
ผู้ว่าการธปท. ชี้โลกยุค Multi World เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจไทย
ผู้ว่าการธปท. ชี้โลกเข้าสู่ยุค Multi World เศรษฐกิจไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง แก้ปัญหาจัดสรรทรัพยากรผิดทาง ดัน Big Data ปลดล็อกสินเชื่อ SME เดินหน้าปราบทุนเทา สกัดเงินนอกระบบ
KEY
POINTS
- ผู้ว่าการ ธปท. ชี้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค "Multi World" ที่มีความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับแรงกระแทก
- ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยคือการจัดสรรทรัพยากรผิดทิศทาง (Resource Misallocation) โดยเงินทุนในระบบการเงินไม่ไหลไปสู่ธุรกิจ SME ที่มีศักยภาพ
- เสนอแนวทางผลักดันการใช้ Big Data เพื่อยกระดับการประเมินสินเชื่อ ช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้นด้วยต้นทุนที่เหมาะสม
- ธปท. เดินหน้าแก้ปัญหาทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ ผ่านมาตรการคุมเข้มการถอนเงินสดจำนวนมาก, ธุรกรรมทองคำ และการโอนเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผิดปกติ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุโลกกำลังเข้าสู่ยุค "Multi World" ที่ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์หลอมรวมเป็นความเสี่ยงใหม่ ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ แก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรผิดทาง (Resource Misallocation) พร้อมผลักดันการใช้ Big Data ยกระดับการปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น ควบคู่กับการปิดช่องโหว่เศรษฐกิจนอกระบบ เดินหน้าสกัดทุนเทา ธุรกรรมทองคำ และการโอนเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผิดปกติ
โลกยุค Multi World เศรษฐกิจไทยต้อง "ดูดซับแรงกระแทก"
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน The INTANIA Forum : SURVIVING UNDER THE NEW WORLD ORDER จัดโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Multi World ที่ไม่มีประเทศมหาอำนาจใดสามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกได้เพียงฝ่ายเดียว
ปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์ได้ขยายผลสู่ "ภูมิเศรษฐศาสตร์" (Geoeconomics) อย่างชัดเจน โดยมาตรการภาษี การค้า และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี ถูกใช้เป็นเครื่องมือแข่งขันระหว่างประเทศ ส่งผลให้โลกเผชิญแรงกระแทก (Global Shock) บ่อยครั้ง ทั้งจากวิกฤตโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยจึงไม่เพียงต้องมีความยืดหยุ่น (Resilience) แต่ต้องสามารถดูดซับแรงกระแทก ปรับตัว และเดินหน้าต่อได้ โดยหัวใจสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
ชี้ปัญหาใหญ่ "เงินล้นระบบ แต่ไปไม่ถึงธุรกิจที่มีศักยภาพ"
นายวิทัยกล่าวว่า ปัญหาหลักของไทยไม่ใช่การขาดแคลนเงินทุน เพราะปัจจุบัน ธปท. ต้องดูดซับสภาพคล่องในระบบการเงินผ่านเครื่องมือต่าง ๆ สูงถึงประมาณ 5-6 ล้านล้านบาทต่อวัน
อย่างไรก็ตาม เงินทุนจำนวนมหาศาลกลับไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งสะท้อนปัญหา Resource Misallocation หรือการจัดสรรทรัพยากรผิดทิศทาง
ข้อมูลของ ธปท. พบว่า เงินทุนกว่า 75% ถูกจัดสรรไปยังธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีหดตัวต่อเนื่องเป็น 15 ไตรมาสติดต่อกัน แม้แต่กลุ่มเอสเอ็มอีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% แรก ยังเข้าถึงสินเชื่อได้เพียง 21% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 63%
ดัน Big Data ปฏิวัติระบบสินเชื่อ ลดต้นทุนการเงิน SME
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนทางการเงินเป็นอีกปัจจัยที่ลดทอนศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจขนาดเล็ก โดยเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพยังต้องจ่ายดอกเบี้ยเฉลี่ยถึง 7.8% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เสียต้นทุนดอกเบี้ยเพียงประมาณ 3.9%
ทางออกสำคัญคือการนำ Big Data มาใช้ยกระดับระบบการประเมินสินเชื่อ เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงได้แม่นยำขึ้น ลด Credit Cost และต้นทุนการดำเนินงาน
ฐานข้อมูลดังกล่าวจะไม่จำกัดเฉพาะข้อมูลเครดิตแบบเดิม แต่จะเชื่อมโยงข้อมูลหลากหลาย ทั้งข้อมูลบัญชีเดินสะพัด (Statement) การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ รวมถึงข้อมูลทางเลือกอื่น ๆ เพื่อสะท้อนศักยภาพและวินัยทางการเงินของผู้กู้ได้ครบถ้วนมากขึ้น
นายวิทัยกล่าวว่า แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ขับเคลื่อนผ่านกลไก Connect หากดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยให้ประชาชนรายย่อยและเอสเอ็มอีที่มีวินัยทางการเงิน แต่ขาดหลักประกัน สามารถเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสมมากขึ้น
ธปท. เดินหน้าปิดช่องโหว่ "ทุนเทา-เศรษฐกิจนอกระบบ"
อีกประเด็นที่ ธปท. ให้ความสำคัญ คือการแก้ปัญหาทุนเทาและเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก โดยในจำนวนดังกล่าว มีสัดส่วนเศรษฐกิจสีเทาประมาณ 9-13% ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีจำนวนมาก และเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไม่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ถูกต้อง
เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว ธปท. ได้ทยอยออกมาตรการกำกับหลายด้าน อาทิ กำหนดให้การถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาทต่อเดือน ต้องแจ้งเหตุผล หลังพบว่าธนบัตรใบละ 1,000 บาทรุ่นเก่าหายออกจากระบบถึง 140,000 ล้านบาท
คุมธุรกรรมทองคำ-จับตา USDT สกัดเงินไหลออกนอกระบบ
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า มาตรการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากกำหนดให้ผู้ที่ซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มเกิน 50 ล้านบาท ต้องรายงานข้อมูล และการถอนทองคำแท่งตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องแจ้งรายละเอียดต่อหน่วยงานกำกับ
ผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้มูลค่าการถอนทองคำที่มีลักษณะน่าสงสัย ลดลงจากเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อเดือน เหลือเพียงประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาทต่อเดือน
นอกจากนี้ ธปท. ยังติดตามธุรกรรมผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง USDT อย่างใกล้ชิด หลังพบว่าประมาณ 40% ของธุรกรรมที่ตรวจสอบมีความเชื่อมโยงกับการโอนเงินออกนอกระบบหรือการส่งเงินออกนอกประเทศ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 250,000 ล้านบาทในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา
พร้อมกันนี้ ยังได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปิดบัญชีม้าและบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์แล้วกว่า 2,500 บัญชี เพื่อสกัดการหมุนเวียนของเงินผิดกฎหมายและยกระดับความโปร่งใสของระบบการเงินไทย







