thansettakij
thansettakij
‘ปกรณ์’ เดินหน้ารื้อสัญญาไฟ 50 ปี ชี้ค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุนจริง

‘ปกรณ์’ เดินหน้ารื้อสัญญาไฟ 50 ปี ชี้ค่าไฟต้องสะท้อนต้นทุนจริง

02 ส.ค. 69 | 09:56 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ส.ค. 69 | 10:02 น.

‘ปกรณ์’ รองนายกรัฐมนตรี ลุยแก้ปัญหาพลังงานแพง ลุยรื้อสัญญาซื้อขายไฟ ระบุไม่ควรล็อกเงื่อนไขยาว 50 ปี จับตาฐานราคารับซื้อไฟ 2.16 บาทต่อหน่วย

KEY

POINTS

  • รัฐบาลเดินหน้าเจรจาเพื่อทบทวนและแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนที่มีอายุยาวนานถึง 50 ปี
  • มีเป้าหมายหลักเพื่อให้ราคารับซื้อไฟฟ้าและเงื่อนไขต่างๆ สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริงในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มลดลงตามเทคโนโลยี
  • คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้อนุมัติให้การไฟฟ้าฯ เริ่มเจรจากับเอกชนได้ทันที โดยย้ำว่าเป็นการปรับปรุงเงื่อนไข ไม่ใช่การยกเลิกสัญญา

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีตนเองเป็นประธานว่า ปัญหาพลังงานราคาแพงเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ เนื่องจากค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบทุกประเภท

ดังนั้น การแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าไม่สามารถมองเพียงการลดค่าไฟในระยะสั้น แต่ต้องเข้าไปจัดการกับโครงสร้างต้นทุนและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าในระยะยาว เพื่อให้ต้นทุนพลังงานของประเทศมีความเหมาะสมและสามารถแข่งขันได้

กพช.ไฟเขียวรื้อสัญญาไฟ เปิดทางการไฟฟ้าเจรจาเอกชน

นายปกรณ์ กล่าวว่า สำหรับแนวทางแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว หรือที่ถูกเรียกว่า “สัญญาชั่วนิรันดร์” ขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แล้วเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

มติดังกล่าวถือเป็นจุดสำคัญ เพราะทำให้การไฟฟ้าสามารถเดินหน้าเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเพื่อปรับปรุงเงื่อนไขของสัญญาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องนำเรื่องกลับไปเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบอีกครั้ง

“เป้าหมายแรกคือเร่งเจรจากับเอกชนและแก้สัญญาเหล่านี้ให้เสร็จ” นายปกรณ์กล่าว

โดยมองว่าในทางปฏิบัติไม่ควรมีสัญญาใดที่กำหนดเงื่อนไขตายตัวโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนตลอดอายุสัญญาที่นานถึง 50 ปี เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจ เทคโนโลยี ต้นทุนการผลิต และเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ในหลักการสากล สัญญาระยะยาวควรมีการทบทวนเงื่อนไขเป็นระยะ เช่น ทุก 10 ปี เพื่อให้โครงสร้างราคาและเงื่อนไขต่าง ๆ สะท้อนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้น

เช็กฐานซื้อไฟ 2.16 บาท ยังสะท้อนต้นทุนหรือไม่

ประเด็นที่คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญคือ โครงสร้างราคารับซื้อไฟฟ้า โดยปัจจุบันฐานราคารับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 2.16 บาทต่อหน่วย

นายปกรณ์ กล่าวว่า แม้ราคาดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นภายใต้เงื่อนไขและต้นทุนในช่วงเวลาที่มีการจัดทำสัญญา แต่ปัจจุบันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของเทคโนโลยีบางประเภทมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาว่า ราคาที่รับซื้ออยู่ในปัจจุบันยังสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่

ที่สำคัญต้องพิจารณาควบคู่กันว่าราคารับซื้อดังกล่าวมีความเหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชนซึ่งเป็นผู้รับภาระค่าไฟฟ้าหรือไม่

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงการเจรจาเพื่อให้รัฐจ่ายค่าไฟในราคาที่ต่ำลง แต่เป็นการทบทวนว่าราคาที่กำหนดไว้ในสัญญายังคงสอดคล้องกับต้นทุนจริงและสภาพตลาดในปัจจุบันหรือไม่

หากต้นทุนเทคโนโลยีและต้นทุนการผลิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ การคงเงื่อนไขเดิมตลอดอายุสัญญาอาจทำให้โครงสร้างต้นทุนไฟฟ้าไม่สะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริง และท้ายที่สุดต้นทุนดังกล่าวย่อมส่งผ่านมายังผู้ใช้ไฟฟ้าและภาคธุรกิจ

จ่อสรุป Availability Payment อีกต้นทุนสำคัญค่าไฟ

นอกจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวแล้ว คณะกรรมการฯ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของต้นทุนค่าไฟฟ้า คือ ค่าพร้อมจ่าย หรือ Availability Payment

ค่าพร้อมจ่ายเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้โรงไฟฟ้ามีความพร้อมในการผลิตไฟฟ้าเมื่อระบบมีความต้องการใช้งาน ดังนั้น คณะทำงานจึงอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางและมาตรการที่เหมาะสม เพื่อให้การจ่ายต้นทุนส่วนนี้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์และไม่กลายเป็นภาระที่สูงเกินความจำเป็นต่อระบบไฟฟ้า

นายปกรณ์ระบุว่า คณะทำงานกำลังพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ว ๆ นี้

ประเด็น Availability Payment จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องจับตา เพราะนอกจากราคาค่าไฟฟ้าที่ประชาชนเห็นในบิลแล้ว ต้นทุนที่เกิดขึ้นในระบบไฟฟ้ายังประกอบด้วยองค์ประกอบอื่น ๆ อีกหลายส่วน การลดค่าไฟอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องพิจารณาตั้งแต่โครงสร้างการผลิต การรับซื้อไฟ ไปจนถึงต้นทุนระบบโดยรวม

ย้ำ “เจรจา” ไม่ใช่ “ยกเลิกสัญญา” หวั่นกระทบความเชื่อมั่น

สำหรับข้อกังวลว่าการเดินหน้าเจรจาปรับปรุงสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนอาจกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือไม่นั้น นายปกรณ์ย้ำว่า แนวทางดังกล่าว ไม่ใช่การยกเลิกสัญญา แต่เป็นการปรับปรุงเงื่อนไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับหลักการสากล

ในอดีตประเทศไทยอาจจำเป็นต้องให้สิทธิประโยชน์หรือเงื่อนไขที่จูงใจในระดับสูง เพื่อดึงดูดการลงทุนและเทคโนโลยีใหม่เข้ามาในประเทศ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทั้งตลาด เทคโนโลยี และต้นทุนการผลิต

ดังนั้น เงื่อนไขที่เคยเหมาะสมในอดีตอาจไม่จำเป็นต้องคงอยู่ในรูปแบบเดิมตลอดระยะเวลาของสัญญา การทบทวนจึงเป็นเรื่องที่ควรเกิดขึ้น เพื่อให้ระบบไฟฟ้าของประเทศมีความสมดุลระหว่างการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนกับการดูแลต้นทุนของประชาชน

แก้ค่าไฟต้องรื้อทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสัญญาซื้อไฟ

นายปกรณ์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชน แต่ต้องพิจารณา โครงสร้างพลังงานทั้งระบบ โดยเฉพาะแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP

หัวใจสำคัญคือ PDP ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริงทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่สูงเกินความจำเป็น หรือการตั้งสมมติฐานว่าประเทศอาจมีไฟฟ้าไม่เพียงพอจนต้องเร่งจัดหาไฟฟ้าล่วงหน้าเกินความต้องการจริง

รัฐบาลจึงต้องเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานต่าง ๆ ได้มากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือแหล่งพลังงานอื่น เพื่อให้การวางแผนกำลังผลิตในอนาคตสอดคล้องกับความต้องการจริง

การวาง PDP บนข้อมูลที่แม่นยำจะมีผลโดยตรงต่อการลงทุนโรงไฟฟ้า การจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และต้นทุนที่เกิดขึ้นในระบบ หากวางแผนกำลังผลิตสูงเกินความต้องการ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะสร้างภาระต้นทุนให้กับระบบในระยะยาว