
Google ลุยลงทุน Data Center 3.6 หมื่นล้าน ดันเศรษฐกิจไทย 1.3 แสนล้าน หนุนรัฐจัดระเบียบ
Google Cloud หนุนภาครัฐวางเกณฑ์คัดกรองการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เน้นคุณภาพนักลงทุน 4 มิติ “น้ำ-ไฟฟ้า-สิ่งแวดล้อม-เศรษฐกิจ” ย้ำไม่แย่งทรัพยากรชุมชน พร้อมรับภาระลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าที่เกิดจากโครงการเอง คาดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1.3 แสนล้านบาท ภายในปี 2572
KEY
POINTS
- Google ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 3.6 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยถึง 1.3 แสนล้านบาทภายในปี 2572
- สนับสนุนแนวทางภาครัฐในการจัดระเบียบและวางหลักเกณฑ์การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อคัดกรองนักลงทุนที่มีคุณภาพและความรับผิดชอบต่อสังคม
- ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะน้ำและไฟฟ้า พร้อมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อไม่สร้างภาระให้ชุมชนและผู้ใช้เดิม
- การลงทุนจะช่วยสร้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมกว่า 14,000 ตำแหน่งต่อปี พร้อมร่วมมือพัฒนาทักษะบุคลากรด้าน AI และคลาวด์ในประเทศ
การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังไหลเข้าสู่ประเทศไทย ไม่ได้มีเพียงโจทย์ว่าใครนำเงินลงทุนเข้ามามากที่สุด แต่กำลังขยับไปสู่คำถามสำคัญว่า การลงทุนเหล่านั้นใช้ทรัพยากรอย่างไร กระทบชุมชนหรือไม่ และสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่เศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด
นายจิรเดช จาตุรวิทย์ หัวหน้าฝ่ายกิจการภาครัฐและนโยบายสาธารณะ Google Cloud ประเทศไทย เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า Google สนับสนุนแนวทางของภาครัฐในการจัดระเบียบและกำหนดหลักเกณฑ์คัดกรองการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยเห็นว่าการพิจารณาโครงการไม่ควรมองเพียงมูลค่าเงินลงทุน แต่ต้องพิจารณาคุณภาพและความรับผิดชอบของนักลงทุนควบคู่กันไป
โดยเฉพาะ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การใช้น้ำ การใช้ไฟฟ้า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับ
“แนวทางดำเนินงานของ Google ให้ความสำคัญกับปัจจัยเหล่านี้ตั้งแต่ต้นตั้งแต่การเลือกพื้นที่ การออกแบบ ระบบระบายความร้อน การบริหารจัดการไฟฟ้า ไปจนถึงการจ้างงานและพัฒนาทักษะบุคลากร จึงมองว่าการมีกติกาที่ชัดเจนไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน แต่ช่วยยกระดับคุณภาพของนักลงทุนที่จะเข้ามาในประเทศ”
ไม่ควรวัดดาต้าเซ็นเตอร์แค่เม็ดเงินลงทุน
ท่ามกลางการขยายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ประเด็นที่ถูกจับตามากขึ้นคือการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะ “น้ำและไฟฟ้า” เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ต้องดำเนินงานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
นายจิรเดช มองว่า นักลงทุนต้องสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า การเข้ามาลงทุนจะไม่สร้างภาระต่อพื้นที่หรือชุมชน ขณะเดียวกันต้องสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศอย่างชัดเจน
ในกรณีของ Google ก่อนตัดสินใจลงทุนจะมีการประเมินพื้นที่ทั้งด้านกายภาพและความพร้อมของทรัพยากรอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งมีการนำข้อมูลย้อนหลังมากกว่า 100 ปี มาวิเคราะห์ เพื่อประเมินสถานการณ์ในระยะยาว และดูว่าพื้นที่สามารถรองรับการดำเนินงานได้หรือไม่ หลักสำคัญคือ ต้องไม่เข้าไปแย่งใช้น้ำจากประชาชนหรือชุมชนในพื้นที่
หากผลการประเมินพบว่าพื้นที่มีข้อจำกัดหรือมีความเสี่ยงด้านน้ำ บริษัทสามารถปรับสเปกระบบระบายความร้อนมาใช้ Air Cooling หรือการระบายความร้อนด้วยอากาศ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำได้
ขณะเดียวกัน Google ตั้งเป้าหมายด้าน Water Replenishment หรือการคืนน้ำสู่ธรรมชาติในปริมาณเทียบเท่า 120% ของน้ำที่ใช้ ผ่านโครงการหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ การลดการสูญเสียน้ำจากระบบ การตรวจหาจุดรั่วไหล ไปจนถึงการสนับสนุนระบบน้ำหยดให้เกษตรกร เพื่อลดการใช้น้ำในภาคเกษตร
พร้อมลงทุนระบบไฟ ไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้เดิม
นอกจากน้ำแล้ว ไฟฟ้ายังเป็นอีกโจทย์สำคัญ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและสามารถรองรับโหลดขนาดใหญ่ได้
