
เปิดร่าง ‘PDP2026’ กำลังผลิตไฟฟ้าพุ่ง 2 แสนเมกฯ รับ ‘Data Center-AI’
สนพ.เปิดร่าง ‘PDP2026’ พลิกระบบไฟไทย เดินหน้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าแตะ 2 แสนเมกะวัตต์ รับคลื่น Data Center และ AI พร้อมเปิดทาง SMR 9,000 เมกฯ
KEY
POINTS
- ร่างแผน PDP2026 เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศเป็นประมาณ 200,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ที่เติบโตสูง โดยเฉพาะจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และเทคโนโลยี AI
- แผนใหม่มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มีอย่างน้อย 65% และอาจสูงถึง 90% ในระยะยาว เพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ
- มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่ตั้งเป้าไว้ 9,000 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อจัดการกับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผบในงานสัมมนา NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย หัวข้อ ส่องแผนพลังงานไทย : สู่เป้าหมาย Net Zero จัดโดย มติชน ว่า การจัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP2026 ใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล สถานการณ์เศรษฐกิจ
รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้สมมติฐานและเงื่อนไขที่ใช้ในการจัดทำแผนต้องมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะตกผลึกเป็นแผนฉบับปัจจุบัน
โดยกระบวนการจัดทำ PDP 2026 มีการเปิดให้บุคคลภายนอกและผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบกระบวนการจัดทำแผน ซึ่งพิจารณาทั้งในเชิงเทคนิคและเชิงนโยบาย รวมถึงมีการประชุมคณะอนุกรรมการจัดทำ PDP ประมาณ 22 ครั้ง ขณะนี้กระบวนการจัดทำแผนได้ตกผลึกแล้ว และจะเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ PDP 2026 ในวันที่ 8 ก.ย. 2569
ระบบไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ที่ภาครัฐกำลังเปลี่ยน
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ PDP เป็นแผนจัดหาไฟฟ้าของภาครัฐ แต่ระบบไฟฟ้าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก โดยผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อไฟจากระบบอีกต่อไป แต่สามารถติดตั้งโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง สามารถติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน และในอนาคตสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้
ภาคเอกชนก็เข้ามามีบทบาทในการจัดหาไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ทำให้ระบบไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ที่ภาครัฐเป็นผู้จัดหาไฟฟ้าและผู้บริโภคเป็นเพียงผู้ซื้อไฟ กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม โจทย์ของระบบไฟฟ้าไทยในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงเรื่อง ความมั่นคงและราคาค่าไฟฟ้า แต่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะเป็นแกนสำคัญของ PDP 2026
CBAM–NDC 3.0 บีบใช้พลังงานสะอาด
อย่างไรก็ดี หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาคือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ CBAM เนื่องจากประเทศไทยยังเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออก สินค้าไทยจึงจำเป็นต้องตอบโจทย์เรื่องการลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น โดยพลังงานสะอาดจะไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยด้านขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
ขณะที่ไทยมีความเข้มข้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้นผ่าน NDC 3.0 ซึ่งจะส่งผลต่อภาคธุรกิจในวงกว้าง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว โดยเฉพาะการวัดและบริหารจัดการคาร์บอน หากไม่สามารถปรับตัวได้ จะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและอาจทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
รองรับทั้งผู้ซื้อไฟจากรัฐ-เอกชน
ปัจจัยสำคัญอีกประการคือ Green Demand หรือความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนจำนวนมากต้องการให้ระบบไฟฟ้าของประเทศสามารถจัดหาพลังงานสะอาดให้ได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีห่วงโซ่การผลิตเชื่อมโยงกับตลาดโลก ซึ่งจำเป็นต้องลดการปล่อยคาร์บอนของผลิตภัณฑ์
ดังนั้น PDP 2026 จึงต้องออกแบบให้รองรับทั้งผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องการซื้อไฟจากระบบของภาครัฐ และกลุ่มเอกชนที่ต้องการเข้ามามีบทบาทในการจัดหาไฟฟ้าด้วยตัวเอง เช่น การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA
อีกโจทย์ใหญ่คือ ความต้องการใหม่ (New Demand) โดยเฉพาะการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และเทคโนโลยี AI ซึ่งจะกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศ
จากการประเมินในกรณี High Case ความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center อาจสูงถึงประมาณ 8,800 เมกะวัตต์ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
ทั้งนี้ Data Center บางส่วนอาจเลือกใช้รูปแบบ Direct PPA เพื่อจัดหาพลังงานสะอาดโดยตรง ขณะที่บางส่วนยังจำเป็นต้องซื้อไฟฟ้าจากระบบหลัก เนื่องจาก Data Center ต้องการความมั่นคงของไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน
เตรียมกำลังผลิตไฟรับผู้ใช้ขนาดใหญ่
ประเด็นดังกล่าวทำให้ PDP 2026 ต้องมองทั้งการเตรียมกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่และการบริหารระบบให้สามารถรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงและต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน โครงสร้างผู้ใช้ไฟฟ้าก็เปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะมี Prosumer หรือผู้ที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ผู้ใช้ไฟสามารถติดตั้งโซลาร์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง ติดตั้งแบตเตอรี่แบบ Behind the Meter เพื่อกักเก็บไฟฟ้า และลดการซื้อไฟจากระบบในช่วงที่มีความต้องการสูง
นอกจากนี้ การขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้น และในอนาคต EV ยังสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานที่สามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบได้
หากมองระบบไฟฟ้าแบบเดิม จะเน้นความมั่นคงของระบบและการมี Reserve Margin ในระดับที่เหมาะสม ระบบโครงข่ายเป็นแบบรวมศูนย์ ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก และผู้ใช้ไฟฟ้าเป็น Passive Consumer คือซื้อไฟจากระบบเพียงอย่างเดียว
แต่ PDP 2026 จะเปลี่ยนวิธีคิด โดยมองระบบไฟฟ้าให้ครบทุกมิติ ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคง ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พลังงานหมุนเวียน (RE) จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่เมื่อพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมเข้ามามากขึ้น ความท้าทายสำคัญคือพลังงานดังกล่าวมีความผันผวนตามสภาพอากาศ จึงจำเป็นต้องมีระบบกักเก็บพลังงาน เช่น แบตเตอรี่ เข้ามาช่วยทำให้สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังต้องมีเทคโนโลยี Low Carbon Technology ที่เป็น Firm Capacity เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบ โดยโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติยังมีบทบาทในฐานะเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน หรือ Transition Fuel
Smart Grid โครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบไฟฟ้ายุคใหม่คือ Smart Grid ซึ่งจะเข้ามารองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
“เทคโนโลยีดิจิทัลจะทำให้ระบบไฟฟ้าสามารถสื่อสารแบบสองทาง เปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้ผลิตไฟฟ้า และหน่วยงานภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมกับระบบมากขึ้น Smart Grid จะมีบทบาทสำคัญในการรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน การติดตั้งแบตเตอรี่ รวมถึงการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น”
นายวัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่าว่า ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการคือบทบาทของภาคเอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้า จากเดิมที่เป็น Passive Consumer จะเปลี่ยนเป็น Active Consumer ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมกับระบบไฟฟ้ามากขึ้น
ดังนั้น หลักคิดของ PDP 2026 จึงไม่เหมือนกับการจัดทำแผนในอดีต การวางแผนจะต้องมีความยืดหยุ่น แต่ในขณะเดียวกันต้องรักษาความมั่นคงของระบบไว้ตลอดเวลา เพราะระบบไฟฟ้าไม่สามารถปล่อยให้เกิดไฟฟ้าดับในวงกว้างได้
เกณฑ์การวัดความมั่นคงของระบบจึงไม่ได้พิจารณาเฉพาะ Reserve Margin เท่านั้น แต่จะนำค่า Loss of Load Expectation (LOLE) มาใช้เป็นตัวชี้วัดความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของระบบไฟฟ้าด้วย เพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่ระบบจะไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม
วางเป้า SMR 9,000 เมกะวัตต์
สำหรับเทคโนโลยีที่จะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านระบบไฟฟ้า นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า มีทั้ง Small Modular Reactor (SMR), Hydrogen และ Carbon Capture and Storage (CCS)
สำหรับ SMR มีการวางเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ในช่วงปลายแผน โดยจะเริ่มต้นจากประมาณ 300 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นการทดลองและเรียนรู้เทคโนโลยี ก่อนขยายสู่ระดับที่มากขึ้นในอนาคต
ส่วนไฮโดรเจนคาดว่าจะเข้ามามีบทบาทในระบบไฟฟ้าหลังปี 2040 ขณะที่ CCS จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนของระบบพลังงาน และมีความสำคัญต่อการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย
“การที่ประเทศจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ Net Zero นั้น เทคโนโลยี CCS มีความสำคัญ และถูกระบุไว้ในแผนระยะยาวในการลดเรื่องของก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย”
3 ทางเลือกหลังปี 2580
สำหรับเป้าหมายการมุ่งสู่ Net Zero PDP 2026 จะกำหนดกรอบให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติจะยังเป็นโรงไฟฟ้าฐานประมาณ 11% และอีก 24% จะเป็นส่วนที่เปิดให้มีทางเลือกในการกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้าในระยะยาว
สำหรับ 24% ดังกล่าว PDP 2026 วางไว้ 3 ทางเลือก ประกอบด้วย
- CCS สัดส่วนสูง เน้นการนำเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนมาใช้ในสัดส่วนสูง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้า และรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
- Renewable Energy เป็นหลัก เน้นการเพิ่มพลังงานหมุนเวียนโดยไม่มี CCS ซึ่งมีโอกาสทำให้สัดส่วนพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นได้ถึงประมาณ 90% ในระยะยาว แต่ต้องแลกกับความท้าทายและความเสี่ยงด้านความมั่นคงของระบบ พื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการ ระบบสายส่ง และเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก
