thansettakij
thansettakij
เอกชนขานรับธปท.ยืด'พักทรัพย์ พักหนี้' ถึงปี 70 ต่อลมหายใจธุรกิจ

เอกชนขานรับธปท.ยืด'พักทรัพย์ พักหนี้' ถึงปี 70 ต่อลมหายใจธุรกิจ

25 ก.ค. 69 | 10:02 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ก.ค. 69 | 10:02 น.

ผู้ประกอบการโรงแรมตอบรับ ธปท.ขยายโครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้” ถึงสิ้นปี 2570 ชี้ช่วยเพิ่มเวลารีไฟแนนซ์ ระดมทุน และหาพันธมิตรซื้อทรัพย์คืน รักษาความเป็นเจ้าของธุรกิจ

KEY

POINTS

  • ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายเวลาโครงการ "พักทรัพย์ พักหนี้" ให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อทรัพย์สินคืนได้จนถึงสิ้นปี 2570
  • การขยายเวลาครั้งนี้มีสาเหตุสำคัญจากกรณีที่โรงแรมรอยัล ออคิด (ROH) ผิดนัดสัญญาซื้อคืนทรัพย์สิน สะท้อนว่าธุรกิจยังต้องการเวลาในการฟื้นตัว
  • สมาคมโรงแรมไทยมองว่านโยบายนี้เป็นการต่อลมหายใจให้ธุรกิจ มีเวลาหาแหล่งเงินทุนใหม่ (รีไฟแนนซ์) หรือหาพันธมิตรเพื่อรักษาทรัพย์สินไว้
  • ขณะที่กลุ่มธุรกิจโฮสเทลเสนอให้ขยายเวลาไปจนถึงปี 2571 เนื่องจากมองว่าภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ผู้ประกอบการโรงแรมเด้งรับ ธปท. ขยายเวลาสิทธิซื้อคืนทรัพย์สินในโครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้” ออกไปจนถึงสิ้นปี 2570 ชี้ช่วยเพิ่ม "ลมหายใจ" ให้ธุรกิจฟื้นฟูรายได้ เดินหน้า รีไฟแนนซ์ หาพันธมิตร และป้องกันไม่ให้สูญเสียทรัพย์สินอย่างถาวร หลังเกิดกรณี ROH ผิดนัดสัญญาซื้อคืนโรงแรมดังมูลค่ากว่า 4.8 พันล้านบาท ขณะที่กลุ่มโฮสเทลมองสั้นไป เสนอขยายยาวถึงปี 2571 เหตุท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

ชนวนเหตุ ROH ผิดนัดดัน ธปท. ขยายเวลา “พักทรัพย์ พักหนี้ ถึงปี 70

หลังเกิดเหตุที่บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ผิดนัดสัญญาซื้อคืน โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โฮเทล แอนด์ ทาวเวอร์ส มูลค่ากว่า 4,873 ล้านบาท จากกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ แกรนด์ รอยัล ออร์คิด โฮสพิทาลิตี้ (GROREIT) เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2569 ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องรีบออกมาขยายเวลาการซื้อคืนทรัพย์ในโครงการ พักทรัพย์ พักหนี้ ออกไปไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ยังมีศักยภาพมีเวลาเพิ่มเติมเพื่อจัดหาแหล่งเงินทุนและดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้หลังการระบาดโควิด-19 ในปี 2564 รัฐบาลได้ออกมาตราการกองทรัสต์ซื้อคืนหรือ  REIT Buy-Back และ โครงการ พักทรัพย์ พักหนี้ (Asset Warehousing) เป็นมาตรการทางการเงินที่ออกมาเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่มีอสังหาริมทรัพย์ โดยมีหลักการ ร่วมกันคือ “การโอนทรัพย์สินออกไปเพื่อแลกกับเงินทุน/ลดหนี้ โดยให้สิทธิเจ้าของเดิมซื้อคืนในอนาคต” ซึ่งมาตรการดังกล่าวกำหนดไว้ไม่เกิน 5ปี