นายจิรเดช กล่าวว่า หากการลงทุนของ Google ทำให้จำเป็นต้องยกระดับ Grid Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า บริษัทพร้อมรับผิดชอบต้นทุนส่วนที่เกิดจากความต้องการของโครงการเอง โดยที่ผ่านมาได้มีการหารือกับทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
ตัวอย่างเช่น หากจำเป็นต้องสร้าง Substation ใหม่เพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ Google พร้อมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว เพื่อไม่ให้ต้นทุนที่เกิดจากการลงทุนถูกผลักไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าเดิมในพื้นที่
ขณะเดียวกัน Google ยังสนับสนุนนโยบาย Direct PPA ซึ่งจะเปิดทางให้ภาคเอกชนสามารถจัดหาพลังงานสะอาดมาใช้ได้โดยตรง เพราะความสามารถในการเข้าถึงพลังงานสะอาดจะเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะยาว
ในมุมของ Google การกำกับดูแลเรื่องน้ำ ไฟฟ้า และสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่ข้อจำกัดของการลงทุน แต่เป็นกลไกที่ช่วยคัดกรองนักลงทุนให้มีความรับผิดชอบต่อทรัพยากรและพื้นที่มากขึ้น
คาดปี72 มูลค่าแตะ1.3 แสนล้าน
สำหรับมิติด้านเศรษฐกิจ Google ประเมินว่า การลงทุนของบริษัทจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยประมาณ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.3 แสนล้านบาท ภายในปี 2572 ผลทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ แต่จะกระจายไปยังการจัดซื้อจัดจ้าง การจ้างงาน และการพัฒนาบุคลากรไทย
ในช่วงก่อสร้าง คาดว่าจะมีการจ้างผู้รับเหมาไทยและแรงงานก่อสร้างประมาณ 4,200 คนต่อปี ขณะที่เมื่อเข้าสู่ช่วงดำเนินงาน คาดว่าจะสนับสนุนการจ้างงานทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมประมาณ 14,000 ตำแหน่งต่อปี
อย่างไรก็ตาม ระบบภายในดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google เป็นเทคโนโลยีแบบ Custom-built บุคลากรที่เข้ามาทำงานจึงต้องผ่านการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะเพิ่มเติม Google จึงมีแผนทำงานร่วมกับภาครัฐและมหาวิทยาลัยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อพัฒนาหลักสูตรด้าน AI, Cloud และ Data Center รองรับความต้องการแรงงานทักษะสูงและต่อยอดไปสู่การพัฒนากำลังคนของประเทศ
AI ดันเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่
นายจิรเดช อธิบายว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เปรียบเสมือน “บ้าน” หรือ “ห้องเครื่อง” ของอินเทอร์เน็ต ทำหน้าที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลจากบริการดิจิทัลที่คนใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้แอปพลิเคชัน บริการออนไลน์ของภาครัฐ การค้นหาเส้นทางบน Google Maps การสั่งอาหารผ่านแอป การดู YouTube หรือการจัดเก็บรูปภาพบน Drive ล้วนต้องอาศัยการประมวลผลผ่านดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เมื่อเข้าสู่ยุค AI บทบาทดังกล่าวกำลังขยายไปสู่ AI Data Center ซึ่งต้องรองรับการประมวลผลที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้น
หากเปรียบดาต้าเซ็นเตอร์เป็นห้องสมุดที่เก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล AI ก็ทำหน้าที่คล้าย “บรรณารักษ์” ที่สามารถค้นหา ประมวลผล สรุปข้อมูล และสร้างสิ่งใหม่จากข้อมูลเหล่านั้นได้จุดนี้ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เก็บข้อมูล แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ AI
เชื่อมTalayLink เสริม Digital Hub
สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของ Google ในประเทศไทยนั้น Google ประกาศการลงทุน 36,000 ล้านบาท หรือประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในจังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2567 ปัจจุบันดำเนินการมาแล้วประมาณ 2 ปี ขณะที่โดยทั่วไปการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี
นอกจากดาต้าเซ็นเตอร์ Google ยังลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Connectivity ผ่านโครงการ TalayLink สายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมประเทศไทยกับออสเตรเลีย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับส่งข้อมูลเข้าและออกจากประเทศ
Google เปรียบโครงข่ายดังกล่าวเสมือน “ทางด่วน” ของข้อมูล ซึ่งจะทำงานควบคู่กับดาต้าเซ็นเตอร์ และเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศดิจิทัล
นายจิรเดช มองว่า หากประเทศไทยต้องการผลักดันตัวเองขึ้นเป็น Digital Hub และ AI Hub ของภูมิภาค จำเป็นต้องมีองค์ประกอบหลายด้านทำงานร่วมกัน ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ โครงข่ายสื่อสาร ระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด และกำลังคนที่มีทักษะ