- Hybrid เป็นแนวทางผสมผสานระหว่าง CCS และพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการลดคาร์บอนกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
“ทั้ง 3 ทางเลือกจะมีแนวทางร่วมกันไปจนถึงปี 2580 แต่หลังจากปี 2580 ไปจนถึงปี 2593 หรือ 2050 ประเทศจะต้องตัดสินใจเลือกแนวทางที่เหมาะสม โดยต้องพิจารณาทั้งด้านเทคนิค ความเสี่ยงของระบบ และที่สำคัญคือ ภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจะต้องรับ”
VPP–DR–DER บริหารไฟยุคใหม่
นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตแล้ว PDP 2026 ยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนจากระบบผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ไปสู่การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายตัว หรือ Distributed Generation
โดยเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาท ได้แก่ Virtual Power Plant (VPP), Demand Response (DR) และ Distributed Energy Resources (DER) รวมถึงโซลาร์และแบตเตอรี่แบบ Behind the Meter
VPP จะช่วยรวบรวมแหล่งผลิตและแหล่งกักเก็บพลังงานขนาดเล็กจำนวนมากให้สามารถบริหารจัดการเสมือนเป็นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ขณะที่ Demand Response จะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถปรับพฤติกรรมการใช้ไฟตามสถานการณ์ของระบบ
ส่วน DER จะรองรับการกระจายตัวของแหล่งผลิตไฟฟ้า โดยมีโซลาร์ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีอื่น ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้า
ในอนาคต EV ยังสามารถพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งพลังงานที่จ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบได้ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการพลังงานได้ด้วย
แม้ภาพรวมความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศจะไม่ได้เติบโตในอัตราที่สูงมาก แต่กำลังการผลิตไฟฟ้าตามแผนกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
จากเดิมที่แผนมีขนาดกำลังผลิตประมาณ 77,000 เมกะวัตต์ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 200,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากระบบจำเป็นต้องรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
สาเหตุที่ต้องมีกำลังผลิตติดตั้งสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามาก เนื่องจากพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์และลม ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังตลอดเวลา โดยขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เช่น ปริมาณแสงแดดและความเร็วลม
จึงอาจเกิดภาวะ Energy Not Served หรือมีพลังงานที่ไม่สามารถนำมาให้บริการแก่ระบบได้เต็มที่จากข้อจำกัดของธรรมชาติและโครงสร้างระบบ ทำให้การวางแผนกำลังผลิตจำเป็นต้องมองมากกว่าตัวเลข Demand เพียงอย่างเดียว
พลังงานสะอาดแตะ 90%
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อประเทศต้องเดินหน้าลดคาร์บอนในระดับที่เข้มข้นขึ้น
สิ่งที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนใน PDP 2026 คือการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยหลังปี 2580 หรือ 2037 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 49% ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 65% ภายใต้กรอบการเปลี่ยนผ่าน และมีโอกาสเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 90% ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มพลังงานสะอาดไม่ได้หมายความว่าระบบไฟฟ้าจะสามารถตัดเชื้อเพลิงฟอสซิลออกทั้งหมดในทันที โดยระบบยังจำเป็นต้องมีเชื้อเพลิงที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกันจะเพิ่มบทบาทของโซลาร์ ลม รวมถึงมีโอกาสพัฒนา Offshore Wind ตลอดจนแบตเตอรี่ SMR และ CCS
PDP 2026 วางภาพถึงปี 2050
PDP 2026 จะเข้ามาแทนที่ PDP 2018 Revision 1 และมีการวางภาพการพัฒนาระบบไฟฟ้าในระยะยาว ตั้งแต่ปี 2580 หรือ 2037 ไปจนถึงปี 2050 เพื่อให้ประเทศสามารถเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าได้ชัดเจนขึ้น
หลังจากแผนได้รับการประกาศใช้ จะมีการติดตามและมอนิเตอร์เทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาระบบไฟฟ้าสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนเทคโนโลยี ความต้องการใช้ไฟฟ้า พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงเทคโนโลยีลดคาร์บอน
เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการจัดทำตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการสร้างระบบไฟฟ้าใหม่ ที่มีความยืดหยุ่น สามารถรองรับพลังงานสะอาดในสัดส่วนสูง และเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าและภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
สุดท้าย PDP 2026 จะเป็นฐานสำคัญในการกำหนดนโยบายพลังงานของประเทศในระยะต่อไป โดยระบบไฟฟ้าไทยจะไม่ได้มีเพียงโรงไฟฟ้าและสายส่งแบบเดิม แต่จะประกอบด้วยพลังงานหมุนเวียน แบตเตอรี่ Smart Grid VPP Demand Response DER Prosumer EV รวมถึงเทคโนโลยี SMR ไฮโดรเจน และ CCS เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการลดการปล่อยคาร์บอน
และเมื่อ PDP 2026 ถูกประกาศใช้ เทคโนโลยีและโครงสร้างดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพลังงานของประเทศ เพื่อพาระบบไฟฟ้าไทยเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่และรองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 ในระยะยาว