 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ยังมีผู้ประกอบธุรกิจบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากทั้งสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งแม้จะมีความตั้งใจซื้อทรัพย์สินคืนแต่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวทำให้ต้องการเวลาเพิ่มขึ้นในการหาเงินทุน

 “ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสงค์จะขอขยายระยะเวลาการใช้สิทธิซื้อทรัพย์สินคืนขอให้เร่งติดต่อสถาบันการเงินเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องก่อนครบกำหนดสัญญาเดิม สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มีสภาพคล่องและหาแหล่งเงินทุนได้ สามารถซื้อทรัพย์สินคืนตามกำหนดเดิมเพื่อให้กลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้โดยเร็ว”

สมาคมโรงแรมชี้เป็น “ลมหายใจ” ช่วยรักษาธุรกิจ

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า กรณีที่ธปท.ได้ตัดสินใจขยายระยะเวลาการใช้สิทธิ์ซื้อทรัพย์สินคืนภายใต้โครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้” (Asset Ware housing) ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 นโยบายนี้เป็นแนวทางที่ดี ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้เจ้าของธุรกิจสามารถรักษาความเป็นเจ้าของและดำเนินกิจการต่อไปได้ และยังช่วยรักษาภาพลักษณ์ของโครงการลงทุน

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ)

เดิมโครงการนี้มีกำหนดเวลาที่ผู้ประกอบการต้องเข้ามาใช้สิทธิ์ซื้อทรัพย์คืน แต่เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการบางราย เช่น กรณีของโรงแรมรอยัล ออคิด (ROH) ยังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะนำเงินมาซื้อทรัพย์สินคืนได้ทันตามกำหนดเดิม 

ดังนั้นการขยายเวลาในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การเปิดช่องให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพในการระดมทุน หรือหาผู้ร่วมทุนใหม่เข้ามาช่วยในการซื้อทรัพย์สินกลับคืนมาเป็นของตนเอง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปอย่างถาวร 

ทั้งการขยายเวลายังช่วยเปิดช่องทางการเงินและการเจรจา ระหว่างเจ้าของเดิม กองทุน และสถาบันการเงิน การขยายออกไปจนถึงปี 2570 ถือเป็นช่วงเวลาที่เพียงพอสำหรับธุรกิจโรงแรมในการฟื้นฟูรายได้ นอกจากนี้ยังเอื้อให้เกิดการ “Refinancing” หรือการหาแหล่งเงินกู้ใหม่จากสถาบันการเงินอื่นที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของธุรกิจ เพื่อนำเงินมาคืนให้แก่กองทุนเดิม และเปลี่ยนสถานะกลับมาเป็นลูกหนี้ของธนาคารตามปกติ 

อย่างไรก็ตาม ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากวงเงินที่ผู้ประกอบการได้รับไปในช่วงแรกสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น อาจส่งผลให้เจ้าของเดิมตัดสินใจไม่ซื้อทรัพย์คืน เพราะถือว่า ได้รับเงินที่คุ้มค่าไปแล้วและยินยอมให้ทรัพย์สินตกเป็นของเจ้าของทุน แต่ในกรณีที่มูลค่าทรัพย์สินจริงยังสูงกว่าวงเงินช่วยเหลือ เช่น ทรัพย์สินมูลค่า 7-8 พันล้านบาท แต่ติดภาระอยู่ 4.8 พันล้านบาท ก็จะจูงใจให้มีนักลงทุนรายใหม่หรือนายทุนที่สนใจเข้ามาติดต่อขอซื้อต่อหรือร่วมทุนเพื่อเก็งกำไรในอนาคตได้

“การขยายเวลาถือเป็น “ลมหายใจ” สำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการที่ยังมีศักยภาพสามารถบริหารจัดการแผนการเงินและรักษารากฐานทางธุรกิจให้คงอยู่ได้ท่ามกลางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ”นายเทียนประสิทธิ์กล่าว