ดังนั้น โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการดึงดาต้าเซ็นเตอร์เข้ามาให้ได้จำนวนมาก แต่คือการเลือกการลงทุนที่ใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ สร้างงาน พัฒนาทักษะ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศ
ย้ำกระทบทรัพยากรแก้ไม่ได้ “ไม่สร้าง”
ด้านนายไบรอัน ยู ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกของ Google ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเสริมว่า ก่อนตัดสินใจลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ Google ให้ความสำคัญอย่างสูงกับทรัพยากรน้ำและพลังงาน ภายใต้แนวคิดการเป็น Responsible Steward หรือผู้ดูแลทรัพยากรที่รับผิดชอบ
หากผลการประเมินพบว่าการก่อสร้างอาจสร้างผลกระทบเชิงลบต่อทรัพยากรในพื้นที่ และไม่สามารถหาแนวทางแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบได้ บริษัทจะเลือกไม่สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่นั้น
การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำจะใช้ข้อมูลย้อนหลังนานถึง 100 ปี เพื่อวิเคราะห์และพยากรณ์สถานการณ์ในอนาคต โดยหนึ่งในพื้นที่ที่มีการประเมินคือจังหวัดชลบุรี เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของระบบระบายความร้อนสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์
หากพบว่าพื้นที่มีภาวะ Water Stress บริษัทสามารถเลือกใช้ระบบ Air Cooling แทนระบบที่พึ่งพาน้ำ โดยแนวทางดังกล่าวถูกนำไปใช้แล้วในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำ เช่น รัฐเนวาดาและเท็กซัสในสหรัฐอเมริกา รวมถึงลอนดอนและอินเดีย
คืนน้ำ 7.1 หมื่นล้านลิตรต่อปี
นายไบรอัน กล่าวว่า ปัจจุบัน Google ดำเนินโครงการ Water Replenishment ทั่วโลกมากกว่า 165 โครงการ สามารถคืนน้ำเข้าสู่ระบบนิเวศได้ประมาณ 71,000 ล้านลิตรต่อปี การคืนน้ำไม่ได้หมายถึงการสร้างอ่างเก็บน้ำเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การซ่อมแซมจุดรั่วในระบบประปา การฟื้นฟูระบบนิเวศ และการสนับสนุนระบบน้ำหยดในภาคเกษตร เพื่อช่วยลดการใช้น้ำควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตัวอย่างโครงการมีทั้งในรัฐสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย และสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ รวมถึงการสนับสนุนนวัตกรรม Drip Irrigation ให้ภาคเกษตร
นายไบรอัน ยังถ่ายทอดแนวคิดด้านน้ำผ่านประสบการณ์ของ ซันดาร์ พิชัย CEO ของ Google ซึ่งเติบโตในเมืองเจนไน ประเทศอินเดีย และเคยเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำจนต้องต่อคิวรอรถบรรทุกน้ำ ประสบการณ์ดังกล่าวสะท้อนมาสู่แนวคิดของบริษัทว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ต้องสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยไม่ผลักต้นทุนด้านทรัพยากรไปให้ชุมชน
Data Center กระจายผลประโยชน์เศรษฐกิจ 3 ระดับ
นายไบรอัน ระบุว่า ผลประโยชน์จากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในโครงการ แต่ส่งต่อไปยังเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างน้อย 3 ระดับระดับแรก Direct Local Suppliers คือการจัดซื้อจัดจ้างและการจ้างงานโดยตรงจากผู้ผลิตและผู้ให้บริการในท้องถิ่น ตั้งแต่งานก่อสร้าง ฮาร์ดแวร์ การจัดการขยะ ไปจนถึงบริการอาหาร ซึ่งหลายส่วนเป็นความต้องการต่อเนื่องและมีลักษณะเป็นสัญญาระยะยาว
ระดับที่สอง Economic Activity คือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเข้ามาของทีมงาน พนักงาน และผู้รับเหมา ส่งผลต่อร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจค้าปลีก และบริการอื่นในพื้นที่ ระดับที่สาม Spillover Effects คือการที่ซัพพลายเออร์ท้องถิ่นต้องขยายกำลังคนและศักยภาพเพื่อรองรับความต้องการของ Google ซึ่งมีความต่อเนื่องในระยะยาว และสามารถต่อยอดไปสู่ลูกค้าหรืออุตสาหกรรมอื่นได้
Google ประเมินว่าการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มีค่าตัวคูณด้านการจ้างงานในระดับ 1 ต่อ 9 กล่าวคือ การจ้างงานโดยตรงในดาต้าเซ็นเตอร์ 1 ตำแหน่ง สามารถสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานภายนอกได้อีก 9 ตำแหน่ง ผ่านการขยายตัวของระบบนิเวศและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง
“เราต้องการให้แน่ใจว่าการสร้างคุณค่าของ Data Center จะต้องไม่มีต้นทุนที่ชุมชนต้องแบกรับ” นายไบรอัน กล่าว







