thansettakij
thansettakij
การปรับปรุงกฎหมายรอง อำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ

รัฐบาลจัดหนักรื้อกฎหมายรอง ล็อตใหญ่ 26 ฉบับ ปลดล็อกอุปสรรคธุรกิจ

28 ส.ค. 69 | 02:05 น.
อัปเดตล่าสุด :28 ส.ค. 69 | 02:12 น.

รัฐบาล เดินหน้ายกเครื่องระบบราชการ ล่าสุด สำนักงาน ก.พ.ร. เปิดรับฟังความคิดเห็นการปรับปรุง “กฎหมายลำดับรอง” มากกว่า 26 ฉบับ ตามข้อเสนอภาคเอกชน กกร. หวังช่วยปลดล็อกอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ

KEY

POINTS

  • รัฐบาล โดย ก.พ.ร. เตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายรอง 26 ฉบับ ตามข้อเสนอของภาคเอกชน (กกร.) เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจ
  • การปรับปรุงกฎหมายครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านภาษี แรงงาน สิ่งแวดล้อม อาหาร ประมง เกษตร และบริการสุขภาพ เพื่อลดต้นทุนและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน
  • กฎหมายดังกล่าวจะผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อนสรุปเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบเพื่อบังคับใช้ต่อไป

รัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” ประกาศแนวทางการยกเครื่องระบบราชการ ทั้งการปรับโครงสร้าง และอัตรากำลัง โดยประเด็นสำคัญที่ถูกนำมากวางไว้บนโต๊ะ นั่นคือ ข้อกฎหมาย รวมไปถึงกฎระเบียบต่าง ๆ มากมาย หลายเรื่องกลายเป็นอุปสรรคสำหรับภาคประชาชนและภาคธุรกิจที่เข้ามาติดต่อราชการ และมีความจำเป็นต้องผ่าตัดโดยด่วน เพื่อให้เกิดความสะดวก และยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้วงเงินงบประมาณ

ที่ผ่านมา นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบนโยบายให้เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวเป็นการเฉพาะ ได้นัดประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และได้มีมติเห็นชอบให้ผลักดันข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เกี่ยวกับ การปรับปรุงกฎหมายลำดับรอง จำนวน 58 ฉบับ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย Reinvent Thailand ยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต 

พร้อมทั้งเห็นชอบแผนการดำเนินงานตามข้อเสนอดังกล่าวใน 3 ระยะ โดยในระยะแรก จะเร่งผลักดันกฎหมายลำดับรอง 11 ฉบับที่พร้อมดำเนินการทันที ครอบคลุมประเด็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ การลดความซํ้าซ้อน ของการรายงานข้อมูล รวมทั้งการแก้ไขกฎระเบียบที่อยู่ในอำนาจของหน่วยงาน เพื่อลดต้นทุน ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ

ก.พ.ร.เดินหน้ารื้อกฎหมายรอง 26 ฉบับ

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้นำกฎหมายลำดับรองตามข้อเสนอของ กกร. ซึ่งเป็น ประเด็นกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ รวมกว่า 26 ฉบับ มาเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะ จากนั้นจึงเตรียมสรุปรายละเอียดไปยังคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ.พิจารณา ถ้าไม่มีข้อข้อข้อง กฎหมายลำดับรองหลายฉบับจะถูกทยอยเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบต่อไป 

สำหรับกฎหมายและกฎระเบียบ กว่า 26 ฉบับ ครอบคลุมตั้งแต่ภาษีสรรพสามิต แรงงาน สิ่งแวดล้อม อาหาร ยานยนต์ ประมง เกษตร ไปจนถึงธุรกิจบริการสุขภาพและสถานพยาบาล แยกเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้

ด้านภาษีสรรพสามิตและศุลกากร

กกร. เสนอแก้ไขประกาศกรมสรรพสามิตว่าด้วยการยกเว้นภาษีวัตถุดิบที่ใช้ผลิตสินค้าต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมการส่งต่อวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ระหว่างโรงงานได้มากกว่าหนึ่งทอด พร้อมปรับวิธีควบคุมตรวจสอบให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังเสนอให้นำ “ราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไปในตลาดปกติ” มาใช้ประกอบการกำหนดราคาขายปลีกแนะนำเพื่อเสียภาษีสรรพสามิตให้ชัดเจนขึ้น และให้แยกประเภทนํ้าหอมที่ใช้เป็นวัตถุดิบการผลิตออกจากนํ้าหอมสำหรับฉีดประทินผิว เพื่อกำหนดอัตราภาษีให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งาน