โฮสเทลเสนอขยายถึงปี 71 เหตุท่องเที่ยวยังฟื้นไม่เต็มที่

ด้านนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็ก ประเทศไทย กล่าวว่า ข้อเสนอเดิมที่จะให้ขยายโครงการพักทรัพย์พักหนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2570 นั้นยังไม่เพียงพอต่อการฟื้นตัวของธุรกิจ ทั้งนี้ควรขยายระยะเวลาออกไปจนถึงสิ้นปี 2571 หรือประมาณ 2 ปี เพื่อลดแรงกดดันทางการเงินและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับโครงสร้างหนี้หรือหาเงินมาไถ่ถอนทรัพย์สินคืนได้จริง

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็ก ประเทศไทย  

จากข้อมูลพบว่าในกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่เข้าร่วมโครงการประมาณ 400 กว่าราย มีความพร้อมที่จะกลับมาดำเนินการตามปกติไม่ถึง 50% ขณะที่กลุ่มโฮสเทลส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการพักทรัพย์พักหนี้ตั้งแต่ต้น เนื่องจากเป็นธุรกิจขนาดเล็กหรือส่วนใหญ่เป็นการเช่าตึกประกอบการถึง 70%

นอกจากนี้ ในช่วงโควิด-19 มีผู้ประกอบการโฮสเทลเพียง 20% ที่มีใบอนุญาตถูกต้องและเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ส่วนอีก 80% ที่เหลือประสบปัญหาไม่สามารถเข้าถึงเงื่อนไขของธนาคารได้

 “การท่องเที่ยวยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติและมีแนวโน้มตัวเลขนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือเพียง 30 ล้านคน จากเป้าหมายเดิมที่ 33 ล้านคน โดยมีปัจจัยลบจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศที่เริ่มกลับมารุนแรงอีกครั้ง ประกอบกับปัญหาราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นถึง 2 เท่า และจำนวนเที่ยวบินที่ยังกลับมาให้บริการไม่เต็มที่ โดยหายไปประมาณ 40% ของเส้นทางบินเดิม 

เปิดความต่าง “พักทรัพย์ พักหนี้” -REIT Buy-Back

สำหรับโครงการ “พักทรัพย์ พักหนี้” เป็นมาตรการของธปท. ที่เริ่มในปี 2564 เพื่อช่วยผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ขาดสภาพคล่อง แต่ยังมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ โดยเปิดทางให้ โอนทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้สถาบันการเงินเพื่อชำระหนี้ พร้อม ให้สิทธิซื้อทรัพย์คืนในอนาคต และสามารถ เช่าทรัพย์กลับไปดำเนินธุรกิจต่อได้ โดยมีวงเงินรวม 100,000 ล้านบาท เมื่อปิดโครงการอนุมัติสินเชื่อแล้ว 74,114.23 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการ 500 ราย (ข้อมูล ณ 9 เมษายน 2566)

ผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการต้อง เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีสถานประกอบการและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เป็นลูกหนี้ของสถาบันการเงินก่อนวันที่ 1 มีนาคม 2564 หากเป็นลูกหนี้ต่อเนื่องก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 ต้องไม่เป็นหนี้เสีย (NPL) ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ไม่เป็นผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน

REIT Buy Back ต่างจาก พักทรัพย์ พักหนี้ อย่างไร

 ส่วน REIT Buy-Back เป็นเครื่องมือระดมทุนผ่านตลาดทุน ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเปิดทางให้สามารถระดมทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) พร้อมกำหนดสิทธิซื้อทรัพย์สินคืนในอนาคต 

โดยผู้ประกอบการขายทรัพย์สินให้กอง REIT กอง REIT ระดมทุนจากผู้ลงทุนและสถาบันการเงิน ผู้ประกอบการเช่าหรือบริหารทรัพย์สินต่อ เมื่อครบกำหนด เจ้าของเดิมใช้สิทธิซื้อทรัพย์คืนตามสัญญา หากไม่ใช้สิทธิ กอง REIT สามารถบริหารหรือจำหน่ายทรัพย์สิน เพื่อประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุนต่อไป

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,221 วันที่ 26 - 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569