thansettakij
thansettakij
ซื้อทองเกิน 10 ล้านบาท ต้องโอนผ่านแบงก์ ‘ธปท.’ ออกกฎเข้ม สกัดทุนเทา

ซื้อทองเกิน 10 ล้านบาท ต้องโอนผ่านแบงก์ ‘ธปท.’ ออกกฎเข้ม สกัดทุนเทา

31 ก.ค. 69 | 06:15 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ก.ค. 69 | 06:16 น.

วิทัย ชูบทบาทแบงก์ชาติ “ยื่นมือติดดิน” ปิดรูรั่วเศรษฐกิจ รุกสกัดทุนเทา จ่อสแกนเข้มซื้อทองเกิน 10 ล้านบาท ต้องโอนผ่านแบงก์ คุมถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ลดธุรกรรมเสี่ยง 45%

KEY

POINTS

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกเกณฑ์ให้การซื้อขายทองคำมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ต้องชำระเงินผ่านระบบธนาคาร เช่น การโอนเงิน หรือแคชเชียร์เช็ค แทนการใช้เงินสด
  • มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความโปร่งใสในการซื้อขายทองคำ ทำให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ และสกัดกั้นการใช้เป็นช่องทางฟอกเงินของกลุ่มทุนสีเทา
  • กฎเกณฑ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสกัดกั้นทุนเทา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการจำกัดวงเงินซื้อขายทองออนไลน์ และควบคุมการถอนเงินสดปริมาณมาก ซึ่งช่วยลดธุรกรรมที่ผิดปกติลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

แบงก์ชาติภายใต้การกุมบังเหียนของ “นายวิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับทิศทางการวางตัว จากหน่วยงานกำกับดูแลที่อยู่บนหอคอยงาช้าง สู่การเข้าถึง “ยื่นมือติดดิน” แก้ปัญหาปากท้อง และเสถียรภาพทางการเงิน โดย “ฐานเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงการเดินหน้านโยบายการเงินสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้สะท้อนถึงปรัชญาในการทำงานว่า ได้หยิบยกมาจาก ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการ ธปท. นั่นคือ “ยืนตรง มองไกล ยื่นมือติดดิน” โดยยอมรับว่าที่ผ่านมา ธปท. ทำได้ดีในสองส่วนแรก คือความซื่อตรงและการมองภาพกว้างในอนาคต แต่ในบริบทปัจจุบันที่ความเสี่ยงเปลี่ยนไป ธปท. จำเป็นต้องเน้นความสำคัญของการ “ยื่นมือติดดิน” มากขึ้น

ทั้งนี้ ธปท. ได้วางยุทธศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “ยื่นมือติดดิน” โดยมองว่าหน้าที่ของธนาคารกลางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลเสถียรภาพด้านการเงิน แต่ต้องลงไปแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัญหาทุนสีเทา การฟอกเงิน และการคอร์รัปชัน ซึ่งทำให้ทรัพยากรของประเทศรั่วไหลและลดทอนศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

คุมซื้อขายทองออนไลน์ สกัดทุนเทา

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท. เริ่มดูแลการแก้ปัญหาทุนเทา ตั้งแต่การกำกับดูแลการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังพบว่าช่องทางดังกล่าวมีผลต่อความผันผวนของค่าเงินบาท และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเคลื่อนย้ายเงินหรือทำธุรกรรมที่ผิดปกติ

ธปท. จึงออกมาตรการจำกัดวงเงินซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อคนต่อวันต่อแพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันไม่ให้รายใหญ่หรือกลุ่มทุนที่มีพฤติกรรมผิดปกติเข้ามาเก็งกำไรหรือสร้างความผันผวนในตลาด โดยยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ค้าทองคำรายย่อยหรือประชาชนทั่วไป

