50% ครอบคลุมตั้งแต่งานออกแบบ งานก่อสร้าง งานระบบ การจ้างผู้รับเหมา ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพผลิตได้
ปัจจุบันไทยมีฐานการผลิตอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะระบบระบายความร้อนและชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ผู้ผลิตบางรายซึ่งตั้งโรงงานในประเทศไทยกลับผลิตเพื่อส่งออกเป็นหลัก และยังไม่มีโอกาสจำหน่ายสินค้าให้โครงการในประเทศ
ตัวอย่างเช่น แบรนด์ญี่ปุ่นที่ผลิต CPU และแผงพัดลมระบายความร้อน หรือ Fan Board มีโรงงานในประเทศไทยมานาน แต่ยังไม่เคยจำหน่ายสินค้าให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย
ภาครัฐควรเปิดให้บริษัทที่มีฐานการผลิตในประเทศขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากฐานการผลิตภายในประเทศในสัดส่วนที่เหมาะสม
กรณีที่โครงการไม่สามารถทำตามเกณฑ์ Local Content 50% ได้ รัฐอาจกำหนดมาตรการชดเชย หรือ Offset เช่น การสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า หรือช่วยบูรณาการระบบโรงไฟฟ้าชุมชนเข้ากับโครงสร้างพลังงานของพื้นที่ เพื่อให้การลงทุนยังสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศ
พร้อมกันนี้ ควรนำหลักผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ Social Return on Investment: SROI มาใช้ประกอบการพิจารณาให้สิทธิส่งเสริม โดยประเมินทั้งการสร้างงาน การพัฒนาทักษะ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้สินค้าและบริการภายในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และผลกระทบต่อชุมชนรอบโครงการ
เร่งคว้า “เค้กก้อนใหญ่” ใน 3 ปีแรก
นายขจรศักดิ์ สัมพันธ์วิเชียร CEO และผู้ก่อตั้ง บริษัท ดีซี ดีไซน์ โซลูชั่น จำกัด หรือ DC Design Solution กล่าวว่า โครงสร้างการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายด้านทุน หรือ Capex และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน หรือ Opex
ช่วงเริ่มต้นเป็นการลงทุนด้าน Capex ครอบคลุมงานโครงสร้างพื้นฐาน ก่อสร้าง รับเหมา และจัดหาสินค้าอุปกรณ์ โดยจะเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นประมาณ 3 ปี ก่อนสิ้นสุดลงเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ จึงถือเป็น “เค้กก้อนใหญ่” และเป็นช่วงเวลาสำคัญของผู้ผลิต ผู้รับเหมา และซัพพลายเออร์ไทย
หากไทยไม่มีกติกา Local Content นักลงทุนย่อมสามารถนำเข้าสินค้า อุปกรณ์ วัสดุ และบริการจากต่างประเทศได้เกือบทั้งหมด ขณะที่โอกาสของงาน Capex มีระยะเวลาจำกัด เมื่ออาคารสร้างเสร็จ ความต้องการงานรับเหมาและวัสดุขนาดใหญ่จะลดลง โอกาสของซัพพลายเชนไทยก็จะผ่านพ้นไปพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม การกำหนด Local Content ต้องเดินควบคู่กับการยกระดับความพร้อมของซัพพลายเชนไทย เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการความรวดเร็ว หากสินค้าและบริการในประเทศไม่สามารถส่งมอบได้ตามปริมาณ มาตรฐาน หรือกรอบเวลาของโครงการ การกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดเกินไปอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการลงทุน
โจทย์ของรัฐจึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างการดึงดูดนักลงทุนกับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เป้าหมายของ Local Content ไม่ใช่การปิดกั้นการนำเข้า แต่ต้องทำให้เงินลงทุนบางส่วนเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการ การจ้างงาน และการพัฒนาทักษะภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
หากปล่อยให้ช่วงก่อสร้าง 3 ปีแรกผ่านไปโดยไม่มีมาตรการรองรับ ประเทศไทยอาจเหลือบทบาทเพียงเป็นสถานที่ตั้งอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่งานมูลค่าสูง เทคโนโลยี และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์ต่างชาติ







