
รัฐบาล ประกาศรื้อกฎหมายอุปสรรคธุรกิจ นำร่องทันที 11 ฉบับแรก
รัฐบาลรับข้อเสนอ กกร. เร่งปลดล็อกกฎหมาย 11 ฉบับแรกทันทีลดต้นทุน ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจคล่องตัว ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ พร้อมยกระดับกฎหมายการนำผ่านสินค้า
KEY
POINTS
- รัฐบาลเตรียมแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจ โดยนำร่องเร่งด่วน 11 ฉบับ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความคล่องตัวให้ผู้ประกอบการ
- เห็นชอบหลักการแก้ไขกฎหมาย "การนำผ่านสินค้า" ให้มีมาตรฐานเดียวกับกฎหมายศุลกากร ครอบคลุมทั้งการผ่านแดนและการถ่ายลำ เพื่อสร้างความชัดเจนและลดความซ้ำซ้อน
- มีการปรับปรุงกฎระเบียบอื่นๆ เช่น การเพิ่มความสูงของรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นัดแรก ได้เห็นชอบให้ผลักดันข้อเสนอสำคัญจากภาคเอกชน โดยเร่งแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่ดำเนินการได้ทันที 11 ฉบับ พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการนำผ่านสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอสำคัญของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในการปรับปรุงกฎหมายลำดับรองจำนวน 58 ฉบับ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย "Reinvent Thailand" ยกระดับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต และเห็นชอบแผนการดำเนินงานตามข้อเสนอดังกล่าวใน 3 ระยะ โดยในระยะแรก จะเร่งผลักดันกฎหมายลำดับรอง 11 ฉบับที่พร้อมดำเนินการทันที เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ กรอ. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
สำหรับการเร่งผลักดันกฎหมายลำดับรอง จำนวน 11 ฉบับครอบคลุมประเด็นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ การลดความซ้ำซ้อน ของการรายงานข้อมูล รวมทั้งการแก้ไขกฎระเบียบที่อยู่ในอำนาจของหน่วยงาน เพื่อลดต้นทุน ลดระยะเวลา ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายเกี่ยวกับการนำผ่าน พ.ศ. .... เพื่อให้บทบัญญัติของกฎหมายอื่น ๆ ได้แก่ การกักพืช ปุ๋ย พันธุ์พืช การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร โรคระบาดสัตว์ และประมง ใช้ความหมายของคำว่า "นำผ่าน" ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับกฎหมายศุลกากร โดยครอบคลุมทั้งการผ่านแดน (Transit) และการถ่ายลำ (Transshipment)
ทั้งนี้จะช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนในการตีความและลดการใช้ดุลพินิจ ที่ไม่จำเป็นของเจ้าหน้าที่ สร้างความเชื่อมั่นและความชัดเจนให้แก่ผู้ประกอบการในการวางแผนการขนส่งระหว่างประเทศ
พร้อมปรับมาตรการควบคุมดูแลการถ่ายลำตามระดับความเสี่ยงจากการอนุญาตเป็นการจดแจ้ง (Risk-based Regulation) ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาค
สำหรับการแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าว คาดว่า จะมีผลที่ได้รับดังนี้
1.กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจะมีถ้อยคำและกลไกที่สอดคล้องกัน โดยใช้ความหมายตามกฎหมายศุลกากรอันจะช่วยลดความขัดแย้งหรือความคลาดเคลื่อนในการตีความระหว่างกฎหมายแต่ละฉบับ
2.เจ้าหน้าที่หน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าส่งออกสินค้าตามกฎหมายต่าง ๆ จะมีแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกัน อันจะช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ดุลพินิจ รวมทั้งสามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้สะดวกขึ้น
3.ผู้ประกอบการจะสามารถทราบล่วงหน้าได้ว่าการผ่านแดนและการถ่ายลำอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรการใด ช่วยลดความไม่แน่นอนในการวางแผนการขนส่ง ต้นทุนที่เกิดจากการตีความหรือการปฏิบัติที่แตกต่างกัน และความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยมิได้ตั้งใจ
4.สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทยให้เป็น ศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค (Regional Cargo and Logistics Hub) ทั้งด้านการขนส่งทางทะเล การขนส่งทางบก และการขนส่งทางอากาศ (Air Cargo) ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งของประเทศยังไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ดังจะเห็นได้จากกรณีท่าเรือแหลมฉบังที่ปัจจุบันมีขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าประมาณ 11 ล้าน TEUs ต่อปี
แต่ที่ผ่านมายังมีปริมาณสินค้าที่มาถ่ายลำ (transshipment) เพียงประมาณ 8 หมื่น TEUs ต่อปี ซึ่งคิดเป็นเพียง ร้อยละ 1 ของปริมาณตู้สินค้าทั้งหมด ซึ่งหากลดข้อจำกัดด้านกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็นได้ คาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณสินค้าที่มาถ่ายลำได้อีกมาก ส่งผลเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศได้ไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท
นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบหลักการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับความสูงของรถบรรทุก ซึ่งบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์แบบ High Cube จากที่กำหนดไว้ไม่เกิน 4.2 เมตร ให้เป็น 4.6 เมตร จากพื้นทาง ให้เป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศและสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของภูมิภาค