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

พร้อมกันนี้ ยังออกหลักเกณฑ์ให้มีการรายงานข้อมูลเมื่อผู้ลงทุนถือครองทองคำในแพลตฟอร์มเกิน 20 ล้านบาท หรือมีการเบิกทองคำแท่งออกจากร้านทองเกิน 2 กิโลกรัม หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8 ล้านบาท เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“เราพบว่า ยอดการเบิกทองคำปริมาณสูงที่เคยพุ่งไปถึง 4,200 กิโลกรัมต่อเดือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 16,500 ล้านบาท เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2569 เดือนมิยายนที่ผ่านมา ลดลงเหลือเพียง 700 กิโลกรัมต่อเดือน หรือลดลงเกือบ 80% สะท้อนให้เห็นว่าธุรกรรมที่ไม่ปกติในระบบทองคำถูกสกัดกั้นอย่างได้ผล”

ซื้อทองเกิน 10 ล้านต้องโอนผ่านแบงก์

นอกจากนี้ ธปท. อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการยกระดับความโปร่งใสในการซื้อขายทองคำ โดยมีแนวคิดให้การซื้อขายทองคำที่มีมูลค่าสูง เช่น เกิน 10 ล้านบาท ต้องชำระผ่านการโอนเงิน แคชเชียร์เช็ค หรือผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร (ระบบ Bahtnet) เท่านั้น แทนการหิ้วเงินสดจำนวนมหาศาลไปซื้อที่ร้านทอง เพื่อให้สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ และลดโอกาสการใช้ธุรกรรมทองคำเป็นช่องทางฟอกเงิน

“ปัจจุบันเราพบว่ามีการถอนเงินสดปริมาณสูงในระบบราว 30,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับธุรกิจทองคำ ทำให้ ธปท. เตรียมติดตามและกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป”

“ถอนเงินสด” เกิน 5 ล้าน ธุรกรรมลดฮวบ 45%

นายวิทัย กล่าวว่า นอกจากเรื่องทองคำ ธปท. ยังได้ออกมาตรการควบคุมการใช้เงินสดปริมาณมหาศาลซึ่งมักถูกใช้ในธุรกิจผิดกฎหมายและการคอร์รัปชันโดยกำหนดให้ ผู้ที่เบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องระบุวัตถุประสงค์การใช้เงินอย่างชัดเจน

ในอดีตมีการเบิกเงินสดจำนวน 100-500 ล้านบาทโดยใช้รถบรรทุกหรือรถกระบะขน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ปกติอย่างยิ่ง หลังเริ่มใช้มาตรการนี้ ธุรกรรมการถอนเงินสดมูลค่าสูงลดลงไปถึง 45% ถือว่าเป็นความสำเร็จในการสกัดกั้นธุรกรรมที่สุ่มเสี่ยง

นอกจากนี้ ในอนาคต ธปท. เตรียมจะขยายผลไปถึงการกำกับดูแลการ “ฝากเงิน” และ “การแลกเปลี่ยนเงิน” (Money Exchange) ปริมาณที่สูงด้วย

เตรียมออกใบอนุญาตใหม่ คุม BNPL

อีกหนึ่งประเด็นที่ ธปท. ให้ความสำคัญ คือ ธุรกิจ Buy Now Pay Later (BNPL) หรือ “ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่

นายวิทัย กล่าวว่า สิ่งที่ ธปท. กังวล คือ ปัญหาดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ที่มักแฝงมาในรูปแบบของค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม หรือค่าบริการต่างๆ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์มออนไลน์อาจใช้บริษัทลูกปล่อยสินเชื่อโดยคิดดอกเบี้ยตามเพดานกฎหมายอยู่แล้ว แต่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเมื่อมีการเบิกเงินสดหรือผ่อนชำระ ซึ่งเมื่อคำนวณรวมกันแล้วจะทำให้ลูกหนี้แบกรับภาระเกินกว่าความเป็นจริง

ทั้งนี้ ธปท. จึงเตรียมออกใบอนุญาตใหม่สำหรับธุรกิจ BNPL โดยเฉพาะ เพื่อกำหนดเกณฑ์การคิดค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยให้มีความโปร่งใสและยุติธรรมภายใต้หลักการ Market Conduct หรือการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม

ลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ

ในด้านการลดภาระประชาชน ธปท. ได้สั่งปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ ซึ่งเริ่มทยอยมีผลตั้งแต่ วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา และจะมีผลครบทุกมาตรการภายในเดือนตุลาคมนี้ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนรายย่อยและผู้ประกอบการ SME ได้ประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี แม้จะกระทบต่อกำไรของระบบธนาคาร แต่คิดเป็นเพียงประมาณ 2% ของกำไรสุทธิรวมทั้งระบบที่อยู่ราว 270,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับที่สถาบันการเงินสามารถบริหารจัดการได้

"เรามองว่าเป็นระดับที่สถาบันการเงินสามารถบริหารจัดการได้โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพ ในทางกลับกัน เม็ดเงิน 6,000 ล้านบาทต่อปี หรือหากมองในระยะยาวคือ 60,000 ล้านบาทในรอบ 10 ปี จะถูกโอนกลับคืนไปเป็นสภาพคล่องให้แก่ประชาชนรายย่อยและ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบกรับภาระค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นหลักมาโดยตลอด"

โอกาสขึ้น “ดอกเบี้ย” มากกว่าลง

สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงยึดหลัก Data Dependent หรือพิจารณาจากข้อมูลเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยในการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แต่ละครั้ง จะมีการประเมินข้อมูลแมคโครและมองภาพไปข้างหน้า (looking forward) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายหลักด้านเงินเฟ้อ กับการประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน โอกาสที่ดอกเบี้ยจะปรับตัวขึ้นนั้นมีมากกว่าการปรับลง แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในวันที่มีการตัดสินใจจริง หากมีปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ค่าเงินบาทอ่อนค่าจนเกินพื้นฐานและธปท. เข้าไปดูแลแล้ว แต่ยังไม่สามารถดูแลได้ การขึ้นดอกเบี้ยก็อาจเป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อรักษาเสถียรภาพ เป็นต้น

นายวิทัย กล่าวว่า ส่วนเรื่องการส่งผ่านเงินเฟ้อ จากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นต้นมา มองว่าเป็นเรื่องระยะสั้น โดยเดือนมิถุนายน 2569 อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.4% จากเดิมคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 3% นั่นหมายความว่าสถานการณ์เงินเฟ้อลดลงมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ และคาดว่าในไตรมาส 2 ของปี 2570 มีแนวโน้มลดลงแน่นอน

"ถ้าคิดเรื่องเงินเฟ้อเป็นหลัก กับการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายทันที วันนี้ไม่ได้มีประโยชน์อะไร เพราะเป็นการปรับขึ้นของเงินเฟ้อเป็นปัจจัยทางด้านอุปทาน (Supply-side) และการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ฝั่งอุปสงค์ (Demand-side) หดตัว"

ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาความต้องการซื้อที่สูงจนเกินไปเหมือนในหลายประเทศ หากรีบขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพียงชั่วคราว อาจกลายเป็นการซ้ำเติมการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต้องการแรงส่ง

ส่วนการส่งผ่านดอกเบี้ยนโยบายไปยังธนาคารพาณิชย์นั้น ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 40-50% ซึ่งเป็นระดับปกติของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ

มองบาทอ่อนตามราคาพลังงาน

ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ว่าการ ธปท. ย้ำว่า ธปท. ไม่ได้กำหนดเป้าหมายว่าค่าเงินบาทต้องอยู่ที่ระดับใด แต่มีหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดความผันผวนที่ไม่จำเป็น

สำหรับการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากไทยนำเข้าพลังงานคิดเป็นประมาณ 8% ของ GDP และกว่าครึ่งนำเข้าจากตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเงินบาทอ่อนค่าประมาณ 6.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซียที่อ่อนค่ามากกว่า ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามเคลื่อนไหวค่อนข้างทรงตัว

 ทั้งนี้ ธปท. เชื่อว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะกลับมาเป็นบวกในช่วงปลายปีนี้ และจะกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ 2-3% ของ GDP ในปีหน้า หากราคาพลังงานทยอยปรับลดลงและการบริโภคในประเทศกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล

เร่งแก้หนี้ครัวเรือน-อุ้ม SME ผ่าน Credit Boost

ด้านปัญหาหนี้ครัวเรือน นายวิทัย ยอมรับว่า ยังเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง แต่สถานการณ์กำลังดีขึ้นตามลำดับ จากที่เคยสูงถึง 95% ของ GDP ในปี 2564-2565 ปัจจุบันลดลงมาอยู่ต่ำกว่า 87% แม้จะยังน่ากังวลแต่ก็ถือว่ามีทิศทางที่ถูกต้อง

ขณะเดียวกัน ธปท. ได้เดินหน้าโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” สำหรับลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท โดยตั้งเป้าช่วยเหลือ 200,000 รายในปีนี้ และเพิ่มเป็น 300,000 รายในปีหน้า

อีกทั้ง ภาค SME ซึ่งมีหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 9.5% ธปท. ได้ผลักดันโครงการ “Credit Boost” ด้วยการใช้กลไกค้ำประกันสินเชื่อผ่านกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน หรือ FIDF เพื่อลดความเสี่ยงของสถาบันการเงิน ปัจจุบันสามารถปล่อยสินเชื่อแล้วกว่า 47,000 ล้านบาท และเตรียมนำผลไปพัฒนาระบบค้ำประกันสินเชื่อของประเทศในระยะยาว

“ปัจจุบันโครงการนี้ได้ปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 47,000 ล้านบาท และจะนำผลการทดสอบนี้เสนอต่อรัฐบาลเพื่อปรับปรุงระบบการค้ำประกันสินเชื่อของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงทางเครดิตให้กับ SME”

นอกจากนี้ ยังขยายมาตรการ “พักทรัพย์ พักหนี้” สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ออกไปจนถึงสิ้นปี 2570 เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและซื้อทรัพย์สินกลับคืนได้

นายวิทัย กล่าวว่า มาตรการทางการเงินเป็นเพียงตัวประคอง แต่ทางออกที่แท้จริงคือการทำให้ เศรษฐกิจเติบโต เช่น กลับไปสู่ระดับ 3% เพราะหากเศรษฐกิจดี รายได้ของ SME จะเพิ่มขึ้น ทำให้ ความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น และ NPL ลดลง และเมื่อความเสี่ยงลดลง ธนาคารจะมีความมั่นใจในการกลับมาปล่อยสินเชื่อให้ SME และครัวเรือนตามกลไกปกติเอง

ดัน Virtual Bank เติมช่องว่างการเข้าถึงสินเชื่อ

ส่วน Virtual Bank หรือธนาคารไร้สาขา จะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินของกลุ่ม Underserved เช่น พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และแรงงานนอกระบบ ปัจจุบันผู้ได้รับใบอนุญาตรายแรกคือ “Click” ซึ่งเปิดให้บริการรับฝากเงินและมีผู้เปิดบัญชีแล้วมากกว่า 200,000 ราย โดยจะเริ่มปล่อยสินเชื่อในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

ส่วนผู้ได้รับใบอนุญาตอีก 2 ราย อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่ารายที่สองจะเปิดให้บริการภายในสิ้นปีนี้ และรายที่สามในช่วงต้นปี 2570 หลังผ่านการประเมินระบบจาก ธปท. และได้รับใบอนุญาตขั้นสุดท้ายจากกระทรวงการคลัง

“ทั้ง 2 รายต้องพัฒนาความพร้อมของระบบทั้งฝั่งเงินฝากและสินเชื่อให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อให้ ธปท. เข้าไป ประเมินตามเกณฑ์ ว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้หรือไม่ เมื่อ ธปท. ตรวจสอบความพร้อมจนมั่นใจแล้ว จึงจะส่งเรื่องต่อไปยัง กระทรวงการคลัง เพื่อขอใบอนุญาตขั้นสุดท้าย ก่อนเปิดดำเนินการจริง”