thansettakij
thansettakij
แบงก์ชาติในวันที่ 'วิทัย' พาลงจากหอคอย เพื่อ 'ยื่นมือ ติดดิน'

แบงก์ชาติในวันที่ 'วิทัย' พาลงจากหอคอย เพื่อ 'ยื่นมือ ติดดิน'

31 ก.ค. 69 | 05:25 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ก.ค. 69 | 05:27 น.

กว่า 10 ปีที่แบงก์ชาติถูกวิจารณ์ว่าอยู่บน 'หอคอยงาช้าง' วันนี้ 'วิทัย รัตนากร' เปลี่ยนวิธีทำงานจากการรักษาเสถียรภาพสู่การใช้เครื่องมือกำกับดูแลเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริง

KEY

POINTS

  • ธปท. ในยุควิทัย รัตนากร ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางจากการเป็นองค์กรบน "หอคอยงาช้าง" ที่เน้นแต่นโยบายมหภาค มาสู่การเป็น "ธนาคารกลางที่ติดดิน" โดยให้ความสำคัญกับการตีความค่านิยม "ยื่นมือ ติดดิน" ให้เป็นรูปธรรม เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบประชาชนและธุรกิจรายย่อยโดยตรง
  • เมื่อเครื่องมือหลักอย่างดอกเบี้ยนโยบายส่งผ่านได้ไม่เต็มที่ จึงหันมาใช้อำนาจกำกับดูแลโดยตรงผ่านเครื่องมืออื่นที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น เช่น การสั่งลดค่าธรรมเนียมธนาคาร และการสร้างโครงการแชร์ความเสี่ยงสินเชื่อ เพื่อให้ความช่วยเหลือส่งถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง
  • แนวทางใหม่นี้ไม่ใช่การทิ้งบทบาทการมองภาพใหญ่และรักษาเสถียรภาพ แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานบนหอคอยกับการแก้ปัญหาที่ฐานราก โดยเปลี่ยน "วิธีใช้อำนาจ" จากเดิมที่เน้นเครื่องมือมหภาคไปสู่การใช้มาตรการเฉพาะจุด เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างทั่วถึง

ภาพจำของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือองค์กรที่เต็มไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน และผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งมองเศรษฐกิจผ่านข้อมูลมหภาค จนทำให้แบงก์ชาติถูกวิจารณ์มาอย่างต่อเนื่องว่าเป็นองค์กรที่บริหารงานอยู่บน “หอคอยงาช้าง” มาโดยตลอด

ปี 2556 สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เคยประเมินค่านิยม “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” ของแบงก์ชาติว่า องค์กรสอบผ่านในเรื่อง “ยืนตรง” และ “มองไกล” เพราะมีหลักการ กล้าตัดสินใจ และมองผลกระทบในระยะยาว ขณะที่คำว่า “ยื่นมือ” เริ่มเห็นพัฒนาการจากการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นมากขึ้น แต่คำที่ยังเป็นโจทย์สำคัญคือ “ติดดิน”

งานของธนาคารกลางจำเป็นต้องมีส่วนที่อยู่บนหอคอย เพราะต้องใช้ความรู้เฉพาะทางและมองภาพใหญ่ให้ไกลกว่าคนทั่วไป ทว่า หากอยู่บนหอคอยจนไม่เข้าใจโลกความเป็นจริง งานวิจัยที่ซับซ้อนหรือเต็มไปด้วยแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ก็อาจไม่สามารถตอบปัญหาของประชาชนได้

ฝ่ายแบงก์ชาติเองไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวหาเหล่านี้ อดีตกรรมการนโยบายการเงิน ดร.สมชัย จิตสุชน เคยอธิบายว่า การตัดสินใจของ ธปท. ไม่ได้อาศัยเพียงข้อมูล GDP หรือเงินเฟ้อ แต่ยังมีข้อมูลจากสำนักงานภูมิภาค การพูดคุยกับผู้ประกอบการ ตลอดจนข้อมูลของครัวเรือน แรงงานนอกระบบ SMEs และกลุ่มเปราะบาง

ขณะที่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า หน้าที่ของธนาคารกลางคือการมองผลกระทบทั้งระบบ ไม่สามารถแก้ปัญหาให้คนบางกลุ่มโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่จะตกกับคนอื่นได้ คนแบงก์ชาติเป็นผู้ที่ “ถูกจ้างมาเพื่อกังวลแทนคนอื่น” เพราะมาตรการที่ดูเหมือนช่วยเศรษฐกิจในวันนี้ อาจกลายเป็นต้นเหตุของเงินเฟ้อ หนี้ หรือความไม่มั่นคงในอนาคต

ค่านิยมเดิม กับการตีความใหม่

“ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน” เป็นค่านิยมแบงก์ชาติมาตั้งแต่ปี 2555 ในยุคของ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล “ยืนตรง” คือการมีหลักการและรักษาความเป็นอิสระ “มองไกล” คือการคำนึงถึงผลกระทบระยะยาว “ยื่นมือ” คือการประสานความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ส่วน “ติดดิน” คือการเข้าใจปัญหาและข้อจำกัดของประชาชนในโลกความเป็นจริง

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ในยุคของวิทัย รัตนากร ไม่ได้สร้างค่านิยมชุดใหม่ แต่เป็นการทำให้สองคำท้าย คือ “ยื่นมือ” และ “ติดดิน” ปรากฏเป็นวิธีการทำงานที่จับต้องได้มากขึ้น

สัญญาณแรก ๆ เห็นได้จากรูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงสื่อมวลชนโดยตรงมากขึ้น รวมถึงเข้าไปอยู่ในกลุ่มสื่อประจำสายการเงิน ซึ่งแม้เป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่สะท้อนวิธีคิดที่ต่างจากวัฒนธรรมองค์กรเดิมที่มักสื่อสารผ่านถ้อยแถลง เอกสาร และกระบวนการอย่างเป็นทางการ

จากการสัมภาษณ์พิเศษ ‘วิทัย’ ระบุว่า การเป็น “ธนาคารกลางที่ติดดิน” ว่าหมายถึงการทำตามความต้องการของรัฐบาล ประชาชน หรือภาคธุรกิจทุกเรื่อง หากหมายถึงการไม่ใช้ข้อจำกัดเชิงตำราเป็นเหตุผลให้หยุดอยู่กับที่

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.