ขณะเดียวกันยังเสนอให้ศุลกากรออกคำสั่งใหม่ทดแทนคำสั่งที่ 317/2547 ปรับหลักเกณฑ์การใช้อัตราลดทอนคำนวณราคารถยนต์เพื่อการทดสอบ ไม่ให้จำกัดเฉพาะรถยนต์จากบางกลุ่มประเทศ และเสนอให้ขยายหลักเกณฑ์การนำรถออกไปทดสอบสมรรถนะนอกโรงงานอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนให้ครอบคลุมรถจักรยานยนต์ด้วย

ด้านแรงงานและการจ้างงาน

กกร. เสนอทบทวนประกาศกระทรวงแรงงานเรื่องงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ เพื่อเปิดให้แรงงานต่างด้าวสามารถทำงานขัด แต่ง หรือฝังเครื่องประดับอัญมณี และงานนวดเพื่อสุขภาพได้ภายใต้เงื่อนไขและมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนด เนื่องจากทั้งสองอุตสาหกรรมประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ยังเสนอให้ทบทวนกฎกระทรวงว่าด้วยการจ้างงานคนพิการ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้คำนวณการจ้างงานตามจำนวนชั่วโมงทำงานแทนสัดส่วนจำนวนคนต่อลูกจ้าง และเสนอให้คณะกรรมการค่าจ้างพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นตํ่าเป็นรายชั่วโมงสำหรับการจ้างงานบางลักษณะ เพื่อรองรับกลุ่มนักศึกษา ผู้สูงอายุ และผู้ที่ทำงาน
ไม่เต็มเวลา

ด้านอาหารและมาตรฐานสินค้าเกษตร

มีข้อเสนอให้ปรับความถี่การตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงานผลิตอาหารจากปีละครั้งเป็นทุก 2 ปี หรือกำหนดตามระดับความเสี่ยงของงาน พร้อมทบทวนหลักเกณฑ์การอบรมผู้สัมผัสอาหาร ให้กำหนดสัดส่วนผู้ผ่านการอบรมที่เหมาะสมแทนการบังคับให้พนักงานทุกคนต้องอบรม รวมถึงเสนอปรับหลักเกณฑ์ขนาดพื้นที่และตัวอักษรบนฉลากอาหารให้ยืดหยุ่นกับบรรจุภัณฑ์แต่ละประเภทมากขึ้น 

ในส่วนของสินค้าเกษตร กกร. เสนอให้ทบทวนมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยให้ครอบคลุมข้าวพันธุ์อื่นที่มีคุณลักษณะและคุณภาพใกล้เคียงเกณฑ์ที่กำหนด และเสนอให้ทบทวนความจำเป็นของประกาศกำหนดเขตควบคุมการขนย้ายยาง รวมถึงปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบการค้าข้าวให้เรียบง่ายและเป็นธรรมมากขึ้น

ด้านประมงและการนำเข้าส่งออก

กกร. เสนอให้ทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมการนำเข้าสัตว์นํ้าและผลิตภัณฑ์สัตว์นํ้าให้สอดคล้องกับต้นทุนการกำกับดูแลของภาครัฐ พร้อมเสนอแก้ไขประกาศกรมประมงให้ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอผ่อนผันการนำเข้าได้ภายในวันนำเข้าหรือวันทำการถัดไปโดยไม่เสียค่าปรับและค่ากักสินค้า 

นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ไขประกาศของกรมปศุสัตว์และกรมประมงเพื่อลดความซํ้าซ้อนของกระบวนการขออนุญาตนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านสัตว์นํ้าที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การกำกับของทั้งสองหน่วยงาน และเสนอให้แก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยค่าธรรมเนียมซากสัตว์ ให้แยกประเภทตามวัตถุประสงค์การใช้ระหว่างการบริโภคของคนกับการใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์

ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการของเสีย

กกร. เสนอให้ปรับปรุงประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว โดยกำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะสำหรับสินค้าที่ถูกส่งคืนเพื่อเคลม ตรวจสอบ หรือซ่อมแซมโดยผู้ผลิต แยกออกจากกรณีการทิ้งหรือกำจัดของเสียตามปกติ เนื่องจากปัจจุบันผู้ซื้อที่ส่งคืนสินค้าไม่ได้มาตรฐานอาจถูกตีความว่าเป็นผู้ก่อกำเนิดของเสียและต้องรับภาระตามหลักเกณฑ์การจัดการของเสียทั้งที่เป็นเพียงการส่งคืนสินค้า