คุมเงินเฟ้อได้ แต่เศรษฐกิจไม่ดี ถือว่าสำเร็จหรือไม่

ในทางตำรา ธนาคารกลางมีหน้าที่ทำให้เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ โดยใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นเครื่องมือหลัก แต่ปัจจุบันทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไป เพราะ ‘วิทัย’ ระบุว่า ถ้าเงินเฟ้อเป็นไปตามกรอบแต่แต่เศรษฐกิจยังอ่อนแอ รายได้ประชาชนไม่ฟื้น ธุรกิจรายเล็กยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และหนี้เสียยังเพิ่มขึ้น ไม่ถือว่านโยบายประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์

 กรณีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นตัวอย่างชัดเจน ดอกเบี้ยที่ลดลงสามารถลดต้นทุนในตลาดการเงินได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงในสัดส่วนเดียวกัน ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การส่งผ่านดอกเบี้ย จะสามารถทำได้เพียง 40-50% เท่านั้น

เมื่อดอกเบี้ยไม่ส่งผ่าน ก็ต้องแก้เกม

เมื่อดอกเบี้ยไม่ส่งผ่านเต็มที่ ‘วิทัย’ ใช้เครื่องมืออื่น ๆ ที่แบงก์ชาติมีอำนาจดำเนินการได้โดยตรง ด้วยมาตรการลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ ซึ่งจะทำให้กำไรของระบบธนาคารลดลงประมาณ 6,000 ล้านบาท/ปี จากทั้งหมด 270,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียงกว่า 2% แม้ย่อมไม่เป็นที่พอใจของธนาคารพาณิชย์ แต่ก็ต้องทำ

ในทางกลับกัน เงิน 6,000 ล้านบาทต่อปี คือภาระที่ลดลงของประชาชนและ SMEs โดยตรง หากคำนวณต่อเนื่อง 10 ปี จะเท่ากับภาคประชาชนและธุรกิจประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 60,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับโครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งไม่ได้ใช้วิธีสั่งให้ธนาคารปล่อยกู้ หรือใช้ดอกเบี้ยต่ำหว่านไปทั้งระบบ แต่เน้นการแชร์ความเสี่ยง เพื่อให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs ที่ยังมีศักยภาพ แต่มีหลักประกันไม่เพียงพอหรือถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง

 

ลงจากหอคอย แต่ยังทิ้งหอคอยไม่ได้

อย่างไรก็ตามยังมีนโบายอื่น ๆ ของแบงก์ชาติที่ออกมาท้าทายระบบ ฉีกขนบเดิม ไม่ว่าจะเป็น การคุมเข้มธุรกรรมทองคำ ธุรกรรมเงินสด คุม BNPL และอื่น ๆ ถือเป็นการทำงานเชิงรุกของแบงก์ชาติยุควิทัย จนทำให้คำว่า “ยื่นมือ ติดดิน” มีภาพที่ชัดขึ้น แต่มาตรการที่ออกเร็วและเห็นผลในระยะสั้น ยังไม่ใช่หลักฐานว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้รับการแก้ไขแล้ว

ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยนในยุคของวิทัยอาจยังไม่ใช่เป้าหมายหรือ DNA ของแบงก์ชาติ แต่คือ “วิธีใช้อำนาจ” จากเดิมที่เน้นการรักษาเสถียรภาพผ่านเครื่องมือมหภาค กำลังขยายไปสู่การใช้เครื่องมือกำกับดูแลเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละจุด

แบงก์ชาติยังจำเป็นต้องอยู่บนหอคอย เพราะต้องมองให้ไกล รักษาเงินเฟ้อ ค่าเงิน และระบบการเงินไม่ให้เสียสมดุล แต่การอยู่บนหอคอยไม่ได้แปลว่าจะต้องปล่อยให้ปัญหาด้านล่างดำเนินไปจนกลายเป็นวิกฤต โจทย์ของแบงก์ชาติยุคใหม่จึงไม่ใช่การทุบหอคอยทิ้ง หากคือการสร้างบันไดที่เชื่อมระหว่างห้องตัดสินใจด้านบน กับชีวิตของประชาชนและธุรกิจด้านล่าง

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของธนาคารกลางไม่ได้วัดเพียงว่าเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพ หรือธนาคารพาณิชย์ยังมีกำไรและเงินกองทุนแข็งแรงเพียงใด แต่ต้องวัดด้วยว่า ภายใต้เสถียรภาพเหล่านั้น ธุรกิจยังเข้าถึงทุน ประชาชนยังมีทางออกจากหนี้ และเงินที่ควรหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจถูกดึงกลับมาใช้เพื่อสร้างการเติบโตได้มากน้อยเพียงใด

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,223 วันที่ 2 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569