ด้านท่องเที่ยวและการขนส่งทางอากาศ

มีข้อเสนอให้แก้ไขประกาศคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ กำหนดข้อยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีมัคคุเทศก์สำหรับการนำเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวไม่เกิน 10 คน พร้อมเสนอให้ทบทวนข้อบังคับคณะกรรมการการบินพลเรือน ฉบับที่ 101 เพื่อกำหนดขอบเขตและเงื่อนไขของ “พฤติการณ์พิเศษ” ที่สายการบินได้รับยกเว้นความรับผิดให้ชัดเจนขึ้น หลังพบว่าหลักเกณฑ์ปัจจุบันมีขอบเขตกว้าง ทำให้ผู้โดยสารบางกรณีไม่ได้รับการเยียวยาแม้ได้รับผลกระทบจากการเดินทาง

ด้านธุรกิจบริการสุขภาพและสถานพยาบาล

กกร. เสนอให้แก้ไขบัญชีท้ายกฎกระทรวงว่าด้วยเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน โดยปรับโรงแรมประเภท 1 และประเภท 2 จากบัญชี 2 ไปอยู่ในบัญชี 3 ให้สอดคล้องกับขนาดและความเสี่ยงของกิจการ พร้อมเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายรองรับการให้บริการสปาและนวดเพื่อสุขภาพหรือเสริมความงามนอกสถานที่ ซึ่งปัจจุบันกฎหมายผูกการกำกับดูแลไว้กับสถานประกอบการเป็นหลัก 

นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยลักษณะของสถานพยาบาล ให้โรงพยาบาลที่ขยายอาคารใหม่สามารถนับรวมเครื่องมือและอุปกรณ์ของอาคารเดิมได้ หากอาคารมีความเชื่อมโยงและเข้าถึงเครื่องมือได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดการลงทุนซํ้าซ้อน

ด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

ข้อเสนอสุดท้ายเกี่ยวข้องกับกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน โดย กกร. เสนอให้แก้ไขให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์โดยวิธีเฉพาะเจาะจงจากแหล่งอื่นได้ หากแหล่งจัดซื้อไม่สามารถส่งมอบได้ทันตามกำหนดระยะเวลา เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการให้บริการประชาชน

ผ่ารายชื่อกฎหมายรอง 26 ฉบับ

สำหรับรายชื่อกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งหมด 26 ฉบับ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้นำมาเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อสาธารณะนั้น ประกอบด้วย

1.การยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับวัตถุดิบที่ส่งต่อหลายโรงงาน 2.การอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวทำงานด้านเครื่องประดับอัญมณี 3.สินค้าที่ส่งคืนเพื่อเคลมหรือตรวจสอบกับการเป็นผู้ก่อกำเนิดของเสีย 4.การจ้างงานคนพิการโดยคำนวณตามจำนวนชั่วโมงทำงาน 5.การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมง

6.ความถี่ในการตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงานผลิต 7.การอบรมผู้สัมผัสอาหาร 8.การกำหนดราคาขายปลีกแนะนำเพื่อเสียภาษีสรรพสามิต 9.อัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำหอมที่ใช้เป็นวัตถุดิบ 10.การยกเว้นการจัดให้มีมัคคุเทศก์สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็ก

11.ความรับผิดของสายการบินกรณีพฤติการณ์พิเศษ 12.การกำหนดเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานสำหรับกิจการโรงแรม 13.การกำหนดราคารถยนต์สำเร็จรูปเพื่อการทดสอบ 14.การนำรถจักรยานยนต์ออกไปทดสอบสมรรถนะนอกโรงงานหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน 15.ขนาดพื้นที่และตัวอักษรบนฉลากอาหาร 

16.ค่าธรรมเนียมการนำเข้าสัตว์น้ำ 17.ค่าธรรมเนียมซากสัตว์ตามวัตถุประสงค์การใช้ 18.มาตรฐานข้าวหอมมะลิ 19.ค่าธรรมเนียมและประเภทใบอนุญาตประกอบการค้าข้าว 20.การกำหนดเขตควบคุมการขนย้ายยาง

21.การลดความซ้ำซ้อนการขออนุญาตนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านสัตว์น้ำ 22.การให้บริการสปาและนวดเพื่อสุขภาพนอกสถานที่ 23.การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานนวด 24.การใช้เครื่องมือร่วมกันระหว่างอาคารโรงพยาบาล 25.การผ่อนผันการนำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และ 26.การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์

สำหรับขั้นตอนในปัจจุบัน ก.พ.ร. จะเป็นรับฟังความคิดเห็นไปจนถึงวันที่ 17 กันยายน 2569 จากนั้นจึงสรุปรายละเอียดทั้งหมดเสนอต่อ กกร. และครม. ตามขั้นตอนต่อไป